- หน้าแรก
- ศึกชิงเจ้าแห่งลอร์ด: พรสวรรค์ของข้าคือนิ้วทองคำ
- ตอนที่ 25 : เจ้าหญิงถูกอุ้มเป็นแบบนี้เหรอ?
ตอนที่ 25 : เจ้าหญิงถูกอุ้มเป็นแบบนี้เหรอ?
ตอนที่ 25 : เจ้าหญิงถูกอุ้มเป็นแบบนี้เหรอ?
ตอนที่ 25 : เจ้าหญิงถูกอุ้มเป็นแบบนี้เหรอ?
“นายท่านรู้ได้ไงว่าพวกนั้นจะเปลี่ยนเส้นทาง?”
พอเริ่มสงบใจลงได้แล้ว หนานซิงก็เอียงคอถามแบบงงๆ
หนานเยว่ก็เดินเข้ามาด้วยเหมือนกัน ดวงตาใสกระจ่างของทั้งสองคู่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้
“มันก็ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไร…” เล่ยเซียวขยับคิ้วขึ้นนิดหน่อย จากนั้นก็เล่าสิ่งที่เขาคิดเมื่อครู่ให้ทั้งสามฟัง
“เป็นเช่นนี้นี่เอง สมแล้วที่เป็นนายท่าน ท่านมองขาดทั้งหมดเลย!”
หลังจากฟังคำอธิบายของเล่ยเซียวแล้ว หู่จางก็พยักหน้าอย่างใช้ความคิดและสีหน้าของเขาก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใส
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง หู่จางก็ขมวดคิ้วและถามด้วยความเคารพว่า “แล้วหลังจากนี้พวกเราจะทำยังไงต่อขอรับ?”
“พวกเราคงจะปล่อยผ่านไปเช่นนี้ไม่ได้”
เล่ยเซียวเหลือบมองไปยังผู้ติดตามคนอื่นๆ ที่ยังคงเฮฮาปาร์ตี้กันอย่างสนุกสนาน จากนั้นก็ลดเสียงลง “จากการวิเคราะห์เมื่อครู่ พวกเราค่อนข้างมั่นใจแล้วว่าเป้าหมายของพวกมันก็คือเขตแดนเวทมนตร์อันนั้น”
“แถมจากเรื่องที่พ่อค้าคุนป้าเล่าถึงเรื่องกองทัพที่หายตัวไป มันก็พอจะเดาได้ว่าเขตแดนเวทมนตร์นั่นจะต้องมีอะไรแปลกๆ แน่นอน”
“ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นกองทัพที่โผล่มาแบบกะทันหันหรือเขตแดนเวทมนตร์ ทั้งสองอย่างนี้ก็มีสิทธิ์เป็นเหมือนมีดที่พร้อมจะจ้วงแทงใส่ดินแดนของพวกเราได้ทุกเมื่อ”
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เล่ยเซียวก็ขมวดคิ้วและลอบถอนหายใจออกมา
นี่เขาเพิ่งจะข้ามมิติมาได้สองวันก็ต้องเจอทั้งเขตแดนเวทมนตร์และกองทัพขนาดใหญ่ซะแล้ว
ดูท่าว่าการจะกบดานในป่าเพื่อพัฒนาตัวเองไปอย่างสบายๆ มันจะคงไม่ง่ายอย่างที่คิดซะแล้วสิ
เล่ยเซียวรู้สึกจนปัญญาและหนาวสันหลังขึ้นมาทันที
แต่ในไม่ช้า แววตาของเล่ยเซียวก็ฉายแววความมุ่งมั่นขึ้นมา
ไม่ว่าจะเป็นภูตผีปีศาจจากไหน เขาก็จะไม่ยอมให้มันมาเหยียบย่ำดินแดนของเขาเด็ดขาด!
เพราะตั้งแต่ที่เขาได้อัญเชิญผู้ติดตามและกลายเป็นลอร์ด ความรับผิดชอบบนบ่าของเขาก็ไม่ใช่แค่เรื่องของเขาคนเดียวอีกต่อไป
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เล่ยเซียวก็เรียกสติกลับมาและพูดกับหู่จาง "หู่จาง กองทัพนั้นจะใช้เวลาอีกนานแค่ไหนถึงจะถึงเขตแดนเวทมนตร์อ่ะ?"
