- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 65 พรสวรรค์รุดหน้าไม่หยุดยั้ง, โทษทัณฑ์ผู้พ่ายแพ้ปรากฏชัด
บทที่ 65 พรสวรรค์รุดหน้าไม่หยุดยั้ง, โทษทัณฑ์ผู้พ่ายแพ้ปรากฏชัด
บทที่ 65 พรสวรรค์รุดหน้าไม่หยุดยั้ง, โทษทัณฑ์ผู้พ่ายแพ้ปรากฏชัด
แม้อิ๋งปิงจะยังคงฉงนใจ แต่นางก็ยังคงตอบคำถามบนกระดาษ ตั้งแต่เรื่องง่ายไปจนถึงเรื่องลึกซึ้ง
"เคล็ดกระบี่และเพลงกระบี่แท้จริงแล้วเป็นสิ่งเดียวกัน นั่นคือวิธีการออกกระบวนท่า หนีไม่พ้นความแม่นยำ ความยืดหยุ่น และการนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ตน เมื่อเจ้าฝึกฝนเคล็ดกระบี่ชั้นสูงจนถึงขั้นสมบูรณ์ นั่นก็จัดว่าพอใช้ได้แล้ว"
"ทว่าสำหรับผู้ที่ครอบครองปราณกระบี่ กระบวนท่ากระบี่ เจตจำนงกระบี่ และพยายามเสาะหาวิถีกระบี่อย่างแท้จริงแล้ว เคล็ดวิชาหรือเพลงกระบี่นี้ ก็เป็นเพียงสิ่งที่พวกเขาได้สรุปเป็นตำรา ระหว่างที่ค้นหาแก่นแท้ของมันเท่านั้น"
หลี่โม่ฟังแล้วก็คล้ายจะเข้าใจ แต่ก็คล้ายจะไม่เข้าใจ เขาเชื่อมโยงได้เพียงความรู้ด้านคณิตศาสตร์และฟิสิกส์จากชาติภพก่อน
เขานำวิถีกระบี่มาเปรียบเสมือนคณิตศาสตร์ และเคล็ดกระบี่หรือเพลงกระบี่ก็คือสูตร สำหรับคนส่วนใหญ่แล้ว การแก้ปัญหาคือการใช้สูตร หรืออ่านตำรานั่นเอง
แล้วสูตรมาจากไหน? ก็มาจากอัจฉริยะผู้เข้าถึงแก่นแท้ได้จริงเป็นผู้สรุปไว้
หลี่โม่พยักหน้า หยิบกระดาษและหมึกออกมา
"เจ้ากำลังทำอะไร?"
"อืม ข้ากำลังจดบันทึก"
หลี่โม่ยิ้มพลางเขียนลงไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ยังเป็นเรื่องง่าย หากลึกซึ้งกว่านี้เขาเกรงว่าจะจำมิได้
อิ๋งปิงพลันรู้สึกสับสนเล็กน้อย ตลอดการถกวิถีต่างๆกับผู้คนในชาติภพนี้และชาติภพก่อน นี่เป็นครั้งแรกที่มีผู้คนจดบันทึกไปพลางถกเถียงไปพลาง
เพราะสิ่งเหล่านี้มิใช่สิ่งที่ต้องจดบันทึก ผู้ที่เข้าใจเพียงเล็กน้อยก็สามารถฟังทะลุปรุโปร่งได้
นางหยุดชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อไปว่า
"ปราณกระบี่ กระบวนท่ากระบี่ และเจตจำนงกระบี่ ล้วนเป็นเส้นทางที่แตกต่างกันสามสาย ทว่าล้วนนำไปสู่จุดหมายเดียวกัน"
"กล่าวถึงปราณกระบี่ก่อน มหาบัณฑิตท่านหนึ่งในอาณาจักรต้าซางก่อนยุคต้าอวี้ อ่านหนังสือมาหกสิบปี มิได้ฝึกฝนยุทธหรือกระบี่ เพียงแต่เขียนบทกวีและตำรา หลังจากหกสิบปี เมื่อก้าวเข้าสู่ท้องพระโรง เขาก็ใช้คารมคมคายเฉือนเกล็ดมังกร ตัดโชคชะตาแห่งต้าซาง"
"นี่คือการเปลี่ยนจิตวิญญาณของปัญญาชนให้กลายเป็นปราณกระบี่"
"ส่วนผู้ที่ฝึกฝนกระบวนท่ากระบี่นั้น เน้นการโอนอ่อนตามกระแส…”
“การขึ้นลงของดวงอาทิตย์และดวงจันทร์คือพลังแห่งฟ้าดิน การผลิบานและร่วงโรยของดอกไม้คือพลังแห่งธรรมชาติ และสิ่งที่ใจคนใฝ่หาคือพลังแห่งผู้คน...”
