- หน้าแรก
- เกิดใหม่ทั้งทีผมพกทักษะจากอนาคต เพื่อปฏิวัติวงการบันเทิงพันล้าน
- บทที่ 12 - ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง
บทที่ 12 - ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง
บทที่ 12 - ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง
บทที่ 12 - ไม่เป็นไร เดี๋ยวผมจัดการเอง
"Pretty Mama" (คุณแม่ที่รัก) เป็นภาพยนตร์จีน
ไม่ใช่ภาพยนตร์เรต R ที่ถ่ายทำโดยประเทศเพื่อนบ้านเรื่องนั้น
มันเล่าเรื่องราวของคุณแม่ที่รับบทโดยกงลี่ ซึ่งต้องดูแลลูกชายที่พิการทางหูแต่กำเนิดเพียงลำพัง
ภาพยนตร์ใช้มุมกล้องที่เป็นกลางถ่ายทอดความรักของ ซุนลี่อิง คนงานหญิงที่มีต่อ เจิ้งต้า ลูกชายหูหนวก และสภาพความเป็นจริงของโลกที่พวกเขาอาศัยอยู่
ดังนั้นภาพยนตร์เรื่องนี้จึงแฝงไปด้วยอารมณ์ที่เรียบง่ายและจริงใจ แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยความขมขื่น
เรื่องราวที่ค่อยๆ ร้อยเรียงออกมา ทำให้หลายคนต้องหลั่งน้ำตาให้กับความยิ่งใหญ่ของความรักจากแม่
โดยเฉพาะฉากที่แม่อดทนสอนลูกชายหูหนวกให้พูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำให้หลายคนที่นึกถึงฉากนี้ต้องน้ำตาไหลพราก
บทบาทคุณแม่ที่กงลี่แสดงนั้นดูธรรมดา จริงใจ และมีพลังในการขัดเกลาจิตใจ
ในแง่หนึ่ง "Pretty Mama" ทำให้รู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งกว่า "Mama, Love Me Once More" เสียอีก
สิ่งที่น่ากล่าวถึงคือ กงลี่อาศัยภาพยนตร์เรื่องนี้คว้ารางวัลนักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมจากเวทีไก่ทองคำ , ดอกไม้ร้อยดอก และเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติมอนทรีออลมาครองได้ในคราวเดียว
ในความทรงจำของเจียงเผยอัน หนังเรื่องนี้จะเข้าฉายในช่วงฤดูใบไม้ผลิปีหน้า
ผู้กำกับซุนโจวหลังจากถ่ายทำเสร็จ รู้สึกว่ายังมีจุดบกพร่อง จึงเรียกกงลี่กลับมาถ่ายซ่อม
เดิมทีหนังที่น่าจะใช้ทุนสร้างไม่กี่ล้าน กลับมีต้นทุนพุ่งสูงไปถึง 15 ล้านหยวน...
"โปรดิวเซอร์ไท่ หนังจะฉายปีหน้า เรายังมีเวลานะครับ"
ฉีเยว่เฟยตั้งสติใหม่ ขยับตัวขึ้นมาพูดกับไท่ซู่ฮุย
เมื่อได้ยินดังนั้น ไท่ซู่ฮุยก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะ
"เมื่อกี้ประธานฉีไม่ได้บอกเหรอว่าคนพวกนี้คือคนที่พวกคุณติดต่อได้แล้ว?
อย่าฝืนตัวเองเลย ถ้าไม่ไหวเราก็เปลี่ยนบริษัท หรือไม่ผมจะไปหานักร้องที่ฮ่องกงไต้หวันเอง"
ฉีเยว่เฟยได้ยินก็ร้อนรน รีบพูดว่า
"อย่าเพิ่งครับโปรดิวเซอร์ไท่! ให้โอกาสซิงอี้คัลเจอร์ของเราอีกครั้งเถอะครับ
เรารับรองว่าจะต้องหาเพลงที่ทำให้คุณและผู้กำกับซุนพอใจได้อย่างแน่นอน"
ไท่ซู่ฮุยส่ายหน้า พูดว่า
"ผมผิดหวังกับพวกคุณมาก บางทีผมควรจะหาบริษัทเพลงที่เป็นทางการตั้งแต่แรก ไม่ใช่ฟังคำแนะนำของคนอื่น"
ได้ยินแบบนั้น สีหน้าของฉีเยว่เฟยก็สลับสีไปมาระหว่างเขียวกับแดง
คำพูดเหน็บแนมทั้งทางตรงและทางอ้อมของไท่ซู่ฮุยทำให้เขาอึดอัดมาก
"งั้นก็เอาตามนี้ ผมยังมีธุระ ลาก่อนเถ้าแก่ฉี..."
