- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 68 : ร้านค้าซางลู่
ตอนที่ 68 : ร้านค้าซางลู่
ตอนที่ 68 : ร้านค้าซางลู่
ตอนที่ 68 : ร้านค้าซางลู่
“ยินดีต้อนรับสู่ร้านซางลู่เจ้าค่ะ! แขกท่านไหนที่ต้องการซื้อสินค้าสามารถขึ้นไปชั้นบนทางด้านซ้ายมือได้เลยเจ้าค่ะ จากนั้นจะมีคนคอยต้อนรับ”
ในขณะที่เล่ยเซียวเดินเข้ามานั้น เขาก็เห็นเมดสาวก้มหัวลงเล็กน้อยและพูดออกมาด้วยความสุภาพ
“ข้ามีไอเท็มที่ไม่ได้ใช้อยากให้ร้านของเจ้าช่วยตรวจสอบหน่อยน่ะ” เล่ยเซียวโบกมือและตอบ
เมื่อพวกเขาอยู่บนถนน พวกเขาทั้งห้าก็ได้สวมผ้าคลุมศีรษะที่หนานซิงนำมาจากไหนก็ไม่รู้เอาไว้แล้ว ซึ่งมันก็ช่วยปิดบังใบหน้าของพวกเขาได้ทั้งหมด
แน่นอนว่าผ้าคลุมศีรษะเหล่านี้ก็สามารถบดบังได้แค่ใบหน้าเท่านั้น ในขณะที่ส่วนอื่นๆ ของร่างกายยังคงถูกเปิดเผยออกมา
“ท่านอยากจะขายของนี่เอง งั้นก็ตามข้ามาได้เลยเจ้าค่ะ”
เมดสาวเดินออกมาจากโต๊ะรับรอง รองเท้าส้นสูงสีดำของเธอส่งเสียงดังเป็นจังหวะบนพื้นหินอ่อนที่เรียบเนียนในขณะที่เธอนำทางไป
เล่ยเซียวเดินตามเมดสาวไปและเดินลงบันไดจากอีกด้านหนึ่งของห้องโถงอันแสนอลังการ จากนั้นเขาและเหล่าผู้ติดตามก็มาถึงห้องรับรองใต้ดินเล็กๆ แห่งหนึ่ง
ห้องรับรองนี้มีเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยติดอาวุธครบมือสี่คนยืนอยู่ตามมุมต่างๆ
หลังจากตรวจสอบ เล่ยเซียวก็พบว่าออร่าของสามจากสี่คนนี้แทบจะอยู่ในระดับเดียวกันกับเขา ส่วนอีกคนที่เหลือก็มีระดับสูงกว่าเขาอย่างเห็นได้ชัด และอีกฝ่ายน่าจะอยู่ในระดับสองแล้ว
ปลายสุดของห้องรับรองมีเคาน์เตอร์แบบปิดมิดชิด
เคาน์เตอร์ยาวนี้แยกจากโลกภายนอกด้วยกระจกที่ทำจากวัสดุพิเศษ
ในบางครั้ง มันก็จะมีแสงสว่างจากเวทมนตร์ทอประกายขึ้นมา และดูราวกับว่ามันกำลังปกป้องสิ่งของต่างๆ ด้วยเวทมนตร์ป้องกันอันทรงพลังอยู่
“คุณลูกค้า ที่นี่คือพื้นที่ประเมินราคาเจ้าค่ะ ร้านซางลู่ของพวกเรามีนักประเมินราคามากประสบการณ์ที่สามารถประเมินราคาสินค้าของท่านได้อย่างแม่นยำ ดังนั้นท่านก็วางใจได้เลยเจ้าค่ะ”
เมดสาวผายมือให้เล่ยเซียวนั่งลงหน้าเคาน์เตอร์ จากนั้นเธอก็ก้มหัวให้กับเขาและกดกระดิ่งบริเวณเคาน์เตอร์
หลังจากผ่านไปสักพัก ประตูเหล็กหนาหลังเคาน์เตอร์ก็เปิดออก และชายวัยกลางคนที่ดูเกียจคร้านคนหนึ่งก็เดินออกมาอย่างช้าๆ
“โปรดนำไอเท็มที่อยากขายออกมาให้ข้าดูด้วยขอรับ”
นักประเมินราคาวัยกลางคนเงยหน้าขึ้นและเห็นเล่ยเซียวกับพรรคพวกที่สวมผ้าคลุมศีรษะของชุดที่ดูธรรมดาๆ ทำให้เขาหาวออกมาโดยไม่รู้ตัวและจำแนกเล่ยเซียวและกลุ่มของเขาโดยอัตโนมัติว่าเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น
เขาเคยเห็นคนจนประเภทนี้มากมายที่ต้องการเงินแต่ก็กังวลกับชื่อเสียงของตัวเองมากเกินกว่าจะเปิดเผยหน้าตาที่แท้จริงออกมา
‘พวกเขาสวมเสื้อผ้าธรรมดาและมีออร่าธรรมดา ข้าเดาว่าพวกเขาก็คงเป็นแค่พวกหน้าใหม่ที่เพิ่งเข้าร่วมกับกลุ่มทหารรับจ้าง พวกเขาน่าจะอยากขายไอเท็มขยะๆ ที่ได้มาจากนายจ้างแย่ๆ เพื่อเป็นค่าจ้างใช่ไหม?’