อิ๋งปิงรินชาจิบเล็กน้อยเพื่อให้ชุ่มคอ ท่าทางของนางทำให้หลี่โม่นึกถึงอาจารย์สาวสวยในชาติภพก่อน อาจารย์มักจะเงียบขรึมในเวลาปกติ แต่เมื่อเริ่มสอน ก็จะมีท่าทีเปี่ยมด้วยความรู้และปัญญาอันลึกซึ้ง
แน่นอน หลี่โม่มิได้เพียงตั้งใจฟังอย่างเดียว มือของเขาก็เขียนมิหยุด
ครึ่งชั่วยามต่อมา
กระดาษเจ็ดแปดแผ่นที่หมึกยังมิแห้งสนิทถูกกางออกบนโต๊ะ สหายน้อยหลี่โม่พึงพอใจพลางเลียปลายพู่กัน เพียงจดจำสิ่งเหล่านี้ได้ทั้งหมด เขาก็จะแข็งแกร่งจนน่าพรั่นพรึง! องค์หญิงน้อยเจียงชูหลงจะต้องถูกโค่นล้มอย่างราบคาบแน่นอน!
ขณะที่หลี่โม่กำลังภาคภูมิใจอยู่นั้น เสียงสอบถามของอิ๋งปิงก็ดังขึ้น
"สิ่งที่ข้ากล่าวไปเมื่อครู่ เจ้าเข้าใจทั้งหมดแล้วหรือ?"
ในฐานะอัจฉริยะที่สามารถตั้งคำถามเหล่านี้ได้ นางคิดว่าเมื่อได้อธิบายถึงขั้นนี้ หลี่โม่น่าจะเข้าใจไปเจ็ดแปดส่วนแล้ว
"เข้าใจแล้ว!"
หลี่โม่พยักหน้าอย่างมั่นใจ
"เช่นนั้น… เจ้าลองกล่าวถึงความเห็นของเจ้ามาบ้างสิ"
ดวงตาของอิ๋งปิงที่ราวกับหิมะจับจ้องตรงไปยังดวงตาของหลี่โม่ นางรอคอยฟังคำตอบที่ดีงามจากเขา
หลี่โม่อ้าปากพะงาบๆ...
สีหน้าของเขาแข็งค้าง รอยยิ้มค่อยๆ เลือนหายไป พลันจมดิ่งสู่ห้วงความคิด
เมื่อครู่เขามิได้หลงระเริงไปหน่อยหรือ? เหตุใดจึงมิคิดว่ายัยก้อนน้ำแข็งจะมาทดสอบกันเช่นนี้?
โอ้ ใช่แล้ว นี่คือการถกเถียง ยัยก้อนน้ำแข็งพูดมาตั้งนาน เขาก็คงมิอาจเงียบฟังไปตลอดได้
แต่พูดตามตรง เขาอยู่ในม่านหมอกจริงๆ การฝึกค้อนกับการฝึกกระบี่นั้นแตกต่างกันลิบลับ... เพราะไหนเลยจะเคยได้ยินเรื่องช่างเหล็กผู้ใด ที่ตีเหล็กมาหกสิบปี แล้วขึ้นราชสำนักใช้ค้อนทุบฮ่องเต้ผู้โฉดเขลาจนตายได้บ้างเล่า?
เมื่อสังเกตเห็นประกายความสงสัยค่อยๆ ปรากฏขึ้นในดวงตาของยัยก้อนน้ำแข็ง สมองประมวลผลของสหายหลี่โม่ก็ทำงานอย่างรวดเร็ว
อิ๋งปิงมิค่อยเข้าใจ นางเพียงแค่ให้เขากล่าวถึงความเห็นเท่านั้น มิต้องลำบากใจถึงเพียงนี้กระมัง? หรือว่า...
