- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย
ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย
ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย
ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย
เมื่อได้ยินเสียงๆ นี้ เยี่ยซือ คาร่า และหัวหน้าหน่วยอีกหลายคนที่รอดชีวิตกลับมาได้ก็หันมามองด้วยความประหลาดใจในทันที
คนพูดย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเล่ยเซียวที่กำลังยิ้มอยู่
“หัวหน้าเฉินซา นี่ไม่ใช่เวลาจะมาล้อเล่นนะ”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หัวหน้าหน่วยร่างสูงที่มีเลือดติดอยู่บนใบหน้าก็แค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชาในขณะที่เขากำลังรับการรักษาอยู่
หน่วยที่เขาเป็นผู้นำคือหน่วยอัศวินเกราะเบากลุ่มแรกที่ถูกโจมตีโดยปืนใหญ่เวทมนตร์ และมันก็ยังเป็นหน่วยที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดในการตีป้อมปราการนี้
ด้วยเหตุนี้ หน่วยอัศวินเกราะเบาที่มีคนกว่า 100 คนจึงเหลือรอดกลับมาได้ไม่ถึง 20 คน
สิ่งที่ทำให้หัวหน้าหน่วยผู้นี้โกรธและหงุดหงิดเป็นที่สุดคือแม้ว่าพวกเขาจะประสบกับความสูญเสียมากขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใกล้กำแพงสูงของป้อมปราการได้เลย
“หัวหน้าเฉินซา ข้าเชื่อว่าเจ้าก็ได้เห็นแล้ว ความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามกับปืนใหญ่เวทมนตร์นั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไปจริงๆ”
หัวหน้าหน่วยอีกคนที่มีใบหน้าสุภาพที่กำลังกุมแขนที่ได้รับบาดเจ็บของเขาเอาไว้ส่ายหัวและถอนหายใจออกมา “แม้แต่กองกำลังของพวกเราที่มีที่มียอดฝีมือระดับสามจำนวนสองคนและยอดฝีมือระดับสองอีกกว่าร้อยคนก็ยังไม่สามารถพิชิตมันได้เลย”
“ข้าเกรงว่ากองพันชั่วคราวของเจ้าน่าจะไม่สามารถทำให้พวกมันหลั่งเหงื่อออกมาได้ด้วยซ้ำ ข้าว่าเจ้าน่าจะอย่าเพิ่งคิดเรื่องการสร้างผลงานจะดีกว่านะ”
“ใช่ๆ หัวหน้าเฉินซา เจ้าคิดอะไรอยู่เนี่ย?”
อ้าวเฟิงที่ตามหลังมานั้นตื่นตกใจจนเกือบตาย แต่เขาก็อาศัยพลังใจอันแข็งแกร่งของตนเพื่อเปล่งเสียงออกมา
“...หัวหน้าเฉินซา เจ้าพูดจริงเหรอ?”
คาร่าขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองตรงมายังเล่ยเซียวที่มีสีหน้าสงบนิ่ง
คราวนี้เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกเช่นเคย แต่เป็นความสงสัยและความไม่แน่ใจแทน
หลังจากได้เห็นการแตกพ่ายอย่างย่อยยับเช่นนั้นแล้ว เขายังกล้าพูดเช่นนั้นออกมาอีก ถ้าเขาไม่ใช่คนโง่ เขาก็ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งพอที่จะพิชิตป้อมปราการนั้นได้อย่างแน่นอน!
‘หรือว่า… คนผู้นี้จะเป็นขุมกำลังลึกลับที่เยี่ยซือพูดถึง? อย่างไรก็ตาม การที่จะพิชิตป้อมปราการได้ อย่าน้อยก็ต้องมียอดฝีมือระดับสามไม่ต่ำห้าคนจึงจะทำได้’
คาร่าส่ายหัวโดยไม่รู้ตัวในขณะที่คิดกับตัวเอง และปฏิเสธความคิดก่อนหน้านี้ของเธอทิ้งไป ‘ไม่ เป็นไปไม่ได้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ หากเขามีการปกป้องจากยอดฝีมือระดับสามพร้อมกัน 5 คน เขาจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเพียงใดกัน?’
‘แม้แต่ขุนนางส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย ดูเหมือนว่าหมอนี่จะเป็นคนโง่จริงๆ’
อีกด้านหนึ่ง ศีรษะของเยี่ยซือก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่ออีกครั้ง
ตัดเรื่องคำพูดที่ไม่สมเหตุสมผลของเฉินซาทิ้งไปก่อนได้เลย ลำดับความสำคัญลำดับแรกในตอนนี้ก็คือการรับมือกับกองทัพเหลิ่งเหยียนที่กำลังบุกเข้ามาให้ได้โดยเร็วที่สุด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยซือก็เดินตรงมาหาเล่ยเซียวและพูดอย่างจริงจังว่า “หัวหน้าเฉินซา ข้าฝากเรื่องป้อมปราการไว้กับเจ้าชั่วคราวด้วย อย่าฝืนตัวเองเกินไปล่ะ แค่ยันศัตรูไว้ให้ได้จนกว่าพวกเราจะกลับมาก็พอ”
“เข้าใจแล้วครับ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เล่ยเซียวก็ยิ้มออกมาอย่างไม่แยแสและพูดออกมาด้วยความเป็นมืออาชีพ
“อืม งั้นก็ฝากที่นี่ไว้กับหน่วยของหัวหน้าเฉินซาก่อน ข้าจำได้ว่ามันมีจุดซุ่มโจมตีเหมาะๆ อยู่ด้านหน้านี้ ส่วนหน่วยอื่นๆ ให้ตามข้าไปเตรียมการลอบโจมตี ณ ตำแหน่งนั้นและรีบจัดการกับศัตรูให้ได้โดยเร็วที่สุด!”