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ชายวัยกลางคนก็อ้าปากหาวออกมาอีกครั้ง
ในตอนนี้เขาแค่อยากจะไล่พวกหน้าใหม่พวกนี้ไปให้พ้นๆ และกลับไปงีบหลับต่อ
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายแสดงสีหน้าไม่แยแสออกมาเช่นนี้ เล่ยเซียวก็ลอบยกนิ้วโป้งอยู่ภายในใจ
ในที่สุดเขาก็มีโอกาสที่จะได้อวดเบ่งแล้ว!
“หนานเยว่ ข้าขออาวุธของเจ้าหน่อย”
เล่ยเซียวหยิบมีดสั้นระดับหนึ่งซึ่งเป็นอาวุธชั่วคราวของหนานเยว่มาจากเธอ และพูดออกมาด้วยรอยยิ้มที่สุภาพมากๆ “ช่วยประเมินราคาไอเท็มนี้ให้ข้าหน่อย”
“โอ้? มีดสั้นงั้นเหรอ?”
นักประเมินวัยกลางคนหยิบอาวุธที่เล่ยเซียวยื่นให้จากหน้าต่างเคาน์เตอร์
เขาสัมผัสใบมีดก่อน เหลือบมองมันคร่าวๆ และจากนั้นก็ตอบกลับโดยไม่ลังเล “ไอเท็มระดับหนึ่งทำจากเหล็ก ฝีมือไม่เลว พวกเรายินดีรับซื้อที่ราคา 5 เหรียญทอง”
“5 เหรียญทองงั้นเหรอ?” หลังจากได้ยินข้อเสนอของชายวัยกลางคน เล่ยเซียวก็พยักหน้าอย่างใช้ความคิด
จากการสังเกตของเขาบนถนนเมื่อสักครู่และการสอบถามคนอื่นๆ เล่ยเซียวก็พอจะรู้สกุลเงินพื้นฐานในโลกนี้แล้ว
เงินตราในโลกนี้ถูกแบ่งออกเป็นสามระดับ ได้แก่เหรียญทอง เหรียญเงิน และเหรียญทองแดง
เงิน 1 เหรียญทองมีค่าเท่ากับเงิน 100 เหรียญเงิน และ 10,000 เหรียญทองแดง
ส่วนมูลค่าของมันนั้น เงิน 1 เหรียญเงินก็สามารถซื้อขนมปังหยาบได้หนึ่งชิ้นซึ่งพอกินอิ่มได้สำหรับคนหนึ่งคน และเงิน 3 เหรียญเงินก็สามารถซื้อน้ำผลไม้คั้นสดแก้วใหญ่ได้เลย
“งั้นช่วยดูนี่อีกอันหน่อย”
เล่ยเซียวคืนมีดสั้นให้หนานเยว่และปลดอาวุธออกมาจากเอวของเขา
สิ่งที่เล่ยเซียวสะพายอยู่ในตอนนี้ย่อมไม่ใช่อาวุธระดับสาม แต่เป็นอาวุธระดับสองอย่างดาบจันทราโปรยปราย
“อาวุธระดับสองงั้นเหรอ?” หลังจากรับดาบจันทราโปรยปรายมา สีหน้าของชายวัยกลางคนก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย แม้แต่แววตาที่ยังง่วงอยู่เล็กน้อยของเขาก็เปล่งประกายขึ้นมาด้วย
อาวุธในระดับนี้ย่อมไม่ใช่อาวุธที่หน้าใหม่ธรรมดาจะสามารถถือครองได้
หลังจากตรวจสอบอย่างละเอียดแล้ว น้ำเสียงที่เกียจคร้านของนักประเมินราคาวัยกลางคนก็เริ่มจริงจังขึ้นมา “คุณลูกค้า ดาบยาวนี้ทำมาจากวัสดุคุณภาพสูงอย่างประณีต ในบรรดาอาวุธระดับสอง ดาบเล่มนี้ก็ถือว่าเป็นอาวุธระดับกลางค่อนสูงเลย”