ในที่สุด หลี่โม่ที่จมอยู่ในห้วงความคิดก็เอ่ยปากขึ้น เขายิ้มแล้วกล่าวว่า
"ขออภัย เมื่อครู่ข้าคิดลึกซึ้งไปหน่อย"
"ตามความเห็นของข้า อิ๋งปิง เจ้าไม่จำเป็นต้องกล่าวให้ซับซ้อนถึงเพียงนั้น อันว่าวิถีกระบี่นั้น ไม่พ้นไปจากสามขอบเขต"
"หนึ่ง คือผู้หยุดอยู่เพียงแค่เคล็ดวิชา มือมีกระบี่ แต่ใจไร้กระบี่ เพียงแค่หนึ่งโกรธา ก็เลือดสาดกระเซ็นไปห้าก้าว"
"สอง คือมือไร้กระบี่ แต่ในใจมีกระบี่ ฝึกฝนการหลอมรวมคนกับกระบี่ สามารถใช้ทุกสรรพสิ่งเป็นกระบี่ได้"
"สาม คือมือไร้กระบี่ ใจก็ไร้กระบี่ ในยามนั้น ตัวตนของเจ้า ก็คือวิถีแห่งกระบี่"
น้ำเสียงราบเรียบเอ่ยออกมา วาจาของชายหนุ่มผู้นั้นบ่งบอกว่ามิได้ใส่ใจในคำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้อื่นเลยแม้แต่น้อย เพียงแต่กล่าวถึงวิถีกระบี่ตามความเข้าใจของตนตามนิยายเมื่อชาติปางก่อน
ส่วนสตรีรูปงามที่กำลังจิบชาอยู่ตรงหน้า สีหน้าของนางคล้ายน้ำแข็งที่เริ่มละลาย เผยให้เห็นความรู้สึกที่ขยับเขยื้อน
เนิ่นนานกว่านางจะแย้มโอษฐ์
"ดีเยี่ยม"
"เป็นเจ้าที่สอนได้ดี"
"มิใช่ เจ้ากล่าวถูกต้องแล้ว สัจธรรมอันยิ่งใหญ่ล้วนเรียบง่าย การทำให้สิ่งที่ซับซ้อนกลายเป็นเรียบง่าย คือสัจจะที้แท้จริง"
"มิได้ๆ"
หลี่โม่ยิ้มบางๆ บนใบหน้า แต่ในใจกลับถอนหายใจเฮือกใหญ่
โชคดีที่เมื่อก่อนข้าแอบอ่านนิยายในห้องเรียน เคยถูกอาจารย์จับได้และตำหนิว่าข้าจะมิมีอนาคตที่ดี บัดนี้มิใช่ว่าสิ่งนั้นได้นำมาใช้ประโยชน์แล้วหรอกหรือ!
ทว่าเมื่อเห็นยัยก้อนน้ำแข็งมีท่าทีซาบซึ้งใจและมีแววว่าจะถามต่อ สหายหลี่โม่ก็รีบชิงถามก่อน
"หากฝึกฝนเพียงแค่เคล็ดกระบี่ จะสามารถเข้าถึงวิถีกระบี่ได้หรือไม่?"
อิ๋งปิงได้ยินดังนั้นก็ครุ่นคิดชั่วครู่ ก่อนจะพยักหน้าหลังการพิจารณา
"มี ทว่าก็ถือว่ามิมี"
"เหตุใดจึงมี?"
หลี่โม่คิดในใจว่า ยัยก้อนน้ำแข็งก็มิได้เป็นคนพูดจาเป็นปริศนาเช่นนี้หนิ?
"เคล็ดวิชาสามารถเข้าใกล้สัจธรรมได้ จึงเป็นไปได้ตามหลักการ"
"แต่เคล็ดกระบี่ในโลกนี้มีมากมายนัก คนธรรมดาใช้ชีวิตไปทั้งชีวิต ก็เรียนรู้ได้เพียงหยดน้ำหนึ่งหยดในมหาสมุทรอันกว้างใหญ่"
“ยังมิอาจทำได้สำเร็จ ก็แก่ตายไปเสียก่อน ดังนั้นจึงมิมีมนุษย์ผู้ใดทำได้สำเร็จ เว้นเสียแต่ว่า...”