"รายงานนายท่าน ถ้าพวกนั้นยังเดินทางด้วยความเร็วเช่นนี้ คาดว่าอีกประมาณครึ่งชั่วโมงขอรับ" หู่จางตอบกลับมาอย่างรวดเร็ว
"ถ้าอย่างนั้นถ้าเริ่มเดินทางจากดินแดนของเราล่ะ มันจะต้องใช้เวลานานแค่ไหนถึงจะไปถึงเขตแดนเวทมนตร์?" เล่ยเซียวเท้าคางและถาม
"รายงานนายท่าน ถ้าข้าปิดบังพลังงานของตัวเองอย่างมิดชิดที่สุด มันก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 6 นาทีขอรับ" หู่จางตอบกลับมาอย่างไม่ลังเล
"เข้าใจละ"
เล่ยเซียวพยักหน้าและหันไปถามฝาแฝด "แล้วพวกเจ้าสองคนล่ะ หนานซิง หนานเยว่?"
เมื่อได้ยินคำถามของเล่ยเซียว หนานซิงและหนานเยว่ก็ยกมือขึ้นประสานกันที่หน้าอก และกล่าวพร้อมกันว่า "รายงานนายท่าน พวกข้ามีจุดเด่นเรื่องความว่องไวและการซ่อนตัวเป็นพิเศษอยู่แล้วเจ้าค่ะ ยิ่งเป็นพื้นที่ป่าแบบนี้ยิ่งง่ายเลย ดังนั้นถ้าไม่ใช่ระยะทางที่ไกลเกินไป พวกข้าก็พอจะตามหู่จางไปได้ทันเจ้าค่ะ"
"ได้ยินแบบนี้ก็ดี"
เล่ยเซียวพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ยิ้มออกมา "ถ้าอย่างนั้น พวกเราก็ไปรอพวกมันที่เขตแดนเวทมนตร์ก่อนละกัน ไปดูกันว่าพวกนั้นจะทำอะไรแล้วค่อยหาจังหวะลงมือกัน"
"นายท่าน เรื่องการสอดแนมปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพวกข้าเถอะ!" พอได้ยินว่าเล่ยเซียวจะไปด้วยตัวเอง หนานซิงและหนานเยว่ก็รีบทัดทานพร้อมกัน
"ไม่ต้องห่วง ข้ามีแผน" เล่ยเซียวลุกขึ้นยืนจากพื้น จากนั้นก็เริ่มบิดขี้เกียจ
จากการประเมินพลังงาน พวกนั้นน่าจะมีระดับสูงที่สุดแค่ระดับสามเท่านั้น แต่หู่จางของเขาก็เป็นถึงยอดฝีมือระดับห้า
ดังนั้นภายใต้การช่วยเหลือของหู่จาง ถึงเขาจะอยู่ในระดับหนึ่ง มันก็ไม่ต้องกลัวว่าจะมีอันตรายอะไร
แถมยังมีหนานซิงและหนานเยว่ที่เป็นถึงนักฆ่าระดับสาม และเครื่องประดับระดับห้าอย่างพรแห่งกางเขนใต้ที่เป็นไพ่ตายอีก
ดังนั้นแค่พวกเขาไปถึงก่อนและหาทำเลทองเพื่อซุ่มดู มันก็ย่อมไม่มีอันตรายอะไรอย่างแน่นอน
ที่สำคัญที่สุดก็คือไม่ว่าจะเป็นกองทัพนั้นหรือเขตแดนเวทมนตร์ มันก็ล้วนเป็นปัญหาใหญ่ที่ดินแดนของเขาจะต้องเจอ
การที่สามารถสังเกตการณ์ทั้งสองอย่างได้ในทีเดียวแบบนี้ มันก็ถือเป็นโอกาสทองที่เขาไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง
ถ้าเขาแค่นั่งฟังหู่จางรายงาน มันก็ต้องมีอะไรตกหล่นแน่นอน แถมถ้าเขาไม่อยู่ ณ ที่เกิดเหตุ มันก็อาจจะไม่สามารถตอบสนองได้ทันที และอาจจะพลาดโอกาสสำคัญไปก็ได้
เมื่อตัดสินใจได้แล้ว เล่ยเซียวก็รีบเรียกกังซ่งที่ยังไม่รู้เรื่องอะไรเลยและหัวหน้ากลุ่มคนอื่นๆ เข้ามา จากนั้นเขาบอกพวกเขาว่าจะออกไปข้างนอกสักพัก
จากนั้นเล่ยเซียวก็ออกเดินทางไปกับหู่จาง หนานซิง และหนานเยว่ที่เตรียมพร้อมอยู่ที่หน้าดินแดนแล้ว
"ไม่รู้ว่าเขตแดนเวทมนตร์นั่นมันมีอะไรดีนักถึงขนาดทำให้กองทัพใหญ่ต้องยกพลมาตอนกลางคืนแบบนี้?"
