- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 30 : ดินแดนบนถังเชื้อเพลิง
ตอนที่ 30 : ดินแดนบนถังเชื้อเพลิง
ตอนที่ 30 : ดินแดนบนถังเชื้อเพลิง
ตอนที่ 30 : ดินแดนบนถังเชื้อเพลิง
หู่จางยกมือขึ้นแตะอกและกล่าวว่า "รายงานนายท่าน ข้าได้ตรวจสอบเรื่องราวทั้งหมดของกองทัพออร์คและการเดินทางมาที่นี่ของพวกมันแล้วขอรับ"
จากรายงานโดยละเอียดของหู่จาง มันก็ทำให้เล่ยเซียวได้รู้ว่าเดิมทีทิศเหนือของดินแดนนั้นเป็นแนวเทือกเขาขนาดใหญ่ที่มีความอันตรายเป็นอย่างยิ่ง
แต่ห่างจากทิศตะวันออกเฉียงเหนือของดินแดนประมาณ 15 กิโลเมตร มันก็มีช่องเขาลับอยู่แห่งหนึ่ง
กองทัพออร์คได้ปรากฏตัวขึ้นบริเวณนั้นและได้ข้ามเทือกเขาทางเหนือจากที่ตรงนั้น จนในที่สุดก็เข้ามาสู่ป่าแห่งนี้
หลังจากพบสถานที่แห่งนั้นแล้ว หู่จางก็ได้แกะรอยตามไปหลายร้อยกิโลเมตรตลอดทั้งคืน และพบว่าอีกด้านหนึ่งของเทือกเขาเป็นพื้นที่ผสมผสานระหว่างภูเขาและเนินเขาที่มีเส้นทางโดยรวมค่อนข้างขรุขระ
มันเต็มไปด้วยซากปรักหักพังของป้อมปราการและเผ่าต่างๆ ของพวกอมนุษย์
อย่างไรก็ตามเพื่อป้องกันการวางกับดักป้องกันการลาดตระเวนบางอย่างของอีกฝ่ายเอาไว้ หู่จางจึงไม่ได้เข้าไปใกล้นัก และรีบกลับมาทันที
"เป็นเช่นนี้เอง สถานการณ์ดูจะซับซ้อนขึ้นมาซะแล้วสิ"
หลังจากฟังรายงานของหู่จาง เล่ยเซียวก็ขมวดคิ้วโดยไม่ได้ตั้งใจ
เขาไม่คาดคิดว่าป่าแห่งนี้ไม่เพียงแต่จะตั้งอยู่ตรงกลางระหว่างสองอาณาจักรของเผ่าพันธุ์มนุษย์เท่านั้น แต่ยังมีอาณาจักรของพวกอมนุษย์ที่สามารถบุกรุกมาได้ตลอดเวลาอยู่ด้วย
ดินแดนของเขาช่างเต็มไปด้วยอันตรายรอบด้านจริงๆ
และสถานการณ์ในปัจจุบันก็คือในขณะที่สองอาณาจักรของเผ่าพันธุ์มนุษย์กำลังทำสงครามกันเอง พวกอมนุษย์ที่อยู่ด้านบนก็เข้ามาร่วมวงด้วยและลอบเข้ามายังเขตแดนเวทมนตร์ในป่าในยามย่ำคืนเช่นนี้
"ดูเหมือนว่าดินแดนของฉันจะเป็นดินแดนบนถังเชื้อเพลิงซะแล้วสิ"
เมื่อคิดได้เช่นนี้ คิ้วที่ขมวดของเล่ยเซียวก็คลายออกและไม่ได้แสดงความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย กลับกัน มันกลับเต็มไปด้วยความคาดหวังขึ้นมา
เมื่อวิเคราะห์จากอีกมุมมองหนึ่ง สำหรับเขาและดินแดนแล้ว นี่อาจไม่ใช่เรื่องเลวร้าย
อย่างน้อยในช่วงปัจจุบัน จุดสนใจของทุกฝ่ายโดยรอบก็ไม่ได้อยู่ที่ตัวเขา หรืออาจจะไม่ได้สังเกตเห็นการดำรงอยู่ของดินแดนของเขาซะด้วยซ้ำ
"ฉันสงสัยว่าเมื่อกองกำลังที่แข็งแกร่งเหล่านี้กำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด พวกเขาจะแสดงสีหน้าแบบไหนกันเมื่อพบว่าใต้จมูกของพวกเขายังมีกองกำลังอีกกลุ่มหนึ่งที่กำลังเติบโตขึ้นอย่างเงียบๆ?"