"ช่างเถิด เจ้าอย่าคิดมากเรื่องนี้เลย มิมีประโยชน์อันใด"
สิ่งที่อิ๋งปิงต้องการจะกล่าวเมื่อครู่ คือมีเพียง 'เซียน' ในตำนานเท่านั้น ที่สามารถอยู่ยงคงกระพันเทียบเท่าฟ้าดิน และมีเวลามากพอที่จะบรรลุ 'เคล็ดวิชาที่เข้าใกล้สัจธรรม' ได้
แต่การมีอยู่ของเซียนนั้น กลับเป็นสิ่งที่ลึกลับและคาดเดาได้ยากกว่าวิถีแห่งกระบี่เสียอีก
"เป็นเช่นนี้นี่เอง"
หลี่โม่สูดหายใจเข้าลึกๆ ระงับความรู้สึกแปลกประหลาดในใจ
"ดึกมากแล้ว วันนี้ขอบใจเจ้าที่ช่วยข้าไขข้อข้องใจ… ข้าขอตัวไปพักผ่อนก่อน"
เอ่ยจบ หลี่โม่ก็ลุกขึ้นยืนและจากไปอย่างสง่างาม มิได้นำสิ่งใดติดตัวไปแม้แต่น้อย
และมิได้ชำระล้างภาชนะหลังจากกินข้าวเสร็จด้วย
ในถ้วยชาเบื้องหน้าของหญิงสาว ใบชาร่วงหล่นลงไป ทำให้ชาที่สะท้อนใบหน้าอันงดงามของนางเกิดเป็นระลอกคลื่น
ยิ่งได้อยู่ร่วมกัน นางก็ยิ่งรู้สึกว่าเขาในชาตินี้แตกต่างจากชาติภพก่อนอย่างมาก
จากเดิมที่ธรรมดาไร้ซึ่งสิ่งใดโดดเด่น มาจนถึงบัดนี้ เขามิไม่อาจมองข้ามได้แล้ว
ถึงแม้จุดแข็งของนางมิใช่วิถีกระบี่
แต่ด้วยพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่เช่นนี้ เขาก็สามารถยืนเคียงข้างนางได้แล้ว
"เขากับเจียงชูหลงเทียบกันแล้ว..."
ความคิดของอิ๋งปิงเพิ่งผุดขึ้นมา นางก็ส่ายหน้าอย่างเงียบงัน
เจียงชูหลงเป็นผู้ที่มีกายและกระดูกกระบี่ตั้งแต่กำเนิด นี่มิใช่จุดเริ่มต้นเดียวกัน จึงมิอาจนำมาเปรียบเทียบกันได้
[แจ้งเตือน: หนึ่งเดือนใกล้จะครบกำหนดแล้ว ระบบจะประกาศผลการเปรียบเทียบในอีกเจ็ดวัน] [ในเวลานั้น ระบบจะทำการจัดอันดับยอดฝีมือทั้งหมดในดินแดนบูรพา]
[โทษทัณฑ์ของผู้พ่ายแพ้ ได้รับการยืนยันแล้ว] [เงื่อนไขการลงโทษ]: "ร่วมหลับนอนกับผู้ที่เหนือกว่าเจ้าอย่างน้อยหนึ่งเดือน"
อิ๋งปิงมิได้มองดูสิ่งที่เรียกว่าโทษทัณฑ์นั้นเลยแม้แต่น้อย
บัดนี้นางอยู่ในขอบเขตชีพจรโลหิตขั้นที่ยี่สิบแล้ว
อีกเจ็ดวัน นางจะสามารถบรรลุมหาโคจรได้ และก้าวเข้าสู่ขอบเขตปราณภายใน!
สำเร็จปราณภายในในหนึ่งเดือน และยังทะลุทะลวงยี่สิบสี่ชีพจรทั่วร่าง นับเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่งในเก้าสวรรค์สิบพิภพ!
นางมีกายาหงส์อมตะและสามารถใช้พลังหยินได้ อีกทั้งยังมีความรู้และประสบการณ์ด้านวิถีแห่งการต่อสู้จากเก้าสวรรค์
ในหมู่คนรุ่นเดียวกัน นางมิอาจคิดออกว่าจะมีสิ่งใดที่สามารถเหนือกว่านางได้