- หน้าแรก
- ลงทุนกับจักรพรรดินีผู้คืนชีพ แต่นางกลับเรียกข้าว่าสามี
- บทที่ 64 สำรวจวิถีกระบี่, หรือข้าจะประเมินเขาต่ำไป?
บทที่ 64 สำรวจวิถีกระบี่, หรือข้าจะประเมินเขาต่ำไป?
บทที่ 64 สำรวจวิถีกระบี่, หรือข้าจะประเมินเขาต่ำไป?
อิ๋งปิงทำอาหารอย่างจริงจังเป็นครั้งแรก
อาหารหลายอย่างถูกจัดเตรียมขึ้นโต๊ะ แต่ทุกจานกลับมีรัศมีของปีศาจแผ่ออกมา
“สรุปว่า...นี่เจ้าทำอะไร”
เป็นที่รู้กันว่าหลี่โม่มีความสามารถด้านการทำอาหารที่ยอดเยี่ยม แต่สิ่งที่อิ๋งปิงทำออกมานั้น ช่างยากเกินจะเข้าใจสำหรับเขาจริงๆ
“มะเขือเทศผัดไข่”
อิ๋งปิงใช้ผ้าเช็ดใบหน้า พลางกล่าวเสียงเรียบ
“...แล้วนี่ล่ะ?”
หลี่โม่เงียบไปครู่หนึ่ง แล้วถามอีกครั้ง
“พริกผัดหมู”
อิ๋งปิงพูดจบ ก็ได้รับสายตาประหลาดใจจากหลี่โม่
ดูจากสภาพแล้ว นางจดจำได้ด้วยหรือ?
“แล้วนี่...”
“ไส้หมูเก้าโค้ง”
นางชิงตอบก่อนด้วยซ้ำ
หลี่โม่สูดลมหายใจเย็นยะเยือก เจ้าจงใจหรือมิได้ตั้งใจกันแน่? เขาได้แต่เบือนหน้าหนี มิกล้าสบตาตรงๆ
“ดี...อืม เจ้าทำอาหารเองได้แล้ว...ฮ่าๆๆ เก่งมาก สองสามวันนี้...เจ้ากินแบบนี้มาตลอดเลยหรือ?”
“ข้าเพิ่งจะทำวันนี้วันแรก”
อิ๋งปิงกล่าวเบาๆ
หลี่โม่ “?”
สรุปว่าไม่ทำวันอื่น เลือกทำเอาวันที่ข้ากลับมางั้นหรือ? คราวนี้หลักฐานชัดแจ้งแล้ว นางจงใจแน่ๆ
ยัยก้อนน้ำแข็งจะลงมือทำอาหารเอง...นั่นก็ราวกับพระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันตกแล้ว
“ไม่อาจมองเพียงรูปลักษณ์ภายนอกได้”
“แม้จะมิได้ดูน่ากินนัก แต่แท้จริงแล้วอาจจะอร่อยจนคาดไม่ถึง”
อิ๋งปิงกล่าวด้วยริมฝีปากสีแดงสดอย่างจริงจัง
ตอนนี้เราอย่าเพิ่งพูดให้มันซับซ้อนไปเลยนะ!
หลี่โม่พอจะเข้าใจแล้วว่าเหตุใดยัยก้อนน้ำแข็งถึงได้ทำอาหารชุดนี้ออกมา ภายนอกนางดูสงบเสงี่ยม แต่ภายในกลับซ่อนความหยิ่งผยองไว้อย่างลึกซึ้ง แม้นางจะมิเคยเอ่ยปากสิ่งใด แต่ก็เห็นได้จากการกระทำปกติของนาง
ยัยก้อนน้ำแข็งไม่ใช่คนที่จะยอมอยู่ใต้ใคร นางต้องการทำทุกสิ่งให้สมบูรณ์แบบ รวมถึงการทำอาหารด้วย
“ถ้าไม่กินก็จะเย็นแล้ว”
อิ๋งปิงกล่าวเบาๆ สกัดข้ออ้างที่เจ้าของระบบเพิ่งคิดขึ้นมาได้ คำพูดนี้มีพลังทำลายล้างไม่ต่างอะไรกับ ‘ลูกรัก กินยาได้แล้ว’
“ดี!”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้ ข้าก็จะเสี่ยงตายเพื่อเจ้า…สหาย!”
