- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 74 : แผนการ
ตอนที่ 74 : แผนการ
ตอนที่ 74 : แผนการ
ตอนที่ 74 : แผนการ
“ก็อย่างที่ข้าเคยพูดไป ข้าจะไม่ยอมให้มีใครมานอนอยู่ข้างๆ เตียงของข้าเด็ดขาด”
เล่ยเซียวยิ้มออกมาบางๆ และลากหู่จางไปยังถนนเงียบๆ
จากนั้นเล่ยเซียวก็เอนตัวพิงกำแพง ขมวดคิ้ว และกล่าวว่า “หู่จาง เจ้าคิดว่าเจ้าเมืองผู้นี้จะทำยังไงถ้าเขาพบว่าจู่ๆ มีขุมกำลังอย่างพวกเราอยู่ในป่าเงาปีศาจที่อยู่ไม่ไกลนัก?”
“นายท่าน ด้วยนิสัยของพวกมัน ข้าเกรงว่าพวกมันจะรวบรวมกองกำลังทั้งหมดภายในเมืองและเปิดฉากโจมตีพวกเราอย่างเต็มกำลังในทันทีขอรับ”
หู่จางคิดอยู่ครู่หนึ่งและตอบกลับ
“ใช่แล้ว ถ้าเวลานั้นมาถึงจริงๆ สถานการณ์ก็คงจะน่าปวดหัวมาก เพราะลอร์ดจากต่างโลกและลอร์ดพื้นถิ่นล้วนถูกลิขิตให้ต้องเป็นศัตรูกันอยู่แล้ว”
เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อยและพูดออกมา “หลังจากคลี่คลายวิกฤตเรื่องครึ่งเอลฟ์ในเขตแดนเวทมนตร์และพวกครึ่งออร์คได้แล้ว ภัยคุกคามอันดับหนึ่งที่มีต่อดินแดนของพวกเราในตอนนี้ก็ย่อมต้องเป็นเมืองคงชิงอย่างไม่ต้องสงสัย”
“ดังนั้นสิ่งที่พวกเราต้องทำก็คือการดำเนินการเชิงป้องกันเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดสถานการณ์เลวร้ายที่สุดนั้น”
หลังจากได้ฟังคำพูดของเล่ยเซียว หู่จางก็พยักหน้ารับและตอบกลับ “เป็นอย่างนี้นี่เอง นายท่านช่างมองการไกลจริงๆ”
“นี่เป็นเพียงการวิเคราะห์พื้นฐานที่สุดตามสถานการณ์ปัจจุบัน ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอก แทนที่จะต้องให้ชะตากรรมของพวกเราขึ้นอยู่กับอีกฝ่าย สู้พวกเราเริ่มลงมือก่อนจะดีกว่า”
เล่ยเซียวโบกมือให้หู่จางเพื่อบอกว่าไม่ต้องชมเชยอะไร จากนั้นเขาก็ถามอีกครั้ง “หู่จาง ถ้ามันเป็นเจ้า จากข้อมูลที่เจ้ามีอยู่ในตอนนี้ เจ้าจะทำยังไง?”
