เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย

ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย

ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย


ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย

เมื่อได้ยินเสียงๆ นี้ เยี่ยซือ คาร่า และหัวหน้าหน่วยอีกหลายคนที่รอดชีวิตกลับมาได้ก็หันมามองด้วยความประหลาดใจในทันที

คนพูดย่อมไม่ใช่ใครอื่นนอกจากเล่ยเซียวที่กำลังยิ้มอยู่

“หัวหน้าเฉินซา นี่ไม่ใช่เวลาจะมาล้อเล่นนะ”

หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง หัวหน้าหน่วยร่างสูงที่มีเลือดติดอยู่บนใบหน้าก็แค่นเสียงออกมาอย่างเย็นชาในขณะที่เขากำลังรับการรักษาอยู่

หน่วยที่เขาเป็นผู้นำคือหน่วยอัศวินเกราะเบากลุ่มแรกที่ถูกโจมตีโดยปืนใหญ่เวทมนตร์ และมันก็ยังเป็นหน่วยที่ได้รับความเสียหายหนักที่สุดในการตีป้อมปราการนี้

ด้วยเหตุนี้ หน่วยอัศวินเกราะเบาที่มีคนกว่า 100 คนจึงเหลือรอดกลับมาได้ไม่ถึง 20 คน

สิ่งที่ทำให้หัวหน้าหน่วยผู้นี้โกรธและหงุดหงิดเป็นที่สุดคือแม้ว่าพวกเขาจะประสบกับความสูญเสียมากขนาดนี้ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถเข้าใกล้กำแพงสูงของป้อมปราการได้เลย

“หัวหน้าเฉินซา ข้าเชื่อว่าเจ้าก็ได้เห็นแล้ว ความแข็งแกร่งของฝ่ายตรงข้ามกับปืนใหญ่เวทมนตร์นั้นน่าสะพรึงกลัวเกินไปจริงๆ”

หัวหน้าหน่วยอีกคนที่มีใบหน้าสุภาพที่กำลังกุมแขนที่ได้รับบาดเจ็บของเขาเอาไว้ส่ายหัวและถอนหายใจออกมา “แม้แต่กองกำลังของพวกเราที่มีที่มียอดฝีมือระดับสามจำนวนสองคนและยอดฝีมือระดับสองอีกกว่าร้อยคนก็ยังไม่สามารถพิชิตมันได้เลย”

“ข้าเกรงว่ากองพันชั่วคราวของเจ้าน่าจะไม่สามารถทำให้พวกมันหลั่งเหงื่อออกมาได้ด้วยซ้ำ ข้าว่าเจ้าน่าจะอย่าเพิ่งคิดเรื่องการสร้างผลงานจะดีกว่านะ”

“ใช่ๆ หัวหน้าเฉินซา เจ้าคิดอะไรอยู่เนี่ย?”

อ้าวเฟิงที่ตามหลังมานั้นตื่นตกใจจนเกือบตาย แต่เขาก็อาศัยพลังใจอันแข็งแกร่งของตนเพื่อเปล่งเสียงออกมา

“...หัวหน้าเฉินซา เจ้าพูดจริงเหรอ?”

คาร่าขมวดคิ้วเล็กน้อยและมองตรงมายังเล่ยเซียวที่มีสีหน้าสงบนิ่ง

คราวนี้เธอก็ไม่ได้แสดงท่าทีดูถูกเช่นเคย แต่เป็นความสงสัยและความไม่แน่ใจแทน

หลังจากได้เห็นการแตกพ่ายอย่างย่อยยับเช่นนั้นแล้ว เขายังกล้าพูดเช่นนั้นออกมาอีก ถ้าเขาไม่ใช่คนโง่ เขาก็ต้องเป็นคนที่แข็งแกร่งพอที่จะพิชิตป้อมปราการนั้นได้อย่างแน่นอน!

