- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 87 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (1)
ตอนที่ 87 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (1)
ตอนที่ 87 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (1)
ตอนที่ 87 : ศึก ณ ช่องเขาไร้นาม (1)
จากนั้นกองพันของเยี่ยซือก็เริ่มเดินทัพเข้าสู่สมรภูมิอย่างเกรียงไกร
ในเวลาเดียวกัน เล่ยเซียวก็รับรู้รายละเอียดของกองทัพนี้ได้ในไม่ช้า
แนวหน้าคือหน่วยทหารม้าเกราะหนักระดับสองที่มีรองหัวหน้าคาร่าเป็นผู้นำ
ส่วนทางปีกซ้ายและขวาก็เป็นหน่วยทหารม้าเกราะเบา
ตรงกลางคือหน่วยนักเวทสามหน่วยที่มีหัวหน้าเยี่ยซือเป็นผู้นำ ส่วนหน่วยรักษาที่เป็นส่วนผสมของนักบวช ทหารราบเกราะหนัก และทหารราบเกราะเบาก็ประจำการอยู่ในแนวหลัง
“การจัดขบวนทัพดูเป็นระบบมาก เมื่อพวกเราพบเจอกับศัตรูอย่างกะทันหัน หน่วยอัศวินทั้งห้าที่ประกอบไปด้วยหน่วยอัศวินเกราะหนักหนึ่งหน่วยและหน่วยอัศวินเกราะเบาอีกสี่หน่วยก็จะใช้ความคล่องตัวที่สูงเพื่อทำลายรูปแบบขบวนทัพของศัตรูได้อย่างรวดเร็ว”
เล่ยเซียวพยักหน้าและครุ่นคิดต่อ “จากนั้นหน่วยนักเวทที่อยู่ตรงกลางก็จะเปิดฉากโจมตีจากระยะไกล และถ้าพวกเขาได้สำแดงพลังอย่างเต็มที่ แม้ว่าจะเป็นกองทหารราบเกราะหนักที่มีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งที่สุดก็คงจะไม่สามารถยันไว้ได้นาน”
หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง กองพันผสมที่มีเล่ยเซียวเป็นผู้นำก็เริ่มเดินทัพด้วย
ในส่วนของตำแหน่งของเล่ยเซียวและพรรคพวกนั้น พวกเขาก็อยู่ในแนวหน้าถัดมาจากหน่วยป้องกันและได้รับการป้องกันแบบรอบด้าน
“ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้สนใจกองพันชั่วคราวนี้เท่าไร อย่างไรก็ตาม มันก็เข้าใจได้”
ในเวลานี้ เล่ยเซียวที่เริ่มคุ้นชินกับดาบใหญ่แล้วก็สอดส่องไปทางซ้ายและขวา จากนั้นก็ครุ่นคิดต่อ
หลังจากเลื่อนระดับเป็นระดับสองแล้ว เขาก็สามารถกวัดแกว่งดาบใหญ่ที่มีน้ำหนักนับสิบกิโลกรัมได้อย่างง่ายดาย
“ในตอนนี้ ตำแหน่งที่เราอยู่ก็มีการป้องกันจากทหารม้าทางปีกซ้ายและปีกขวา และยังมีการป้องกันจากทหารราบในแนวหลังด้วย มันน่าจะถือว่าเป็นตำแหน่งที่ปลอดภัยที่สุดแล้ว”
“ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าจะมีการจู่โจมอย่างกะทันหันของกองทัพเหลิ่งเหยียน แต่ฉันก็น่าจะมีเวลาตอบสนองและวางแผนได้ทัน”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เล่ยเซียวก็ถอนสายตากลับมาอย่างช้าๆ และเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย จากนั้นเขาก็เริ่มมองไปยังหน่วยนักเวทที่เดินอยู่ข้างหน้า และมองต่อไปยังศูนย์กลางกองทัพอย่างผู้บัญชาการเยี่ยซือที่อยู่บนหลังม้า
“สิ่งที่สำคัญที่สุดคือโอกาสการสู้รบจริงที่หายากนี้จะช่วยให้สามารถสังเกตการณ์การวางกำลังและการต่อสู้ระหว่างกองทัพเหลิ่งเหยียนและกองทัพเซิ่งเย่ได้อย่างใกล้ชิดอย่างไม่ต้องสงสัย”
เล่ยเซียวสูดลมหายใจเข้าลึกๆ และรู้สึกได้ถึงเหงื่อเย็นบนฝ่ามือ
เขาคิดกับตัวเอง “ด้วยวิธีนี้ ฉันก็จะสามารถสร้างรากฐานที่มั่นคงสำหรับความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตได้ ยิ่งฉันรู้จักคู่ต่อสู้มากเท่าไร โอกาสที่ฉันจะได้รับชัยชนะก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น”
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังครุ่นคิดอยู่นั้น กองทัพก็หยุดลงในทันใด
ในเวลาเดียวกัน คนส่งสารวัยกลางคนที่อยู่กลางกองทัพก็เริ่มควบม้ามาหากองพันที่อยู่ในแนวหลัง
เขาชูธงสีแดงขึ้นและตะโกนออกมา “มีกองกำลังของศัตรูที่มีขนาดประมาณกองพันอยู่ด้านหน้า ทุกคนปฏิบัติตามการจัดทัพที่กำหนดไว้ล่วงหน้าและเตรียมพร้อมรับศึก!”