"โปรดิวเซอร์ไท่..."
ไท่ซู่ฮุยกำลังจะลุกขึ้น ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงชายหนุ่มที่ดูไร้ตัวตนข้างๆ เอ่ยเรียกเขาไว้
เจียงเผยอันหยิบกระดาษร่างในมือขึ้นมายิ้ม พลางกล่าวขอโทษว่า
"ขอโทษครับ เมื่อกี้ผมลองพลิกดูบทหนัง แล้วเผลอถูกเนื้อเรื่องดึงดูดเข้าไปโดยไม่รู้ตัว
เป็นบทที่ยอดเยี่ยมมาก และน่าประทับใจมากครับ ดังนั้น..."
"คุณลองดูเพลงที่ผมแต่งให้หนังเรื่องนี้หน่อยไหมครับ?"
เจียงเผยอันชูกระดาษร่างในมือขึ้นมา บนนั้นมีเนื้อเพลงความยาวไม่เท่ากันเขียนอยู่
ฉีเยว่เฟยถึงกับงง
ไม่ใช่สิไอ้น้อง นายเป็นคนร้องลำนำพื้นบ้านนะ มามั่วซั่วอะไรตรงนี้?
ที่นายเขียนบนนั้นมันบทงิ้วปังจวี้หรือหวงเหมยซี?
เรากำลังคุยเรื่องเพลงประกอบภาพยนตร์ ไม่ใช่ "นางพญางูขาว"!
ไท่ซู่ฮุยไม่ได้รับกระดาษไป แต่หันไปมองฉีเยว่เฟยแล้วถามว่า
"นี่ก็นักดนตรีที่คุณติดต่อมาเหมือนกันเหรอ?"
เขาเป็นคนร้องลำนำพื้นบ้านต่างหาก!
ฉีเยว่เฟยเกือบจะสวนกลับไปแบบนี้แล้ว
แต่พอเขาเห็นเนื้อเพลงไม่กี่ประโยคแรกที่เจียงเผยอันเขียน...
ถึงจะอ่านไม่ค่อยเข้าใจ แต่รู้สึกว่ามันมีกลิ่นอายบางอย่าง
"เอ่อ... โปรดิวเซอร์ไท่ ลองดูเนื้อเพลงก่อนดีไหมครับ"
ฉีเยว่เฟยหัวเราะกลบเกลื่อน ไม่ได้พูดปฏิเสธไปเสียทีเดียว
ไท่ซู่ฮุยเก็บสีหน้าสงสัย ก้มลงมองเนื้อเพลง
พอดูแล้วก็ถอนตัวไม่ขึ้น ผ่านไปสิบนาทีไท่ซู่ฮุยยังไม่เงยหน้าขึ้นมาเลย
ฉีเยว่เฟยส่งสายตาให้เจียงเผยอัน
'จะไหวเหรอ?'
'ผมว่าไหวนะ'
ถ้าเหตุการณ์คุยผ่านสายตานี้เกิดขึ้นช้ากว่านี้สักไม่กี่ปี ฉีเยว่เฟยคงจะสวนเจียงเผยอันไปว่า
ไหวบ้านแกสิ ฉันยังใช้ซิม Shenzhouxing อยู่เลย! (มุกเล่นคำโฆษณาเครือข่ายมือถือ)
"เนื้อเพลงนี้ใช้ได้ มีความรู้สึกแบบนั้นอยู่ ร้องได้ไหม?"
ไท่ซู่ฮุยวางกระดาษลง บนใบหน้ามีความรู้สึกบางอย่างราวกับกำลังรำลึกความหลัง เขามองเจียงเผยอันแล้วถาม
"เอ่อ ถ้าจะให้ร้องสด..."
"ไม่ต้องๆ ในรถผมมีกีตาร์ เล่นกีตาร์เป็นไหม?"