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังคิดเช่นนั้น เขาก็เริ่มคาดหวังว่ากองกำลังเหล่านี้จะก่อความวุ่นวายมากขึ้นไปอีก
และถ้าพวกมันสามารถทำสงครามข้ามฝ่ายและเปิดฉากการต่อสู้ครั้งใหญ่ได้ มันก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ
หรือกล่าวอีกนัยหนึ่ง เมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม เขาก็อาจจะโหมไฟให้กับสถานการณ์นี้อีกก็ได้
"เมื่อถึงตอนนั้น มันก็คงจะมีเรื่องสนุกๆ เกิดขึ้นอย่างแน่นอนใช่ไหม?"
ในขณะที่เล่ยเซียวกำลังคิดอย่างสนุกสนานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่นั้น เสียงของหู่จางก็ดังขึ้นอีกครั้ง
"รายงานนายท่าน ข้าได้ประเมินคร่าวๆ แล้ว การเดินทางอย่างเร่งรีบจากเขตแดนของพวกอมมนุษย์มาที่นี่จะต้องใช้เวลาอย่างน้อยห้าวันขึ้นไป และระหว่างทางจะต้องผ่านอุปสรรคนานานับประการ"
"โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริเวณช่องเขาที่ใกล้กับดินแดนมากที่สุด ในบริเวณนั้น หากจะใช้หนึ่งต้านหมื่นก็อาจจะเป็นไปได้ก็ได้ขอรับ"
"หากถึงเวลาที่เหมาะสม พวกเราเพียงแค่จัดวางกองกำลังซุ่มโจมตีหรือกองกำลังป้องกันไว้ที่นั่นก็น่าจะสามารถสกัดอีกฝ่ายเอาไว้ได้แล้วขอรับ"
"นอกจากนี้ภายในเผ่าต่างๆ ของพวกอมนุษย์ยังมีการแย่งชิงอำนาจกันอย่างต่อเนื่อง และคานอำนาจซึ่งกันและกัน การเคลื่อนไหวของกองทัพขนาดใหญ่ของเผ่าหนึ่งอาจะดึงดูดความสนใจจากฝ่ายต่างๆ เข้ามาได้ขอรับ"
หู่จางยังคงรักษาท่าแสดงความเคารพเอาไว้ และกล่าวสรุป "ดังนั้นแม้ว่าพวกอมนุษย์จะทรงพลัง แต่ตราบใดที่พวกเราดำเนินการอย่างระมัดระวัง พวกมันก็ไม่ใช่ภัยคุกคามเท่าไรขอรับ"
"เข้าใจแล้ว"
เล่ยเซียวพยักหน้าอย่างใช้ความคิดคิด จากนั้นก็พึมพำออกมา "ถ้าอย่างนั้นเขตแดนเวทมนตร์นั้นก็คงจะมีแรงดึงดูดอะไรบางอย่าง มิฉะนั้นพวกมันคงจะไม่เสี่ยงเข้ามาที่นี่แน่ๆ"
เล่ยเซียวเลิกคิ้วขึ้น และเริ่มสงสัยเกี่ยวกับเขตแดนเวทมนตร์นั้นมากยิ่งขึ้น
จากนั้นเล่ยเซียวก็พยักหน้าส่งสัญญาณให้หู่จางไปพัก และถามฝาแฝดคนน้องว่า "หนานซิง ทางฝั่งเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?"
"รายงานนายท่าน นับตั้งแต่เขตแดนเวทมนตร์กลับคืนสู่สภาพเดิมเมื่อคืนนี้ มันก็ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆ เกิดขึ้นอีกเลย และไม่มีใคมาเคลื่อนไหวอยู่รอบๆ เลยเจ้าค่ะ"
หนานซิงลุกขึ้นยืนอย่างกระฉับกระเฉง จัดผมที่ยุ่งเหยิงด้านหน้าไปไว้ด้านหลังใบหู และตอบด้วยความเคารพ
"ทำได้ดีมาก" เล่ยเซียวพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
ในขณะที่เล่ยเซียวเตรียมที่จะดำเนินการเรื่องต่อไปนั้น เขาก็พบโดยบังเอิญว่าบนใบหน้าที่ขาวผ่องของหนานซิงปรากฏความลังเลขึ้นมาเหมือนว่าเธออยากจะพูดอะไรบางอย่างออกมา
เล่ยเซียวพยักหน้าเล็กน้อยด้วยความสงสัยเพื่อเป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายพูดออกมาได้ตามสบาย
"นายท่าน ข้าแค่อยากรู้ว่าเหตุใดจอมเวทหางม้าแปลกหน้าคนนั้นถึงมาปรากฏตัวอยู่ที่นี่เจ้าคะ?" หนานซิงถามแบบติดๆ ขัดๆ
ในทันทีที่หนานซิงพูดจบ เฉาเหยียนที่กำลังเหม่ออยู่นั้นก็รู้สึกหนาวสันหลังอย่างอธิบายไม่ถูก และอดตัวสั่นไม่ได้
"จริงสิ ข้ายังไม่ได้แนะนำพวกเจ้าเลยสินะ?"