“บ้าเอ้ย การต่อสู้เริ่มขึ้นเร็วขนาดนี้เลยเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เขาก็ส่งสัญญาณให้ผู้ติดตามทั้งห้าที่อยู่รอบๆ ว่าอย่าเพิ่งบุ่มบ่าม จากนั้นเล่ยเซียวก็เริ่มสั่งการหน่วยต่างๆ และทำตามสิ่งที่คนส่งสารกล่าว
ในเวลานี้ หน่วยทหารม้าเกราะเบาทั้งสี่ในบริเวณปีกทั้งสองข้างของกองทัพก็ได้ขยับเข้าไปประจำตำแหน่งอยู่ในแนวหน้าของกองทัพแล้ว
พวกเขาร่วมมือกับทหารม้าเกราะหนักที่ประจำอยู่ในแนวหน้าอยู่แล้วเพื่อก่อตัวขึ้นเป็นขบวนทัพรูปทรงกรวยที่เหมือนกับหัวลูกศร
ด้วยเหตุนี้มันจึงมีหน่วยทหารม้า 5 หน่วยที่มีไพร่พลประมาณหน่วยละ 100 คนเรียงแถวกันอย่างเป็นระเบียบพร้อมธงรบสีน้ำเงินเข้มที่โบกสะบัดไปมา
ม้าของพวกเขาเหยียบย่ำพื้นดินออกไปพร้อมกับเสียงร้องทุ้มต่ำ
หอกแวววาวกว่า 500 อันที่ยาวกว่า 2 เมตรได้ชี้ไปที่แนวรบของศัตรูที่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเมื่อหอกเหล่าพุ่งออกไป สิ่งเดียวที่ศัตรูจะรู้สึกได้ก็คือความกลัวที่ไม่อาจควบคุมได้และความตายที่คืบคลานเข้ามา
ส่วนกองพันชั่วคราวของเล่ยเซียวนั้น หน่วยทหารราบเกราะหนัก 2 หน่วยก็ถูกมอบหมายให้มาประจำการทางปีกซ้ายของหน่วยนักเวททั้งสามหน่วยที่อยู่กลางกองทัพ และรับผิดชอบเรื่องความปลอดภัยทางฝั่งปีกและแนวหลัง
ส่วนฝั่งตรงข้ามนั้น ณ บริเวณช่องแคบที่ห่างออกไปประมาณ 1,000 เมตร มันก็มีธงสีแดงเพลิงที่กำลังโบกสบัดอยู่
ภายในกองทัพของศัตรูประกอบไปด้วยทหารราบเกราะหนักที่ถือโล่ขนาดใหญ่และเตรียมพร้อมรับศึกอยู่เป็นจำนวนมาก และพวกเขาก็ได้สร้างแนวป้องกันอันแข็งแกร่งขึ้นมาโดยอิงตามภูมิประเทศ
อย่างไรก็ตาม เล่ยเซียวก็ได้ตรวจสอบช่องเขาแห่งนี้ก่อนที่จะไปถึงเมืองหยาเซียงแล้ว
ภูมิประเทศโดยรอบนั้นลาดชันมาก และเป็นทางเดียวที่ผู้คนจากพื้นที่ใกล้เคียงจะไปถึงสนามรบหลักได้
อย่างไรก็ตาม นั่นยังหมายความว่ากองทัพเหลิ่งเหยียนย่อมไม่สามารถซ่อนกองกำลังซุ่มโจมตีบนหน้าผาสูงชันได้
“ดูเหมือนว่าการต่อสู้ ณ ช่องเขาไร้นามแห่งนี้จะหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้วสินะ”
สายตาของเล่ยเซียวมองผ่านช่องว่างบนหมวกเกราะและเลื่อนไปยังป่าเล็กๆ ข้างทางโดยไม่ได้ตั้งใจ จากนั้นเขาก็ครุ่นคิด
ถ้ามีศัตรูคอยซุ่มโจมตีอยู่ มันก็คงจะเป็นป่าแห่งนี้แน่ๆ
“นายท่าน มันมีการเคลื่อนไหวในป่าขอรับ”
ในเวลานั้นเอง เสียงของหู่จางก็ดังขึ้นในหูของเล่ยเซียว
“โอ้? มีการซุ่มโจมตีอยู่จริงๆ เหรอ?”