เล่ยเซียวพยักหน้าและปีนกลับขึ้นไปบนหลังม้า จากนั้นก็ตะโกนสั่งคนอื่นๆ
หลังจากนั้นกองทัพก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป
เบื้องหน้าป้อมปราการใหญ่นั้น มันก็มีแค่กองพันชั่วคราวเท่านั้นที่เหลืออยู่
เมื่อกวาดสายตาดู ทุกคนรวมถึงอ้าวเฟิงต่างก็ตกอยู่ในความสับสน และเสื้อผ้าของพวกเขาก็โบกพัดไปตามลม
ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าพวกเขาสามารถยึดป้อมปราการนี้ได้ แม้แต่หมูก็คงจะบินได้เหมือนกัน
ในตอนนี้ มันก็ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าสองนักดาบข้างกายเล่ยเซียวอย่างหู่จางและเย่ชางได้หายตัวไปแล้ว
ในเวลาเดียวกัน บนป้อมปราการของกองทัพเหลิ่งเหยียนก็มีศพกองพะเนินอยู่ตามกำแพง
ถัดจากอุปกรณ์ที่ปกคลุมด้วยลวดลายสีเทาเข้มซึ่งคล้ายกับปืนใหญ่ มันก็มีชายชราร่างผอมสองคนที่สวมชุดคลุมสีน้ำตาลและมีผิวแดงก่ำกำลังลูบเคราและหัวเราะออกมา
ทั้งสองมีออร่าอันทรงพลัง และในขณะที่พวกเขาหัวเราะ แม้แต่อากาศรอบๆ ก็ยังสั่นไหวเล็กน้อย
เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาคือยอดฝีมือระดับสาม
รอบๆ ชายชราทั้งสองคือนักเวทแห่งกองทัพเหลิ่งเหยียนกลุ่มใหญ่ ซึ่งแต่ละคนก็พากันแผ่จิตสังหารอันรุนแรงออกมา
ในมุมหนึ่งไม่ไกลจากพวกเขา มันมีร่างของนักบวชสาวหลายคนที่ล้มฟุบอยู่ พวกเธอต่างก็มีผมเผ้ายุ่งเหยิงและใบหน้าซีดเผือด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกายของพวกเธอแล้ว พวกเธอก็เป็นคนจากกองทัพเซิ่งเย่อย่างไม่ต้องสงสัย
“สหาย ดูเหมือนว่ากองกำลังหลักของศัตรูจะออกไปรับมือกับกำลังเสริมของพวกเราแล้ว และทิ้งทหารบางส่วนที่ไม่ต่างอะไรจากขยะเอาไว้”
“ทำไมพวกเราไม่ออกไปจากป้อมปราการเพื่อสังหารขยะพวกนั้นให้หมดและร่วมมือกับกำลังเสริมเพื่อบดขยี้กองกำลังหลักของมันเลยล่ะ?”
ชายชราร่างเตี้ยที่มีรอยเหี่ยวบนใบหน้าแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย
“อืม นั่นก็สมเหตุสมผล แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าต้องได้เป็นคนจัดการกับอัศวินสาวระดับสามผู้นั้นก่อน”
ชายชราร่างสูงเลียริมฝีปากและหัวเราะออกมา “มันนานมากแล้วที่ข้าไม่ได้พบกับคู่ต่อสู้ที่เร้าใจเช่นนี้ หึหึ มันช่างรู้สึกดีจริงๆ”
“เหอะ!” ทันใดนั้นเอง สายตาของชายชราร่างเตี้ยก็หันไปหาร่างๆ หนึ่งที่อยู่ตรงมุมๆ หนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ
“สุภาพบุรุษเขาไม่ปฏิบัติต่อผู้หญิงแบบนั้นหรอกนะ”
ในทันใดนั้นเอง ร่างกำยำร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ จากทางด้านหลังของพวกเขาและพูดออกมาอย่างเย็นชา
“ใครกัน? เป็นไปได้ยังไง?!”
การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของคนผู้นี้ทำให้ชายชราทั้งสองตัวสั่นในทันที
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตอบสนอง พวกเขาก็ถูกอีกฝ่ายกอดเอาไว้จากทางซ้ายและขวาแล้ว
ท่ามกลางความตื่นตระหนก ทั้งสองก็พยายามเร่งพลังเวทมนตร์ของตัวเองในทันทีเพื่อขัดขืน แต่พวกเขาก็ต้องสบตาเข้ากับม่านตาภายใต้แว่นของอีกฝ่ายที่เปล่งแสงอันแปลกประหลาดออกมา
มันคือสายตาของปีศาจจากห้วงอเวจี
และในพริบตา ชายชราทั้งสองก็ดูเหมือนจะวิญญาณหลุดออกไปจากร่างและสูญเสียความสามารถในการต่อต้านไปจนหมด
แกร๊ก
พร้อมกับเสียงกระดูกหัก ร่างสองร่างที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นกลัวก็ล้มลงไปกับพื้น
ในเวลาเดียวกัน เหล่านักเวทที่อยู่รอบๆ ก็เอามือปิดคอของตัวเองด้วยความหวาดกลัวและเริ่มล้มลงไปทีละคนด้วย