หลี่โม่พยักหน้าอย่างหนักแน่น ด้วยความหาญกล้า เขายื่นตะเกียบออกไป มือที่คีบอาหารสั่นเล็กน้อย แต่เป็นเพราะอิ๋งปิงมิชอบความเชื่องช้านัก นางจึงคีบใส่จานให้เขาก่อน
ทันทีที่กินเข้าไป รสชาติอันน่าตกตะลึงก็พลันระเบิดขึ้นในปาก มันช่างประหลาดล้ำราวกับความทรงจำจากอดีตชาติ
รสเปรี้ยว ขม และอื่นๆที่อธิบายได้ยาก ทำให้หนังศีรษะชาไปหมด รสชาตินั้นช่างน่าสะพรึงกลัวราวกับเงาที่คืบคลาน ที่จะทำให้เจ้าต้องตื่นจากฝันร้ายกลางดึกได้
“เจ้า...เจ้าร้องไห้ทำไม?”
“คุณย่า...”
“เจ้าคิดถึงรสชาติอาหารของท่านย่าหรือ?”
“ไม่ ข้าเห็นนางแล้ว”
อิ๋งปิงขมวดคิ้วเมื่อเห็นน้ำตาหยดหนึ่งไหลลงมาจากหางตาของหลี่โม่
นางลงมือทำอาหารเองด้วยเหตุผลสองประการ ประการแรกคือนางมิเชื่อว่าตนเองจะทำสิ่งใดได้มิดี ประการที่สองคือ การขอให้หลี่โม่ช่วยเท่ากับการติดหนี้บุญคุณเขาอีกครั้ง จึงต้องแสดงความขอบคุณบ้าง ดังนั้น ตลอดสองสามวันนี้ นางจึงศึกษาการทำอาหารอย่างจริงจัง อย่างเช่นพริกผัดหมู
ตำราอาหารกล่าวไว้ว่า พริกผัดหมูต้องเผ็ดพอดี และควรให้รสชาติระเบิดออกมาตั้งแต่คำแรก ดังนั้น นางจึงไปที่ยอดเขาตันติ่ง ขอน้ำมันไม้เฮยซาหลายขวดจากผู้อาวุโสเซวี่ย วัสดุชนิดนี้มักใช้เมื่ออุณหภูมิในการกลั่นยาไม่เพียงพอ สามารถสร้างไฟอันรุนแรงเผาไหม้สิ่งเจือปน ผู้อาวุโสเซวี่ยบอกว่ามันกินได้ นางก็สบายใจที่จะนำกลับมาใช้ แต่นางก็ไม่ค่อยเข้าใจที่ตำราอาหารบอกว่า ‘ให้เติมเพียงหนึ่งช้อน’ เหตุเพราะมันมิได้บอกว่าช้อนต้องใหญ่แค่ไหน ดังนั้น นางจึงเติมไปเท่าที่รู้สึก
ไม่อร่อยหรือ?
อิ๋งปิงคีบพริกผัดหมูหนึ่งชิ้นขึ้นมา
........
ครึ่งชั่วยามต่อมา
อาหารชุดใหม่ถูกยกขึ้นมาวางบนโต๊ะ
หลี่โม่ถอนหายใจเฮือกใหญ่ มองริมฝีปากแดงระเรื่อของยัยก้อนน้ำแข็งที่บัดนี้แดงก่ำจนราวกับจะบีบน้ำออกมาได้แล้ว
“จริงๆแล้วข้าก็มิได้ช่วยอะไรเจ้ามากมายนัก ไม่จำเป็นต้องลงมือทำอาหารเองให้ยุ่งยากถึงขนาดนี้หรอก”
“อืม…”
“รีบกินเถอะ”
หลี่โม่บ้วนปาก แล้วรีบกินผักผัดที่เขาทำเองไปสองคำใหญ่ๆ พลันรู้สึกราวกับฟื้นคืนชีวิตได้อีกครั้ง
ดวงตาของอิ๋งปิงขยับเล็กน้อย
“นาง...ตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
หลี่โม่ “…”
“ข้าทิ้งยาบำรุงรักษาบาดแผลไว้ให้ชูหลงแล้ว บ้านที่นางพักอยู่ก็ซื้อไว้แล้ว มิต้องห่วงเรื่องชีวิตประจำวัน ข้ากำชับตระกูลมู่หรงให้ส่งของให้นางเป็นประจำ”
“อืม”
ใบหน้าของอิ๋งปิงอดไม่ได้ที่จะฉายแววประหลาดใจเล็กน้อย นางรู้จักนิสัยของเจียงชูหลงดี เป็นเด็กสาวที่เก็บตัวมาก แม้แต่คำพูดก็ยังมิชัดเจนนัก แต่เจียงชูหลงกลับยอมบอกชื่อให้หลี่โม่ เหมือนทั้งคู่จะเข้ากันได้ดี
มองหลี่โม่ที่กำลังกินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย สายตาของอิ๋งปิงก็สงบลงอีกครั้ง ถ้าเป็นเขาแล้วล่ะก็ มิใช่เรื่องที่น่าแปลกใจอะไร
“ขอบคุณ”
“เรื่องเล็กน้อย”
หลี่โม่กระแอมไอเบาๆ กล่าวอย่างจริงจัง
“เราสนิทกันขนาดนี้แล้ว เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ มิต้องทำเป็นเรื่องราวใหญ่โตหรอก”
หลังจากที่ได้รู้เรื่องราวเบื้องหลังการทำอาหารของยันก้อนน้ำแข็ง หลี่โม่ก็คิดได้ว่า…
ความจริงจังเป็นสิ่งที่ดี ทว่าบางคราก็มิจำเป็นต้องมากถึงเพียงนั้น เมื่อพิจารณาถึงนิสัยของยัยก้อนน้ำแข็งแล้ว หลี่โม่จึงกล่าวเสริม
“หากเจ้าอยากจะขอบคุณข้าจริงๆ แค่ช่วยข้าบางเรื่องก็พอ”
“ช่วยเรื่องอันใด?”
