- หน้าแรก
- เสียงในใจเปลี่ยนชะตา
- บทที่ 30 โสมร้อยปี
บทที่ 30 โสมร้อยปี
บทที่ 30 โสมร้อยปี
"จริงสิ ท่านตา ท่านยาย นี่คือของขวัญที่หลานเตรียมมาให้เจ้าค่ะ เป็นสมุนไพรทั้งนั้น ท่านเก็บไว้ใช้ยามจำเป็นนะเจ้าคะ"
หลินอวี่ซินบอกให้เสี่ยวเตี๋ยส่งห่อผ้าให้นาง นางรับมาเปิดออกแล้วยื่นให้ท่านยายดู
ฟางหลานรับมาเปิดดูก็เห็นว่าเป็นสมุนไพรทั่วไป ทว่าบนสมุนไพรแต่ละชนิด หลินอวี่ซินได้เขียนชื่อ สรรพคุณ และวิธีใช้แนบไว้อย่างละเอียดลออ
แต่เมื่อนางพลิกดูจนถึงก้นห่อ ก็พบห่อผ้าเล็กๆ ซ่อนอยู่อีกชั้น นางจึงหยิบออกมาด้วยความสงสัยแล้วเอ่ยถาม
"นี่คืออะไรหรือ?"
ฟางหลานดึงห่อผ้าเล็กๆ ในมือพลางถามหลินอวี่ซิน
"สมุนไพรนิดหน่อยเจ้าค่ะ ท่านยายลองเปิดดูสิเจ้าคะว่าชอบไหม"
หลินอวี่ซินตอบพร้อมรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินหลานสาวพูดเช่นนั้น ฟางหลานก็ยิ้มพลางแก้ห่อผ้าออก
ภายในปรากฏโสมสองหัวขนาดค่อนข้างใหญ่ และเห็ดหลินจืออีกหนึ่งดอก
"นี่มัน...?"
"นี่เป็นโสมร้อยปีกับเห็ดหลินจือที่หลานไปเก็บมาเองกับมือ หวังว่าท่านยายจะชอบนะเจ้าคะ"
หลินอวี่ซินอธิบายให้ท่านยายฟัง
ฟางหลานมองโสมร้อยปีในมือ เห็นคราบดินที่ยังติดอยู่ก็รู้ได้ทันทีว่าโสมนี้เพิ่งขุดขึ้นมาได้ไม่นาน
ฟางหลานประหลาดใจมาก โสมร้อยปีขนาดใหญ่เช่นนี้หายากและประเมินค่าไม่ได้ แต่นี่หลานสาวกลับให้มาถึงสองหัว แถมยังมีเห็ดหลินจืออีก ของขวัญชิ้นนี้ช่างล้ำค่าเหลือเกิน
หลานสาวช่างกตัญญูรู้คุณ ฟางหลานรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
"ดี... ยายรับไว้ ขอบใจเจ้ามากนะที่อุตส่าห์ลำบากเตรียมของพวกนี้มาให้"
ฟางหลานตบหลังมือหลินอวี่ซินเบาๆ มองหลานสาวด้วยความพึงพอใจแล้วเอ่ยขึ้น
"เป็นสิ่งที่หลานควรทำเจ้าค่ะ"
'หวังว่าหลังงานเลี้ยงระดับชาติ จวนแม่ทัพพิทักษ์แผ่นดินจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัยนะ ไม่อย่างนั้นข้าคงต้องเตรียมยาสมานแผลกับยาห้ามเลือดเพิ่มอีก ไม่รู้ว่าท่านอ๋องผู้สำเร็จราชการวางแผนจะทำอะไรกันแน่!'
'เมื่อคืนน่าจะถามให้รู้เรื่องกว่านี้ พอเขาไม่ให้ข้ายุ่ง ข้าก็ทำได้แค่รอ หากการลอบสังหารในงานเลี้ยงสำเร็จแล้วท่านอ๋องล้มลง แคว้นฉีต้องยกทัพมาแน่'
'ถึงตอนนั้นท่านตาต้องออกรบแน่นอน ในจวนแม่ทัพนี้ คนแก่ก็แก่ เด็กก็ยังเด็ก แล้วก็มีแต่ผู้หญิง แทบไม่มีใครออกรบได้จริงๆ เลย การไปสนามรบครั้งนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการไปตาย'
'เฮ้อ กลุ้มใจจริง! แต่ยังไงข้าก็ต้องหาทางเตือนท่านตาไว้ก่อน กันไว้ดีกว่าแก้ หากแผนการของท่านอ๋องล้มเหลว จวนแม่ทัพต้องมีทางหนีทีไล่ วางแผนแต่เนิ่นๆ ย่อมดีที่สุด!'