ในขณะที่สงสัยอยู่นั้น เล่ยเซียวก็มองไปยังหู่จางร่างสูงใหญ่ที่อยู่ตรงหน้าและรู้ว่าตอนนี้เหลือปัญหาข้อสุดท้ายแล้ว
นั่นก็คือจะให้เขาใช้วิธีไหนเพื่อให้เดินทางไปถึงที่นั่นได้อย่างรวดเร็ว?
5 นาทีต่อมา
ท้องฟ้ายามค่ำคืนอันมืดมิดมีพระจันทร์เสี้ยวสองดวงส่องแสงลงมาบนพื้น
ในป่าทึบที่เงียบสงัด มันมีร่างสามร่างกำลังเคลื่อนที่ไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเสียงใดๆ เล็ดลอดออกมาเลย
ส่วนสาเหตุที่ทำไมถึงมีแค่สามร่างนั้น คำตอบก็ง่ายมาก…
เพราะเล่ยเซียวในฐานะท่านลอร์ดกำลังถูกหู่จางอุ้มในท่าเจ้าหญิงอยู่นั่นเอง!
เมื่อรู้สึกถึงลมที่พัดผ่านใบหน้าอย่างต่อเนื่อง เล่ยเซียวก็มีใบหน้าอันมืดมนและมุมปากกระตุกไม่หยุด
เขาไม่เคยคิดเลยว่าในชีวิตนี้ เขาจะต้องมาอยู่ในท่านี้… ในอ้อมแขนของผู้ชายร่างยักษ์เช่นนี้!
“ไม่น่าเชื่อเลยว่านี่จะเป็นประสบการณ์ที่ประหลาดซะจนฉันเริ่มรู้สึกเสียใจที่ออกมาแล้ว”
เล่ยเซียวทำหน้าจนปัญญาและเริ่มคิดถึงเหตุการณ์เมื่อห้านาทีก่อน
ตอนแรกเล่ยเซียวคิดว่าหู่จางจะสามารถพาเขาเดินทางไปด้วยได้หรือไม่ก็แบกเขาไปเหมือนกับในภาพยนตร์กำลังภายใน
แต่ทั้งสองวิธีที่เขาเสนอไปกลับถูกหู่จางปฏิเสธอย่างสุภาพ
การเดินไปด้วยกันนั้นหู่จางบอกว่ามันเร็วเกินไปและเกรงว่าเขาจะได้รับบาดเจ็บที่เอวได้ ส่วนการแบก หู่จางก็ได้แบกดาบพิฆาตมังกรอยู่แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่ปลอดภัยเท่าไร
สุดท้ายก็เหลือแค่วิธีนี้ที่ทำให้เขาพูดอะไรไม่ออก
"ช่างเถอะ ประสบการณ์การถูกอุ้มแบบเจ้าหญิงในครั้งนี้มันก็ทำให้ฉันอธิบายได้ว่า... กระอักกระอ่วนสุดๆ ไปเลย!"
เวลาผ่านไปในพริบตาในขณะที่เล่ยเซียวกำลังคิดอะไรเรื่อยเปื่อย
ไม่นานนักทั้งสี่คนก็เดินทางมาถึงเขตแดนเวทมนตร์ที่อยู่ห่างจากดินแดนไปหลายกิโลเมตร
เมื่อมาถึงบริเวณใกล้เคียงกับเขตแดนเวทมนตร์ แม้แต่เล่ยเซียวก็ยังสัมผัสได้ถึงพลังงานเวทมนตร์ที่ฟุ้งกระจายอยู่ในอากาศ
เล่ยเซียวสั่งให้หู่จางพาเขาขึ้นไปยังต้นไม้ใหญ่ที่มีทัศนวิสัยที่ดีที่สุด จากนั้นเขาก็ยืนตัวตรงและเริ่มรอคอยการมาถึงของศัตรู