- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 94 : ขุมกำลังลึกลับ
ตอนที่ 94 : ขุมกำลังลึกลับ
ตอนที่ 94 : ขุมกำลังลึกลับ
ตอนที่ 94 : ขุมกำลังลึกลับ
“หัวหน้าเฉินซา ข้าขอถามหน่อยได้ไหมว่าเจ้าเป็นใครกัน?”
หลังจากกองทัพของเยี่ยซือได้พักอยู่ในป้อมปราการสักพักแล้ว เยี่ยซือและคาร่าก็เชิญเล่ยเซียวเข้ามาและถามออกมาโดยพร้อมเพรียงกัน
ในเวลานี้ หู่จางและเย่ชางก็ไม่ได้ตามเล่ยเซียวเข้ามาด้วย แต่ก็ยังมีหนานซิงและหนานเยว่ที่อยู่ใต้ผ้าคลุมล่องหนซึ่งคอยคุ้มกันเล่ยเซียวอยู่ข้างๆ
ซึ่งด้วยการคุ้มกันจากยอดฝีมือระดับสามห้าดาวและระดับสามหกดาว ถ้ามีเหตุการณ์ไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้น สองแฝดสาวก็ย่อมสามารถรับมือกับผู้บัญชาการกองทัพเซิ่งเย่ทั้งสองคนที่อยู่ตรงหน้าได้ เพราะพวกเขาก็ยังเป็นแค่ยอดฝีมือระดับสามสองดาวเท่านั้น
“หัวหน้าต้องล้อเล่นกันแน่ๆ ข้าก็เป็นแค่หัวหน้าหน่วยไร้ชื่อเสียงแห่งกองพันดาบใหญ่ที่หนึ่ง เหตุผลที่ข้าสามารถยึดป้อมปราการได้ก็เป็นเพราะโชคดีเท่านั้น”
เล่ยเซียวยิ้มออกมาเล็กน้อยโดยถือหมวกเกราะเอาไว้ในมือและตอบกลับเบาๆ
หลังจากได้ยินคำตอบของเล่ยเซียว เยี่ยซือและคาร่าก็อดมองหน้ากันอีกครั้งไม่ได้
ทั้งคู่ต่างก็เห็นความไม่สบายใจที่ไม่อาจระงับได้ในดวงตาของกันและกัน
แม้ว่าภายนอกจะดูเหมือนมันเป็นการระเบิดของปืนใหญ่เวทมนตร์ แต่มันก็ทำให้อดสงสัยไม่ได้อยู่ดี
และถ้าลองคิดดูดีๆ แล้ว ป้อมปราการที่มีนักเวทระดับสามจำนวนสองคนคอยเฝ้าอยู่จะพลาดเรื่องง่ายๆ แบบนี้ที่แม้แต่นักเวทฝึกหัดก็ยังไม่พลาดได้ยังไงกัน?
และแม้ว่าปืนใหญ่เวทมนตร์จะระเบิดออกมาจริงๆ มันจะสามารถกวาดล้างนักเวทระดับสองจำนวนสองคนและนักเวทคนอื่นๆ อีกนับร้อยคนได้ยังไงกัน?
ทหารระดับต่ำทั่วไปอาจจะมองข้ามเรื่องนี้ไปได้ แต่เยี่ยซือและคาร่าที่รับรู้ถึงความแข็งแกร่งของยอดฝีมือระดับสามดีย่อมไม่อาจข้ามเรื่องพวกนี้ไปได้
เมื่อคิดย้อนกลับไปดีๆ แล้ว การยึดเมืองหยาเซียงกลับมาได้อย่างง่ายดายตั้งแต่ต้น การโจมตีที่ราบรื่นผิดปกติที่บริเวณช่องเขา และการระเบิดของปืนใหญ่เวทมนตร์ในคราวนี้ โดยเฉพาะความเฉยเมยและความสงบนิ่งบนใบหน้าของอีกฝ่าย มันก็ราวกับว่าเขาสามารถควบคุมทุกอย่างได้ก่อนที่กองทัพใหญ่จะจากไปแล้ว
เห็นได้ชัดว่าถ้ามันเกิดขึ้นแค่ครั้งเดียว มันก็คงจะเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ถ้ามันเกิดขึ้นสามครั้งติดต่อกัน มันก็คงจะไม่ใช่เรื่องบังเอิญแล้ว
ชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของพวกเขาที่มีรอยยิ้มอ่อนโยนบนใบหน้าต้องมีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน!
