- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 40 : ชานชาลาที่ 9 3/4
ตอนที่ 40 : ชานชาลาที่ 9 3/4
ตอนที่ 40 : ชานชาลาที่ 9 3/4
ตอนที่ 40 : ชานชาลาที่ 9 3/4
“นายท่าน”
เมื่อพวกเขาขยับเข้าไปใกล้ พวกเขาก็เห็นครึ่งเอลฟ์ชราชวนกู่ที่มีใบหน้าแห้งเหี่ยวซึ่งแสดงให้เห็นถึงความหวาดกลัวและความโล่งใจ เขาชี้ไปยังตำแหน่งที่อยู่ไม่ไกลกันนักและกล่าวว่า “โชคดีที่โกดังเก็บของประจำเผ่าอยู่นอกหมู่บ้าน ดังนั้นพวกมันจึงไม่ได้รับผลจากเพลิงไหม้ มิฉะนั้นความเสียหายก็คงจะเลวร้ายกว่านี้แน่ๆ”
เล่ยเซียวใช้มือข้างหนึ่งบังแสงแดดเหนือหัว และมองไปยังทิศทางที่ชวนกู่ชี้
ท่ามกลางพื้นที่เกษตรกรรมอันกว้างใหญ่และฟาร์มเพาะพันธุ์ที่มีรั้วกั้น มันมีอาคารไม้รูปสี่เหลี่ยมเรียงกันเป็นแถว
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นตำแหน่งของโกดังของพวกครึ่งเอลฟ์นั่นเอง
เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อย จากนั้นเขาก็หรี่ตาลงและมองไปรอบๆ
หลังจากไฟดับลงแล้ว ควันก็ค่อยๆ สลายหายไป และพื้นที่ภายในเขตแดนเวทมนตร์ก็เริ่มกลับเป็นปกติ
ภายใต้ดวงอาทิตย์สองดวง ดวงหนึ่งใหญ่และอีกดวงเล็ก มันมีภูเขาและต้นไม้สีเขียวชอุ่มอยู่ไกลๆ และยังมีทุ่งนาและแม่น้ำที่ไหลผ่านใกล้ๆ อีกด้วย
ทุกสิ่งแทบจะเหมือนกับโลกภายนอก ยกเว้นก็แต่ร่องรอยของสิ่งมีชีวิต
นี่ทำให้เล่ยเซียวสงสัยขึ้นมาว่าเขตแดนเวทมนตร์นี้กว้างใหญ่เพียงใด
ทันใดนั้นเขาก็ถามคำถามนี้กับชวนกู่ที่อยู่ข้างๆ
“รายงานนายท่าน เขตแดนนี้มีพื้นที่ประมาณ 10 ตารางกิโลเมตรขอรับ และเวลากลางวันกลางคืนก็สอดคล้องกับโลกภายนอกโดยสมบูรณ์”
ชวนกู่ยิ้มออกมาเล็กน้อย และใบหน้าอันเหี่ยวเฉาของเขาก็ปรากฏร่องรอยของความภาคภูมิใจออกมา “ส่วนภูเขา แม่น้ำ และทัศนียภาพในระยะไกลนั้น พวกมันก็ไม่ใช่ภาพลวงตา แต่เป็นภาพสะท้อนความเป็นจริงจากโลกภายนอก”
“ในอดีต เพื่อทำการเปิดเขตแดนเวทมนตร์นี้ บรรพบุรุษของพวกเราได้ใช้ชีวิตอย่างสันโดษและอุทิศเกือบทั้งชีวิตจนสามารถบรรลุความสำเร็จเช่นนี้ได้”
“ว้าว 10 ตารางกิโลเมตรเลยเหรอ? มันเกือบจะเท่าขนาดของสนามฟุตบอล 1,400 สนามเลยนะ”
เล่ยเซียวลอบรู้สึกทึ่ง และถามคำถามเกี่ยวกับการเกษตรต่อ
กลายเป็นว่าเทคนิคการเพาะปลูกเหล่านี้เป็นเทคนิคการเพาะปลูกที่เผ่าพระจันทร์ขาวได้เรียนรู้มาจากเผ่าเอลฟ์อื่นเมื่อหลายร้อยปีก่อน