ความกังวลของหลินอวี่ซินถูกซ่อนไว้ภายใต้ใบหน้าเรียบเฉย
จ้าวซื่อเจี๋ยถึงกับตกตะลึงเมื่อได้ยินความคิดของหลินอวี่ซิน เด็กคนนี้รู้ตัวไหมว่าพูดอะไรออกมา? ลอบสังหารในงานเลี้ยงระดับชาติ? แคว้นฉียกทัพ? จวนแม่ทัพไปแล้วไม่ได้กลับ?
แต่จ้าวซื่อเจี๋ยก็ผ่านโลกมามาก เพียงชั่วอึดใจเขาก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติ แล้วตั้งใจฟังสิ่งที่หลินอวี่ซินคิดในใจอย่างเงียบๆ
จ้าฮูหยินรู้เรื่องนี้ดี การที่นางพาลูกสาวกลับมาเยี่ยมบ้านครั้งนี้ แท้จริงแล้วก็เพื่อให้ลูกสาวได้เปิดเผยเรื่องนี้แก่บิดา จะได้เตรียมการรับมือได้ทันท่วงที
ทุกคนนั่งคุยกันต่ออีกพักหนึ่ง จ้าฮูหยินส่งสายตาให้มารดา ฟางหลานก็เข้าใจความหมายทันที
"เอาล่ะ เฉินซี เจ้าเป็นพี่ใหญ่ พาอวี่ซินออกไปเดินเล่นหน่อยสิ"
ฟางหลานเอ่ยขึ้น
"ขอรับ!"
จ้าวเฉินซีประสานมือรับคำ แล้วหันไปพูดกับหลินอวี่ซิน
"ไปเถอะอวี่ซิน เดี๋ยวพี่พาเจ้าเดินชมจวนเอง"
"รบกวนพี่เฉินซีด้วยนะเจ้าคะ!"
หลินอวี่ซินชำเลืองมองจ้าฮูหยินแวบหนึ่ง ก่อนจะลุกขึ้นย่อกายลาพวกผู้ใหญ่ แล้วเดินตามจ้าวเฉินซีออกไป
'ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาพูดเรื่องเครียด ดูท่าข้าต้องหาโอกาสคุยกับท่านตาตามลำพังซะแล้ว'
หลินอวี่ซินขบคิดหาทางหนีทีไล่ขณะเดินออกไป
พวกพี่น้องคนอื่นๆ ก็ทยอยเดินตามออกมาเช่นกัน แหม ก็ครอบครัวนี้ไม่เคยมีน้องสาวนี่นา นานๆ ทีจะมีลูกพี่ลูกน้องกลับมาเยี่ยม ก็ต้องกระชับความสัมพันธ์กันหน่อยสิ!
เมื่อกี้ตอนอยู่ต่อหน้าท่านปู่ พวกเขาทำตัวเรียบร้อยเหมือนนกกระทา พอได้ออกมาข้างนอก ก็ต้องรีบทำคะแนนกับน้องสาวสิ!
ดังนั้น ขบวนพี่น้องจึงเดินตามกันออกไปเป็นพรวน
"พวกเจ้าก็กลับไปพักผ่อนเถอะ!"
ฟางหลานไล่ลูกชายลูกสะใภ้คนอื่นๆ ออกไป
เมื่อทุกคนแยกย้ายกันไปหมดแล้ว เหลือเพียงสองผู้เฒ่ากับจ้าฮูหยินตามลำพัง
"ฮั่นหยา มีเรื่องอะไรรึ?"
ฟางหลานมองหน้าลูกสาว เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
"ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอยากหย่าเจ้าค่ะ!"
จ้าฮูหยินสูดหายใจลึก แล้วค่อยๆ เอ่ยออกมา
"อะไรนะ? ทำไมล่ะ? เมื่อก่อนก็ยังดีๆ อยู่ไม่ใช่หรือ?"
พอได้ยินว่าลูกสาวจะหย่า ฟางหลานก็ตกใจจนนั่งไม่ติด ในสมัยนี้ การหย่าร้างถือเป็นเรื่องน่าอับอายขายหน้าอย่างยิ่ง หากไม่มีเรื่องคอขาดบาดตายจริงๆ คงไม่มีใครทำกัน
"ไอ้สารเลวนั่นมันทำอะไรเจ้า? พ่อจะไปฆ่ามันเดี๋ยวนี้! กล้าดีอย่างไรมารังแกลูกสาวข้า? ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่ไหม??"