‘หรือว่า… คนผู้นี้จะเป็นขุมกำลังลึกลับที่เยี่ยซือพูดถึง? อย่างไรก็ตาม การที่จะพิชิตป้อมปราการได้ อย่าน้อยก็ต้องมียอดฝีมือระดับสามไม่ต่ำห้าคนจึงจะทำได้’

คาร่าส่ายหัวโดยไม่รู้ตัวในขณะที่คิดกับตัวเอง และปฏิเสธความคิดก่อนหน้านี้ของเธอทิ้งไป ‘ไม่ เป็นไปไม่ได้ ด้วยอายุเพียงเท่านี้ หากเขามีการปกป้องจากยอดฝีมือระดับสามพร้อมกัน 5 คน เขาจะมีภูมิหลังที่แข็งแกร่งเพียงใดกัน?’

‘แม้แต่ขุนนางส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการปฏิบัติเช่นนี้เลย ดูเหมือนว่าหมอนี่จะเป็นคนโง่จริงๆ’

อีกด้านหนึ่ง ศีรษะของเยี่ยซือก็เต็มไปด้วยเม็ดเหงื่ออีกครั้ง

ตัดเรื่องคำพูดที่ไม่สมเหตุสมผลของเฉินซาทิ้งไปก่อนได้เลย ลำดับความสำคัญลำดับแรกในตอนนี้ก็คือการรับมือกับกองทัพเหลิ่งเหยียนที่กำลังบุกเข้ามาให้ได้โดยเร็วที่สุด

เมื่อคิดได้เช่นนี้ เยี่ยซือก็เดินตรงมาหาเล่ยเซียวและพูดอย่างจริงจังว่า “หัวหน้าเฉินซา ข้าฝากเรื่องป้อมปราการไว้กับเจ้าชั่วคราวด้วย อย่าฝืนตัวเองเกินไปล่ะ แค่ยันศัตรูไว้ให้ได้จนกว่าพวกเราจะกลับมาก็พอ”

“เข้าใจแล้วครับ” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เล่ยเซียวก็ยิ้มออกมาอย่างไม่แยแสและพูดออกมาด้วยความเป็นมืออาชีพ

“อืม งั้นก็ฝากที่นี่ไว้กับหน่วยของหัวหน้าเฉินซาก่อน ข้าจำได้ว่ามันมีจุดซุ่มโจมตีเหมาะๆ อยู่ด้านหน้านี้ ส่วนหน่วยอื่นๆ ให้ตามข้าไปเตรียมการลอบโจมตี ณ ตำแหน่งนั้นและรีบจัดการกับศัตรูให้ได้โดยเร็วที่สุด!”

เล่ยเซียวพยักหน้าและปีนกลับขึ้นไปบนหลังม้า จากนั้นก็ตะโกนสั่งคนอื่นๆ

หลังจากนั้นกองทัพก็เริ่มเคลื่อนตัวออกไป

เบื้องหน้าป้อมปราการใหญ่นั้น มันก็มีแค่กองพันชั่วคราวเท่านั้นที่เหลืออยู่

เมื่อกวาดสายตาดู ทุกคนรวมถึงอ้าวเฟิงต่างก็ตกอยู่ในความสับสน และเสื้อผ้าของพวกเขาก็โบกพัดไปตามลม

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าถ้าพวกเขาสามารถยึดป้อมปราการนี้ได้ แม้แต่หมูก็คงจะบินได้เหมือนกัน

ในตอนนี้ มันก็ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่าสองนักดาบข้างกายเล่ยเซียวอย่างหู่จางและเย่ชางได้หายตัวไปแล้ว

ในเวลาเดียวกัน บนป้อมปราการของกองทัพเหลิ่งเหยียนก็มีศพกองพะเนินอยู่ตามกำแพง

ถัดจากอุปกรณ์ที่ปกคลุมด้วยลวดลายสีเทาเข้มซึ่งคล้ายกับปืนใหญ่ มันก็มีชายชราร่างผอมสองคนที่สวมชุดคลุมสีน้ำตาลและมีผิวแดงก่ำกำลังลูบเคราและหัวเราะออกมา

ทั้งสองมีออร่าอันทรงพลัง และในขณะที่พวกเขาหัวเราะ แม้แต่อากาศรอบๆ ก็ยังสั่นไหวเล็กน้อย