พืชเหล่านี้ไม่เพียงแต่ให้ผลผลิตสูงเท่านั้น แต่ยังมีระยะเวลาการเจริญเติบโตสั้นและมีรสชาติดีอีกด้วย
ตามที่เล่ยเซียวได้วางแผนเอาไว้ ถ้ามันสามารทำการเพาะปลูกในพื้นที่ขนาดใหญ่เช่นนี้เพื่อเป็นเสบียงให้กับผู้คนของเขาได้ มันก็จะสมบูรณ์แบบไปเลย
อย่างไรก็ตาม หลังจากลังเลอยู่สักพัก เล่ยเซียวก็ไม่ได้ดำเนินการตามแผนนี้ทันทีและยังไม่ได้แจ้งให้ชวนกู่กับพรรคพวกได้ทราบ
ในตอนนี้ที่ทุกสิ่งทุกอย่างอยู่ในสภาพทรุดโทรม การสั่งการเช่นนั้นออกไปในตอนนี้ย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมเท่าไรและอาจจะทำให้ความจงรักภักดีของเหล่าครึ่งเอลฟ์ลดลงไปได้
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังคิดเรื่องนี้อยู่นั้น เขาก็เห็นชวนกู่ทำสีหน้าลึกลับ และกล่าวอย่างประจบประแจงว่า “นายท่าน ถ้าท่านไม่มีคำสั่งอะไรในตอนนี้ก็ไปกันเถอะ ข้าจะพาท่านไปหาสมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพระจันทร์ขาวของข้าเอง”
เมื่อเห็นว่าชวนกู่มีความกระตือรือร้นมาก เล่ยเซียวก็พยักหน้ารับ
เขาเดินตามชวนกู่ไปยังหมู่บ้านที่เกือบจะถูกเผาไปแล้ว
และหลังจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็กลับมายังอาคารหินโค้งที่อยู่ตรงกลางหมู่บ้าน
เมื่อกลับมาที่นี่อีกครั้ง เล่ยเซียวก็สังเกตเห็นว่าศพของเหล่าออร์คนั้นได้ถูกเก็บกวาดไปจนหมดแล้ว และเหลือเพียงคราบเลือดที่อยู่บนพื้นเท่านั้น
อีกด้านหนึ่ง ชวนกู่ที่มีไป่จื่อคอยประคอยอยู่ก็เดินตรงไปยังกำแพงหินด้วยอาการสั่นๆ จากนั้นเขาก็หันมาและกล่าวว่า “นายท่าน ตามข้ามาได้เลยขอรับ”
เมื่อเห็นเช่นนี้ เล่ยเซียวก็อดเผยสีหน้าประหลาดใจออกมาเล็กน้อยไม่ได้
กำแพงนี้มีรูที่หู่จางได้สร้างขึ้นมา และอีกด้านก็เป็นพื้นที่ภายนอก ดังนั้นมันจึงไม่อาจมีพื้นที่ลับอะไรอยู่ได้เลย
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะทันได้คิดอะไรต่อ เขาก็เห็นครึ่งเอลฟ์ทั้งสองพุ่งตรงเข้าไปยังกำแพงหินโดยไม่ลังเล
อึดใจต่อมา พวกเขาก็หายตัวไปในทันที
หลังจากอึ้งไปชั่วขณะ เล่ยเซียวก็ได้สติกลับมา
“พระเจ้าช่วย นี่น่าจะเป็นห้องลับที่ตั้งอยู่ในรอยแยกมิติใช่ไหม?”
“เมื่อดูจากวิธีเข้าไป มันก็ไม่ต่างอะไรจากชานชาลาที่ 9 3/4 เลยใช่ไหม?”