เนื่องจากอีกฝ่ายสามารถพิชิตป้อมปราการได้อย่างง่ายดายและสามารถสร้างปาฏิหาริย์เช่นนี้ขึ้นมาได้
ไม่ใช่ว่าแม้แต่กองทัพของพวกเขายังไม่สามารถยึดป้อมปราการได้และถูกอีกฝ่ายจัดการได้ในพริบตางั้นเหรอ?
“ดูเหมือนว่าขุมกำลังลึกลับที่เยี่ยซือพูดถึงก่อนหน้านี้จะมีตัวตนอยู่จริงๆ และกำลังยืนอยู่ตรงหน้าของข้าแล้ว”
ในเวลานี้ ขนตาที่เรียวยาวของคาร่าก็ขยับขึ้นลง และใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยความซับซ้อน
เมื่อคิดย้อนกลับไป ไม่ใช่ว่าการดูถูกเหยียดหยามที่มีต่ออีกฝ่ายที่เธอได้แสดงออกไปหลายครั้งก่อนหน้านี้จะไม่ต่างอะไรจากการแสดงของกบก้นบ่อเลยเหรอ?
เมื่อตระหนักได้ถึงเรื่องนี้ คาร่าก็เหลือบมองเยี่ยซือที่ดูอับอายไม่แพ้กัน
จากนั้นเธอก็มองมาที่เล่ยเซียวซึ่งเต็มไปด้วยรอยยิ้มอันอบอุ่นและสดใสเหมือนเคย และทันใดนั้นเธอก็ตระหนักได้ถึงบางสิ่ง
เยี่ยซือที่เธอถือว่าเป็นชายหนุ่มผู้ยิ่งใหญ่มาตั้งแต่วัยเด็กดูจะไม่สูงตระหง่านและยิ่งใหญ๋เหมือนที่เธอเคยจินตนาการเอาไว้แล้วรึเปล่านะ?
“หยุดปิดบังกันได้แล้ว เจ้าเป็นใครกันแน่?”
เยี่ยซือถามออกมาอีกครั้งด้วยความระมัดระวัง
ไม่ว่าจะเป็นภูมิหลังหรือขุมกำลังลึกลับที่อยู่เบื้องหลังของอีกฝ่าย มันก็ต้องเหนือกว่าตระกูลของเขาแน่ๆ
“ในเมื่อพวกเจ้าไม่คิดจะเชื่อกัน งั้นก็ลองพูดอีกแบบละกัน”
เล่ยเซียวยิ้มออกมาบางๆ และเปลี่ยนเรื่อง “พวกเจ้าทั้งสองแค่ต้องรู้ว่าข้าไม่คิดจะแย่งชิงผลงานอะไรของพวกเจ้า รวมถึงเรื่องการพิชิตป้อมปราการนี้ด้วย”
“ข้าคิดว่าการสังหารยอดฝีมือระดับสามสองคนและหน่วยนักเวทหัวกะทิอีกหนึ่งหน่วยก็คงไม่ใช่ผลงานน้อยๆ เลยใช่ไหมล่ะ?”
“เรื่องนี้…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เยี่ยซือและคาร่าก็มองหน้ากันและเงียบไป
หัวใจของพวกเขากำลังเต้นระรัว
สำหรับทหารทุกคนที่ต่อสู้เสี่ยงชีวิตอยู่บนสมรภูมิแล้ว ผลงานย่อมเป็นสิ่งล่อใจและเป็นเกียรติยศอันสูงส่งที่ไม่อาจต้านทานได้เลย
นอกจากนี้ มันก็อย่างที่เล่ยเซียวได้กล่าวไป การสังหารยอดฝีมือระดับสามสองคนและหน่วยนักเวทหัวกะทิอีกหนึ่งหน่วยนั้นย่อมเพียงพอแล้วที่จะทำให้พวกเขาได้รับผลงานชิ้นโบว์แดง
“เชื่อข้า ผลงานที่พวกเจ้ากำลังจะได้รับนั้นเหนือกว่านี้มาก” ในขณะที่ทั้งสองกำลังลังเลอยู่นั้น เล่ยเซียวก็กล่าวเสริมเบาๆ
“อืม ข้าเดาว่าเจ้าคงจะมีเรื่องหนักใจอยู่บ้างใช่ไหม?”