“นายท่าน เนื่องจากมีการร้องเรียนไปทั่วเมือง สิ่งแรกที่พวกเราต้องทำก็คือการสลายอำนาจในเมืองจากภายใน และลดความแข็งแกร่งของเจ้าเมืองให้ได้มากที่สุด”
หู่จางครุ่นคิดอยู่ชั่วขณะ จากนั้นก็พูดออกมา
“ไม่เลว ว่าต่อสิ”
เล่ยเซียวลูบคางด้วยมือของเขาและพยักหน้า
“ข้าเชื่อว่ากองกำลังภายในเมืองน่าจะแบ่งออกได้เป็นสามกลุ่มหลังจากการสลายอำนาจภายในเมือง”
“กลุ่มแรกคือเหล่าทหารรับจ้างที่ถูกกดขี่นอกเหนือไปจากกลุ่มทหารรับจ้างแมงป่องโลหิต ตราบใดที่พวกเราสามารถใช้งานกองกำลังส่วนนี้ได้ กำลังรบของพวกเราก็จะเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก”
“กลุ่มที่สองคือสมาคมการค้าซางลู่ และเมื่อพิจารณาจากข้อมูลที่คุนปู้กล่าว ความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนี้และฝ่ายของเจ้าเมืองดูจะไม่ค่อยกลมกลืนกันนัก ดังนั้นแม้ว่าพวกเราจะไม่สามารถใช้งานพวกเขาได้เพราะผู้สนับสนุนที่อยู่เบื้องหลัง แต่อย่างน้อยพวกเขาก็น่าจะเลือกเป็นกลาง นอกจากนี้ เมื่อดูจากท่าทีก่อนหน้านี้ของฟางไห่แล้ว มันก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรกับพวกเราขอรับ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ หู่จางก็เว้นจังหวะไปเล็กน้อยและพูดต่อ “กลุ่มที่สามคือเหล่าทหารทั่วไปที่ได้รับการปฏิบัติแบบแย่ๆ ถ้าพวกเราทำให้พวกเขาย้ายฝั่งได้ และด้วยการร่วมมือกับเหล่าทหารรับจ้าง ข้าก็เชื่อว่าพวกเราย่อมสามารถยึดเมืองนี้ได้อย่างแน่นอน”
“เป็นความคิดที่ไม่เลว แต่เจ้าก็มองข้ามเรื่องสำคัญไปสองประการ”
เมื่อพวกเขาเดินมาถึงทางเข้าซอย มันก็มีคนเมาสองคนเดินเซผ่านไป
จากนั้นเล่ยเซียวก็พูดต่อ “ประการแรก ถ้าพวกเราพยายามดึงตัวทหารทั่วไปหรือเหล่าทหารรับจ้างเข้ามา และกองกำลังของเจ้าเมืองรู้เรื่องนี้ ไม่ใช่ว่ามันจะเป็นการทำให้พวกมันตื่นตัวขึ้นมางั้นเหรอ?”
“ส่วนประการที่สอง และยังเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดด้วย”
เล่ยเซียวยิ้มให้หู่จางบางๆ และกล่าวว่า “จากมุมมองเรื่องกำลังรบส่วนบุคลลเพียงอย่างเดียว เจ้าก็ถือว่ามีกำลังรบที่เหนือกว่าผู้ใดแล้ว พวกเรายังจำเป็นจะต้องโจมตีเมืองนี้ตรงๆ ด้วยเหรอ?”
“นายท่านหมายความว่า…?”
หู่จางอึ้งไปชั่วขณะ จากนั้นเขาก็เริ่มเข้าใจขึ้น
“ใช่แล้ว จะจัดการโจรก็ต้องจับหัวหน้าของพวกมันยังไงล่ะ!”
เล่ยเซียวพยักหน้า “ในขณะที่พวกเราดำเนินการสังหารเจ้าเมืองและผู้ติดตามที่ภักดีต่อมัน พวกเราก็จะทำการเจรจากับคนทั้งสามกลุ่มที่เจ้าพูดถึงด้วย”
“ด้วยแนวทางสองแนวทางนี้ เมืองคงชิงนี้ก็จะตกเป็นของพวกเราโดยสมบูรณ์โดยที่พวกเราเสียหายน้อยที่สุด”
“นายท่านฉลาดยิ่งนัก!”
หู่จางตื่นเต้นและรีบถามออกมา “แล้วพวกเราจะเริ่มลงมือตอนไหนดีขอรับ?”