“เช่น...ร่วมถกเถียงวิถีแห่งกระบี่กับข้า”
หลี่โม่ไม่มีใครอื่นที่จะถามได้แล้ว คิดไปคิดมา ก็มีเพียงอิ๋งปิงนี่แหละ
จะทำอย่างไรได้เล่า เขาไม่รู้จริงๆ ว่าจะไขข้อข้องใจให้เจียงชูหลงได้อย่างไร ในสมองน้อยๆ ของเด็กสาวผู้นั้น มิอาจทราบได้ว่าซ่อนสิ่งใดไว้บ้าง
“ร่วมถกเถียงวิถีกระบี่กับข้าหรือ?”
อิ๋งปิงเงยหน้าขึ้น คิ้วเล็กๆ เลิกขึ้นเล็กน้อย การสอนและการถกเถียง เป็นคนละเรื่องกัน ในเก้าฟ้าสิบพิภพ ผู้ที่มีคุณสมบัติพอจะถกเถียงวิถีกระบี่กับนางมีน้อยคนนัก นางเคยเป็นผู้ครอบครองยอดวิถีแห่งกระบี่ ซึ่งหมายความว่าความเข้าใจในกระบี่ของนางนั้น ได้สัมผัสถึงแก่นแท้ และยืนอยู่บนจุดสูงสุดแล้ว
พรสวรรค์ด้านกระบี่ของหลี่โม่นั่น ไม่เพียงพอที่จะถกเถียงกับนางได้เลย การถกเถียงอย่างลึกซึ้ง มีแต่จะสร้างผลเสียมากกว่าผลดีแก่เขา
“ขอฟังคำถามของเจ้าก่อน”
“ดี! ข้ามีเป็นรายการ”
หลี่โม่ยิ้มกว้าง หยิบกระดาษออกมาจากอกเสื้อ เขากลัวว่าจะลืม จึงจดคำถามไว้ทั้งหมด
อิ๋งปิงกวาดตาดู ดวงตาอันแจ่มใสพลันนิ่งค้างไปชั่วขณะ และเริ่มหรี่ตาลงช้าๆ
คำถามเหล่านี้...กลับชี้ตรงไปยังรากฐานของวิถีกระบี่อย่างลึกซึ้ง แน่นอนว่านางตอบได้ แต่หลี่โม่สามารถตั้งคำถามเช่นนี้ออกมาได้หรือ?
การถามคำถามก็ต้องมีระดับเช่นกัน ความสงสัยที่เกิดขึ้นในใจของอัจฉริยะและคนธรรมดานั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง
อิ๋งปิงจ้องมองหลี่โม่ ดวงตาที่เหมือนกระจกน้ำแข็งสะท้อนภาพของเด็กหนุ่ม ราวกับมองเห็นดอกไม้งอกออกมาจากใบหน้าของเขา
พรสวรรค์ของหลี่โม่เมื่อก่อนนั้น ชัดเจนว่าแค่แปลกประหลาด ห่างไกลจากคำว่าอัจฉริยะมาก
ที่บอกว่าแปลก เป็นเพราะบางครั้งเขาก็ทื่อ บางครั้งก็เข้าใจถ่องแท้ พูดได้เพียงว่าเขานั้นแตกต่างจากคนทั่วไป แต่มิได้หมายความว่ามีพรสวรรค์ด้านวิถีกระบี่ หรือว่านางจะประเมินเขาต่ำไป?
สาเหตุที่แท้จริง อิ๋งปิงยังมิสามารถคาดเดาได้
“มีแค่นี้หรือ?”
หลี่โม่เกาศีรษะตามสัญชาตญาณ พลางพยักหน้า
“อืม… ถ้าชั่วคราวก็แค่นี้แหละ”