เล่ยเซียวพยักหน้าเป็นสัญญาณให้เฉาเหยียนเดินเข้ามาข้างหน้า เขายิ้มและกล่าวว่า "นี่คือสหายคนใหม่ของพวกเรา จอมเวทเพลิงระดับสาม—เฉาเหยียน"
"สวัสดีเจ้าค่ะรุ่นพี่ทั้งสอง ข้าชื่อเฉาเหยียน ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะเจ้าคะ"
ในเวลานี้เฉาเหยียนก็ไม่มีท่าทีหยิ่งผยองเหมือนเดิมแล้ว เธอยกกระโปรงขึ้นเล็กน้อยด้วยมือทั้งสองข้าง และโค้งคำนับเล็กน้อย ทำให้เธอดูเหมือนกับน้องสาวข้างบ้านที่แสนดีและฉลาดเฉลียวเลย
"เอาล่ะ พวกเรามาเข้าเรื่องกันต่อเถอะ"
เล่ยเซียวหันไปหาเฉาเหยียนและพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า "เฉาเหยียน ข้าเชื่อว่าเจ้าคงเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดแล้ว"
"ตอนนี้สภาพแวดล้อมรอบๆ ดินแดนไม่สงบสุขเอาซะเลย และศูนย์กลางของเหตุการณ์ทั้งหมดก็คือเขตแดนเวทมนตร์โบราณไร้นามแห่งนี้"
เล่ยเซียวขมวดคิ้วเล็กน้อยและถามว่า "ด้วยความสามารถของเจ้า เจ้าสามารถทำลายบาเรียเวทมนตร์ที่ทางเข้าเขตแดนเวทมนตร์ได้หรือไม่?"
"รายงานนายท่าน จากการสนทนาของท่านกับท่านรุ่นพี่ทั้งสองเมื่อครู่ ข้าสามารถยืนยันได้ว่าสามาถทำลายบาเรียเวทมนตร์นั้นได้เจ้าค่ะ"
เฉาเหยียนเชิดหน้าอกขึ้นและตอบอย่างมั่นใจ "แม้ว่าข้าเพิ่งจะเลื่อนระดับขึ้นเป็นระดับสามเมื่อไม่นานมานี้ แต่บาเรียเวทมนตร์นี้ก็เพิ่งถูกทำลายไปเมื่อคืนนี้ ประกอบกับการบุกรุกของกองทัพอมนุษย์ มันจึงเป็นไปไม่ได้ที่จะซ่อมแซมบาเรียให้เสร็จสมบูรณ์ได้อย่างรวดเร็ว ดังนั้นสิ่งนี้จึงอยู่ในขอบเขตความสามารถของข้าเจ้าค่ะ"
"ดีมาก งั้นเดี๋ยวพวกเราออกเดินทางไปยังเขตแดนเวทมนตร์กัน"
เล่ยเซียวดีดนิ้วเบาๆ และพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ
"นายท่านหมายความว่าพวกเราจะเข้าไปสำรวจในเขตแดนโดยตรงเหรอขอรับ?" หู่จางยกมือขึ้นคำนับอีกครั้งและถามด้วยความสงสัย
"ใช่แล้ว"
เล่ยเซียวหัวเราะเบาๆ และพยักหน้าตอบ "ในเมื่อนกสองตัวนี้ทะเลาะกันอยู่ในเขตแดนมาทั้งคืน ต่อไปก็ถึงตาชาวประมงอย่างพวกเราที่จะออกโรงแล้ว"
เมื่อได้ยินคำพูดของเล่ยเซียว หู่จางและหนานซิงก็สบตากัน
ทั้งคู่ต่างก็มีสีหน้าตื่นเต้น
ตั๊กแตนจับจักจั่น นกขมิ้นรอฉก
หลังจากการต่อสู้มาตลอดทั้งคืน ไม่ว่าจะเป็นกองทัพอมนุษย์ที่ปรากฏตัวขึ้นอย่างกะทันหัน หรือกองกำลังนิรนามในเขตแดนเวทมนตร์ต่างก็น่าจะอยู่ในสภาพที่อ่อนแรง
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือทั้งสองฝ่ายทำสงครามกันอย่างชัดเจน และคงไม่คิดว่าจะมีกองกำลังที่สามปรากฏตัวต่อหน้าพวกเขาในเวลาที่ผู้คนและม้ากำลังเหนื่อยล้า!
นี่เป็นโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับฝ่ายของพวกเขาที่จะเปลี่ยนจากแขกเป็นเจ้าบ้าน หรือแม้แต่กวาดล้างกองกำลังทั้งสองนี้ในคราวเดียว!