เล่ยเซียวยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้และตามชวนกู่เข้าไปพร้อมกับหู่จาง หนานซิง หนานเยว่ และเฉาเหยียน
หลังจากก้าวเข้ามาแล้ว เล่ยเซียวก็พบว่ามันเป็นไปตามที่เขาคิดไว้จริงๆ ว่าที่แห่งนี้คือมิติพิเศษ
“ถ้าออร์คชาร์แมนยังมีชีวิตอยู่และรู้ว่าสิ่งที่มันตามหาอยู่นั้นอยู่ใต้จมูกของมันเช่นนี้ล่ะก็ มันคงจะโกรธมากจนต้องกัดไม้เท้าของตัวเองแน่ๆ”
เล่ยเซียวเม้มปากและมองไปรอบๆ
ห้องลับนี้ทำมาจากหินทั้งหมดเช่นเดียวกับด้านนอก และมีขนาดค่อนข้างกว้างขวาง
เพราะมันไม่มีหน้าต่าง แสงสว่างที่อยู่รอบๆ จึงสลัวมาก และมันก็มีเพียงแค่ตะเกียงน้ำมันแขวนอยู่บนกำแพงเท่านั้นซึ่งกำลังส่องแสงวูบวาบและดูเหมือนว่าจะดับได้ทุกเมื่อ
“สภาพแวดล้อมของที่นี่เหมือนหลุดออกมาจากละครกำลังภายในเลย”
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เล่ยเซียวพร้อมด้วยผู้ติดตามทั้งสี่ก็เดินไปหาชวนกู่และไป่จื่อที่อยู่ไม่ไกลกันนัก
ด้านหน้าของทั้งสองมีแท่นหินสีครามขัดเงาสูงประมาณครึ่งลำตัวตั้งอยู่ ซึ่งมีกล่องสีทองที่มีลวดลายงดงามวางอยู่ด้านบน
เมื่อดูคร่าวๆ แล้ว กล่องนี้ก็น่าจะมีความยาวประมาณ 1 เมตรและกว้างครึ่งเมตร ซึ่งมันก็คล้ายกับหีบสมบัติระดับสูงที่ได้รับหลังจากเอาชนะบอสในเกมเป็นอย่างมาก
“ข้างในนี้จะมีอะไรอยู่กันนะ?”
เล่ยเซียวอดคาดหวังไม่ได้เมื่อเห็นเช่นนี้
“นายท่าน สมบัติศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าพระจันทร์ขาวอยู่ภายในนี้ขอรับ”
อีกด้านหนึ่ง ชวนกู่ก็ก้มหัวลงด้วยความเคารพและกล่าวว่า “อย่างไรก็ตาม สมบัติศักดิ์สิทธิ์นี้ก็ถูกทิ้งไว้โดยบรรพบุรุษของพวกเรา ดังนั้นมันจึงมีการวางข้อจำกัดไว้มากมายกับกล่องสมบัตินี้ มันมีแค่ครึ่งเอลฟ์ที่มีสายเลือดเดียวกันเท่านั้นที่สามารถเปิดกล่องสมบัติได้โดยไม่ทำให้กับดักต่างๆ ทำงาน”
“นายท่านโปรดหลบไปหน่อยขอรับ”
“ขอบใจมาก” เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อยและก้าวถอยไป
นอกจากหู่จางที่ยังมีสีหน้าสงบนิ่งแล้ว หนานซิง หนานเยว่ และเฉาเหยียนต่างก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความสงสัยและคอยจับตาดูจากข้างๆ
จากนั้นชวนกู่ก็ทำหน้าจริงจัง และเขาก็สั่งให้ไป่จื่อหลบไปข้างๆ ด้วย
ทันใดนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึกๆ ยื่นมือทั้งสองข้างออกมา และค่อยๆ เปิดกล่องสีทองที่อยู่ตรงหน้า