เล่ยเซียวมองไปยังหน่วยลาดตระเวนที่เพิ่งกลับมาจากการลาดตระเวนไม่ไกลนัก และพูดอย่างใช้ความคิด “เป็นแบบนี้นี่เอง ศัตรูได้แอบเข้าไปในป่าเพื่อซุ่มโจมตีหลังจากที่หน่วยลาดตระเวนของเราได้ออกไปลาดตระเวนเสร็จแล้ว ดูเหมือนว่าผู้บัญชาการของศัตรูจะไม่ธรรมดาจริงๆ”
“นายท่าน นั่นไม่ใช่เรื่องที่สำคัญที่สุดขอรับ”
เสียงของหู่จางดังขึ้นอีกครั้ง “กองกำลังซุ่มโจมตีนี้ถูกปกปิดเอาไว้ด้วยเคล็ดวิชาการพรางตัวระดับสี่ ไม่ต้องพูดถึงผู้บัญชาการระดับสามทั้งสองคนของกองทัพเซิ่งเย่เลย แม้ว่ามันจะเป็นยอดฝีมือระดับสี่ แต่พวกเขาก็คงจะไม่สามารถจับสัมผัสคนพวกนี้ได้เลย”
“ฝ่ายตรงข้ามมียอดฝีมือระดับสี่อยู่ด้วยเหรอ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เล่ยเซียวก็อดเผยความสงสัยออกมาไม่ได้
“ข้ายังสัมผัสไม่ได้ถึงตัวตนของยอดฝีมือระดับสี่ ดังนั้นข้าจึงเดาว่ามันน่าจะเป็นคัมภีร์เวทมนตร์ที่ผนึกทักษะการพรางตัวแบบกลุ่มระดับสี่เอาไว้ขอรับ”
หู่จางตอบกลับด้วยความเคารพในขณะที่เขาตรวจสองทุกการเคลื่อนไหวภายในป่าอย่างละเอียด
“ถ้าเป็นอย่างนั้นข้าก็เกรงว่ากองทัพเซิ่งเย่คงจะเสียหายหนักแน่ ถ้าอีกฝ่ายเปิดฉากโจมตีสวนกลับ ในระยะเวลาสั้นๆ มันก็อาจจะเป็นภัยคุกคามกับฝั่งของเราได้”
เล่ยเซียวเบ้ปากและอดถอนหายใจออกมาไม่ได้
“นายท่าน พวกเราจะเอายังไงกันดี? บอกทุกคนเลยไหมว่ามีกองกำลังซุ่มโจมตีอยู่ภายในป่า?”
เพื่อไม่ให้ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ หู่จางจึงขยับเข้ามาใกล้เล่ยเซียวและถาม
“ไม่ หากทำแบบนี้ แม้ว่าพวกเราจะสามารถคลี่คลายวิกฤตนี้ได้ แต่มันก็คงจะทำให้คนอื่นๆ สงสัยพวกเราแน่”
เล่ยเซียวส่ายหัวทันที และหลังจากลังเลอยู่สักพัก เขาก็ถามหู่จาง “มีคนซุ่มโจมตีอยู่เท่าไร?”
“ถ้าข้าเดาไม่ผิด มันน่าจะมีพลธนูประมาณ 2 หน่วย ส่วนใหญ่อยู่ในระดับหนึ่ง และมีอีกเล็กน้อยที่อยู่ในระดับสองขอรับ”
หู่จางดึงเกราะเหล็กที่ไม่พอดีกับตัวของเขาและตอบ
“เข้าใจแล้ว งั้นพวกเราก็ลงมือช่วยพวกเขากำจัดภัยคุกคามพวกนี้กันเถอะ”
เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อยและแววตาของเขาก็เริ่มเฉียบคมขึ้นมา