มาดสุขุมของจ้าวซื่อเจี๋ยพังทลายลงทันที อารมณ์เกรี้ยวกราดตามประสาคนอารมณ์ร้อนระเบิดออกมา เขาผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห เตรียมจะพุ่งออกไป
"ตาแก่ นั่งลงก่อน ฟังลูกพูดให้จบก่อนสิ"
ฟางหลานคว้ามือจ้าวซื่อเจี๋ยไว้แล้วออกแรงดึงให้นั่งลง
"ฮึ่ม ว่ามา พ่ออยากรู้เหมือนกันว่าไอ้สารเลวนั่นมันทำอะไรเจ้า"
เมื่อถูกภรรยารั้งไว้ จ้าวซื่อเจี๋ยก็สงบลงได้บ้าง ตระกูลจ้าวขึ้นชื่อเรื่องรักพวกพ้อง ใครหน้าไหนก็มารังแกคนตระกูลจ้าวไม่ได้
"ท่านแม่ ลูกเพิ่งรู้ความจริงเมื่อไม่นานมานี้ว่าหลินสยงอันมันไม่ใช่คน...!"
จ้าฮูหยินนั่งลงข้างๆ แล้วค่อยๆ เล่าเรื่องราวทั้งหมดที่นางสืบรู้มาในช่วงนี้ให้ฟัง นางเล่าด้วยน้ำเสียงราบเรียบ ราวกับไม่ใช่เรื่องของตัวเอง
แต่พอเล่าจบ ผู้เฒ่าทั้งสองก็โกรธจนพูดไม่ออก
"หลินสยงอัน ไอ้สัตว์เดรัจฉาน! ข้าตะหงิดใจกับมันมาตั้งแต่แรกแล้ว เชียว แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ คนเลวระยำแบบนี้ต้องลงนรกสถานเดียว! ข้าจะไปฆ่ามัน!"
คราวนี้จ้าวซื่อเจี๋ยโกรธจัดจริงๆ ลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนถูกหลอกมาเป็นสิบปี แถมมันยังคิดจะทำร้ายหลานๆ ของเขาอีก มันไม่ใช่คนแล้ว
"ลูกแม่ เจ้าลำบากมามากแล้ว"
ขอบตาของฟางหลานแดงก่ำด้วยความเสียใจ ถ้ารู้แบบนี้ นางคงไม่ยอมให้ลูกแต่งงานกับไอ้คนสารเลวนั่นแน่ ตระกูลจ้าวของพวกนางเลี้ยงลูกสาวคนเดียวได้สบายอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้ พูดไปก็สายเสียแล้ว
"ท่านแม่ ไม่ลำบากหรอกเจ้าค่ะ ลูกยังมีลูกๆ ที่น่ารักอีกตั้งหลายคน แค่นี้ลูกก็พอใจแล้ว"
จ้าฮูหยินเอ่ยปลอบใจผู้เฒ่าทั้งสองเสียงเบา
"เอาล่ะ ถ้าเจ้าอยากหย่าก็หย่า ขาดเหลืออะไรก็กลับมาบอกพ่อกับแม่ ตระกูลจ้าวของเราเลี้ยงเจ้ากับหลานๆ ได้สบาย"
จ้าวซื่อเจี๋ยสงบสติอารมณ์ลงได้ ในที่สุดก็พูดจาเป็นผู้เป็นคนออกมา
"ขอบคุณเจ้าค่ะท่านพ่อ"
จ้าฮูหยินรู้สึกโล่งอกอย่างบอกไม่ถูก การมีคนให้พึ่งพิงมันดีอย่างนี้นี่เอง
"เด็กโง่ พูดจาอะไรอย่างนั้น เราคนกันเองแท้ๆ ไม่ต้องเกรงใจหรอก"
ฟางหลานค้อนลูกสาวอย่างเอ็นดู
"อ้อ จริงสิ ท่านพ่อ ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ"
จ้าฮูหยินสูดหายใจลึกอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น
"เรื่องอะไร? ว่ามาสิ"
จ้าวซื่อเจี๋ยไม่ได้คิดอะไรมาก ถามกลับด้วยความอยากรู้
"ท่านพ่อ งานเลี้ยงระดับชาติครั้งนี้อาจมีเหตุไม่คาดฝันเกิดขึ้น ซึ่งอาจกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองแคว้น หากถึงคราวจำเป็นจริงๆ ลูกหวังว่าท่านพ่อจะเตรียมการรับมือไว้แต่เนิ่นๆ นะเจ้าคะ"
จ้าฮูหยินกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
จ้าวซื่อเจี๋ยสีหน้าเคร่งเครียดทันทีที่ได้ยินคำว่า "งานเลี้ยงระดับชาติ" เขาฟังคำพูดของลูกสาวแล้วก็รู้ทันทีว่านางต้องการสื่อถึงอะไร!
ทันใดนั้น เขาก็ลุกขึ้นยืนแล้วบอกกับจ้าฮูหยินว่า
"ตามพ่อไปคุยกันในห้องหนังสือ"
พูดจบ เขาก็เดินนำไปทางห้องหนังสือ จ้าฮูหยินคารวะมารดาแล้วรีบเดินตามไป
ทิ้งให้ฟางหลานนั่งจมอยู่กับความกังวลและความโศกเศร้า นี่จะต้องเกิดสงครามขึ้นอีกแล้วหรือ?