ชายวัยกลางคนครุ่นคิดอยู่สักพัก จากนั้นก็พูดต่อ “ถ้าท่านสนใจขายดาบเล่มนี้ พวกเราก็สามารถให้ราคาได้สูงสุดที่ 100 เหรียญทองขอรับ”
“100 เหรียญทองงั้นเหรอ?” เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมดสาวที่อยู่ข้างๆ ก็อดแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาไม่ได้
มันต้องรู้ว่าเงินเดือนของเธอยังมีค่าแค่ประมาณ 9 เหรียญทองเท่านั้นเอง
“เข้าใจแล้ว”
เล่ยเซียวเก็บอาวุธกลับไปที่เอว จากนั้นเขาก็เพ่งความคิด และดายยาวที่เปล่งประกายเล่มหนึ่งก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา
“นักประเมินราคา อาวุธนี้เป็นอาวุธที่สหายของข้าฝากมาถามว่ามันมีราคาเท่าไร”
รอยยิ้มขี้เล่นปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเล่ยเซียวที่อยู่ใต้ผ้าคลุม
“คุณลูกค้า นี่มัน…?”
ดวงตาของผู้ประเมินราคาวัยกลางคนเบิกกว้างขึ้น เขาตื่นขึ้นมาอย่างเต็มที่แล้ว และเพิ่มความสุภาพขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด
สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจเป็นอย่างยิ่งไม่ใช่อาวุธระดับสูงที่เปล่งแสงอันแปลกประหลาดในมือของเล่ยเซียว แต่เป็นการกระทำของเล่ยเซียวเมื่อครู่นี้
‘อาวุธปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่าและความผันผวนของมิติ… ผู้ชายคนนี้จะต้องมีมิติเก็บของอยู่กับตัวแน่ๆ!’
มันต้องรู้ว่าไอเท็มที่มีมิติเก็บของนั้นเป็นของหายากและล้ำค่ามาก เพราะมันเป็นสิ่งที่สามารถสร้างขึ้นได้โดยนักเวทมิติที่ทรงพลังที่อยู่เหนือกว่าระดับสี่ขึ้นไป และต้องใช้ทั้งเวทมนตร์และเวลาเป็นอย่างมาก
แค่มิติเก็บของขนาด 1 ลูกบาศก์เมตรก็เป็นของล้ำค่าเกินประมาณแล้ว และเป็นสิ่งที่มีแต่เหล่าราชวงศ์และพ่อค้าผู้มั่งคั่งเท่านั้นที่จะครอบครองได้
มันไม่ต้องพูดถึงคนธรรมดาเลย แม้แต่ในเมืองคงชิงอันกว้างใหญ่แห่งนี้ มันก็ยังมีสมบัติเช่นนี้อยู่เพียงหยิบมือเท่านั้น และมันก็ยังเป็นตัวแทนของสถานะและความมั่งคั่ง!
ในขณะที่กำลังตกใจอยู่นั้น สายตาของนักประเมินราคาวัยกลางคนก็มองไปที่อาวุธในมือของเล่ยเซียว และเขาก็อดกลืนน้ำลายอีกครั้งไม่ได้