“ไม่ต้องห่วง ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เล่ยเซียวกดฝ่ามือลงเพื่อส่งสัญญาณให้หู่จางลดเสียงลง จากนั้นเขาก็พูดต่อ “ในตอนนี้ แม้ว่าพวกเราจะสามารถยึดเมืองนี้ได้ แต่พวกเราก็คงจะไม่สามารถปกครองมันได้”
“เพราะเมืองคงชิงแห่งนี้ก็ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักร ถ้าพวกเราลงมืออย่างบุ่มบ่ามและดึงดูดกองทัพของอาณาจักรเข้ามา มันก็คงจะทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี”
“ดังนั้นก่อนหน้านั้น ข้าก็ต้องวางรากฐานสักสองอย่างก่อน”
“เรื่องแรกคือการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับอาณาจักรแห่งนี้ให้ได้มากที่สุด และเรื่องนี้ก็ขึ้นอยู่กับประธานของร้านซางลู่แล้ว”
“ข้าเข้าใจดี แม้ว่าพวกเขาจะเป็นแค่สาขาย่อยของตระกูลซางลู่ที่มั่งคั่ง แต่ข้อมูลข่าวสารที่พวกเขามีอยู่นั้นก็น่าจะเหนือกว่าสิ่งที่คนธรรมดาหรือกระทั่งขุนนางทั่วๆ ไปรับรู้”
หู่จางพยักหน้าและเห็นด้วยกับมุมมองของเล่ยเซียว
จากนั้นเล่ยเซียวก็ปรับผ้าคลุมมายาและพูดต่อ “เพราะเธอคือคนจากตระกูลสาขา ดังนั้นเธอจึงไม่ได้เป็นที่โปรดปรานของคนจากตระกูลหลักที่ถือครองอำนาจอย่างแท้จริง เป็นเหตุให้เธอถูกมอบหมายมาประจำการอยู่ในสถานที่อันห่างไกลเช่นนี้”
“นี่ถือว่าเป็นโอกาสอันดีที่พวกเราจะได้สร้างความสัมพันธ์กับเธอเลย”
“ที่ข้าต้องการจะสื่อก็คือพวกเราแค่ต้องแสดงพลังของพวกเราออกไปสักหน่อยและให้สัญญากับเธอว่าจะช่วยให้เธอได้รับพลังอำนาจที่แท้จริงของตระกูลมาก็คงจะพอแล้ว”
หู่จางคิดตามคำพูดของเล่ยเซียว และแววตาของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมา “ถ้าเป็นแบบนี้ มันก็ถือว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพวกเราทั้งสองฝ่าย และจากมุมมองในระยะยาว มันก็ยังจะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาดินแดนในอนาคตด้วยสินะขอรับ”
“แน่นอน แต่นี่ก็เป็นแค่สถานการณ์ในอุดมคติเท่านั้น ถ้ามันไม่ได้ผลจริงๆ พวกเราก็คงจะต้องบีบบังคับให้อีกฝ่ายยอมจำนนแล้ว”
เล่ยเซียวยักไหล่และพูดออกมา “เอาล่ะ ตอนนี้พวกเราก็มีทิศทางคร่าวๆ แล้ว งั้นก็กลับไปที่ร้านซางลู่กันก่อนเถอะ”
หลังจากพูดจบ ทั้งสองก็เดินออกมาจากซอยอีกครั้งและมุ่งหน้าไปยังทางที่พวกเขาเพิ่งเดินผ่านมา
ในเวลาเดียวกัน ณ พื้นที่ใจกลางเมือง บริเวณจวนเจ้าเมือง
ในห้องโถงปราสาทที่กว้างขวางและสว่างไสว ชายวัยกลางคนอายุประมาณสี่สิบปีที่สวมชุดผ้าไหมที่งดงามกำลังนั่งอยู่บนบัลลังก์ในตำแหน่งสูงสุด
ออร่าอันเย็นยะเยือกของยอดฝีมือที่ทรงพลังได้แผ่กระจายไปทั่วห้องโถง
ทางด้านซ้ายและขวาของเขามีสาวใช้หน้าตาน่ารักยืนเรียงแถวกันคอยให้บริการเขาด้วยความเคารพ
แม้ว่าชายวัยกลางคนจะมีสีหน้าอ่อนโยนและดูไม่ก้าวร้าว แต่สาวใช้นับสิบคนที่อยู่รอบๆ ก็พากันตัวสั่นเล็กน้อยด้วยความกลัว และพวกเธอก็ไม่กล้าแม้แต่จะหายใจดังๆ
มันเห็นได้ชัดว่าพวกเธอกลัวชายวัยกลางคนผู้นี้มากเลย
ในขณะที่ชายวัยกลางคนกำลังพักสายตาอย่างสบายอารมณ์อยู่นั้น มันก็มีชายผอมที่สวมชุดสีดำผู้หนึ่งเดินเข้ามาจากนอกประตู
คนผู้นี้เองก็แผ่พลังอันน่าสะพรึงกลัวออกมาเช่นกัน ทำให้สาวใช้ที่ตัวสั่นอยู่แล้วพากันตัวสั่นยิ่งกว่าเดิม
“ท่านเจ้าเมือง ผู้นำกลุ่มทหารรับจ้างแมงป่องโลหิต—อูเจ๋ยกู่ขอเข้าพบขอรับ”
ชายร่างผอมมองไปที่เหล่าสาวใช้ด้วยสายตาลามกและหัวเราะคิกคักออกมา