เห็นได้ชัดเจนว่าพวกเขาคือยอดฝีมือระดับสาม

รอบๆ ชายชราทั้งสองคือนักเวทแห่งกองทัพเหลิ่งเหยียนกลุ่มใหญ่ ซึ่งแต่ละคนก็พากันแผ่จิตสังหารอันรุนแรงออกมา

ในมุมหนึ่งไม่ไกลจากพวกเขา มันมีร่างของนักบวชสาวหลายคนที่ล้มฟุบอยู่ พวกเธอต่างก็มีผมเผ้ายุ่งเหยิงและใบหน้าซีดเผือด ซึ่งเมื่อพิจารณาจากเครื่องแต่งกายของพวกเธอแล้ว พวกเธอก็เป็นคนจากกองทัพเซิ่งเย่อย่างไม่ต้องสงสัย

“สหาย ดูเหมือนว่ากองกำลังหลักของศัตรูจะออกไปรับมือกับกำลังเสริมของพวกเราแล้ว และทิ้งทหารบางส่วนที่ไม่ต่างอะไรจากขยะเอาไว้”

“ทำไมพวกเราไม่ออกไปจากป้อมปราการเพื่อสังหารขยะพวกนั้นให้หมดและร่วมมือกับกำลังเสริมเพื่อบดขยี้กองกำลังหลักของมันเลยล่ะ?”

ชายชราร่างเตี้ยที่มีรอยเหี่ยวบนใบหน้าแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย

“อืม นั่นก็สมเหตุสมผล แต่ข้าขอบอกไว้ก่อนนะว่าข้าต้องได้เป็นคนจัดการกับอัศวินสาวระดับสามผู้นั้นก่อน”

ชายชราร่างสูงเลียริมฝีปากและหัวเราะออกมา “มันนานมากแล้วที่ข้าไม่ได้พบกับคู่ต่อสู้ที่เร้าใจเช่นนี้ หึหึ มันช่างรู้สึกดีจริงๆ”

“เหอะ!” ทันใดนั้นเอง สายตาของชายชราร่างเตี้ยก็หันไปหาร่างๆ หนึ่งที่อยู่ตรงมุมๆ หนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ

“สุภาพบุรุษเขาไม่ปฏิบัติต่อผู้หญิงแบบนั้นหรอกนะ”

ในทันใดนั้นเอง ร่างกำยำร่างหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นอย่างเงียบๆ จากทางด้านหลังของพวกเขาและพูดออกมาอย่างเย็นชา

“ใครกัน? เป็นไปได้ยังไง?!”

การปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหันของคนผู้นี้ทำให้ชายชราทั้งสองตัวสั่นในทันที

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่พวกเขาจะทันได้ตอบสนอง พวกเขาก็ถูกอีกฝ่ายกอดเอาไว้จากทางซ้ายและขวาแล้ว

ท่ามกลางความตื่นตระหนก ทั้งสองก็พยายามเร่งพลังเวทมนตร์ของตัวเองในทันทีเพื่อขัดขืน แต่พวกเขาก็ต้องสบตาเข้ากับม่านตาภายใต้แว่นของอีกฝ่ายที่เปล่งแสงอันแปลกประหลาดออกมา

มันคือสายตาของปีศาจจากห้วงอเวจี

และในพริบตา ชายชราทั้งสองก็ดูเหมือนจะวิญญาณหลุดออกไปจากร่างและสูญเสียความสามารถในการต่อต้านไปจนหมด

แกร๊ก

พร้อมกับเสียงกระดูกหัก ร่างสองร่างที่มีสีหน้าเต็มไปด้วยความตื่นกลัวก็ล้มลงไปกับพื้น

ในเวลาเดียวกัน เหล่านักเวทที่อยู่รอบๆ ก็เอามือปิดคอของตัวเองด้วยความหวาดกลัวและเริ่มล้มลงไปทีละคนด้วย

จบบทที่ ตอนที่ 92 : ป้อมปราการที่กำลังจะพังทลาย

คัดลอกลิงก์แล้ว