เห็นได้ชัดว่าคำพูดของเล่ยเซียวนั้นได้ปัดเป่าความกังวลใจของเยี่ยซือออกไปโดยสิ้นเชิง
ตระกูลของเยี่ยซือตกต่ำลงมาหลายปีแล้ว และสถานะกับชื่อเสียงของมันในอาณาจักรเซิ่งเย่ก็เลวร้ายลงทุกวัน
เขามักจะถูกเยาะเย้ยและล้อเลียนโดยขุนนางที่มีอายุเท่ากันอยู่บ่อยๆ
เหตุผลว่าทำไมเขาจึงเลือกเหยียบย่างมาบนสมรภูมิก็เพื่อสะสมผลงานและโอกาสในการกอบกู้เกียรติยศของตระกูล
ดังนั้นมันจึงไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธโอกาสดีๆ ที่อยู่ตรงหน้าเลย
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าของเขาก็น่าจะยืนอยู่ฝั่งเดียวกันกับเขาด้วย
ตัวตนที่แท้จริงของเขาน่าจะเป็นบุตรจากตระกูลที่มั่งคั่งภายในอาณาจักร หรืออาจจะเป็นสมาชิกของราชวงศ์เลยก็ได้
กล่าวโดยสรุปแล้ว ไม่ว่าเขาจะมีตัวตนเช่นไร แต่เยี่ยซือก็เป็นแค่ขุนนางตัวน้อยๆ ที่ไม่อาจขัดขืนต่ออีกฝ่ายได้เลย
ในทางกลับกัน ถ้าเขาได้รับความเมตตาจากอีกฝ่าย มันก็อาจจะเป็นประโยชน์ต่อเขาก็ได้!
เมื่อคิดได้เช่นนี้แล้ว นอกจากเยี่ยซือจะรู้สึกมีความสุขขึ้นมาแล้ว เขาก็ยังใจเย็นลงด้วย
จากนั้นเขาก็ก้มหัวให้เล่ยเซียวด้วยความเคารพและกล่าวว่า “ข้าขอโทษจริงๆ ที่เคยคิดไม่ดีต่อท่าน แม้ว่าท่านจะมีภูมิหลังเช่นไรก็ตาม แต่พวกเราก็จะไม่ถามถึงมันอีก โปรดวางใจได้เลย”
ในเวลาเดียวกัน คาร่าก็รีบทำความเคารพต่อเล่ยเซียว และแววตากลมโตของเธอก็เปล่งประกายขึ้นมาอย่างไม่อาจบรรยายได้
อีกด้านหนึ่ง แม้ว่าเนื้อหาของการสนทนาระหว่างทั้งสามจะเบามากจนคนอื่นไม่ได้ยิน แต่เมื่อหัวหน้าหน่วยคนอื่นๆ ได้เห็นเยี่ยซือและคาร่าที่ทำความเคารพต่อชายหนุ่มที่เป็นแค่หัวหน้าหน่วย พวกเขาก็ต่างพากันแสดงสีหน้าเหลือเชื่อออกมา
พวกเขาอ้าปากค้างจนแทบจะกลืนไข่มังกรเข้าไปได้เลย
มันต้องรู้ว่าทั้งสองคนนั้นต่างก็เป็นขุนนางตัวจริงนะ!
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเหล่าหัวหน้าหน่วยที่เคยดูถูกเล่ยเซียวมาก่อน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นกลัวในทันทีราวกับว่าพวกเขาได้ไปมีเรื่องกับคนที่ไม่ควรจะมีเรื่องเข้าให้แล้ว!
“แม้แต่ผู้บัญชาการทั้งสองก็ยังต้องก้มหัวให้กับคนผู้นั้นด้วยความเคารพ เขาเป็นใครกันแน่?!”