ฉีเยว่เฟยได้ยินคำพูดของไท่ซู่ฮุย ก็รู้สึกว่ามีหวังขึ้นมาทันที จึงรีบพูดออกไปโดยไม่ทันคิด
เจียงเผยอันพูดไม่ออก อีกฝ่ายมองผมเป็นนักดนตรีไปแล้ว คุณยังจะถามอีกเหรอว่าเล่นกีตาร์เป็นไหม?
แบบนี้ความก็แตกสิครับ!
ไท่ซู่ฮุยไม่ได้สนใจรายละเอียดตรงนี้ เจียงเผยอันพยักหน้าแล้วตอบว่า
"ใช้เป็นครับ"
ฉีเยว่เฟยรีบวิ่งแจ้นไปหยิบกีตาร์ที่รถ
ชาติที่แล้วเจียงเผยอันเป็นผู้กำกับ คำว่าผู้กำกับหมายความว่าอะไรน่ะหรือ?
ต้องเรียนรู้ทุกอย่าง ต้องทำเป็นทุกอย่าง
ไม่ว่าจะเป็นศิลปกรรม ดนตรี แอ็กชัน หรือความรู้ดาราศาสตร์ ภูมิศาสตร์ วัฒนธรรมท้องถิ่น การผลัดเปลี่ยนราชวงศ์
ไม่ต้องถึงกับเชี่ยวชาญ แต่ต้องทำเป็น ต้องรู้
เหมือนกับนักเรียนมัธยมปลาย ที่รู้แจ้งทั้งดาราศาสตร์และภูมิศาสตร์
สามปีในชั้นมัธยมปลาย อาจจะเป็นสามปีที่รุ่งโรจน์ที่สุดในชีวิตของบางคน
ความรู้ที่ได้เรียนมาคือสามปีที่มากและกว้างขวางที่สุดในชีวิต
สิ่งที่ผู้กำกับต่างจากเด็กมัธยมคือ เขาต้องเรียนรู้ตลอดชีวิต
ดังนั้นด่านดนตรีนี้เจียงเผยอันย่อมเข้าใจ เครื่องดนตรีบางอย่างก็เล่นเป็น
ฉีเยว่เฟยเอากีตาร์มาส่งให้เจียงเผยอัน
เขาปรับสายก่อน พอคุ้นเคยกับสัมผัสของเครื่องดนตรีแล้วก็ค่อยๆ เปล่งเสียงร้อง
"ผมแบกสัมภาระที่หนักกว่าร่างกาย
แหวกว่ายลงสู่ก้นแม่น้ำไนล์
ผ่านสายฟ้าฟาดหลายสาย เห็นวงแหวนแห่งแสงกองหนึ่ง
ไม่แน่ใจว่าใช่ที่นี่หรือเปล่า..."
เมื่อร้องถึงตรงนี้ เจียงเผยอันก็นึกถึงแม่ที่ไปทำงานไกลถึงมณฑลเจ้อเจียง
ผู้หญิงคนที่ติดตามสามีไปตลอด ไม่ว่าชีวิตจะลำบากแค่ไหน ก็เฝ้าติดตามอย่างเงียบๆ
ผู้หญิงคนที่มักจะยิ้มแล้วบอกว่า ขอแค่คนในครอบครัวอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขปลอดภัยก็พอแล้ว
...
"จนกระทั่งผมได้ยินเสียงหนึ่ง ผมมั่นใจว่าเป็นคุณ
แต่คุณจะจำผมได้อย่างไร
ผมนำข่าวจากอีกโลกหนึ่งมา
แต่ผมจะบอกคุณได้อย่างไร
ถูกกำหนดให้พบกันในขณะที่สูญเสียความทรงจำ..."
เมื่อดนตรีดำเนินไป คนในร้านกาแฟก็เริ่มถูกเสียงร้องของเจียงเผยอันดึงดูดความสนใจมากขึ้นเรื่อยๆ
ทุกคนหันไปมองทางทิศเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หนึ่งในนั้นคือเด็กสาวคนหนึ่ง มือหนึ่งถือช้อนคนกาแฟบนโต๊ะ มือหนึ่งเท้าคางมองเด็กหนุ่มที่กำลังดีดกีตาร์ร้องเพลงอยู่ท่ามกลางสายตาผู้คน
ทั้งที่อายุน้อย แต่เสียงของเขากลับมีความทุ้มลึก การเปล่งเสียงดูเป็นผู้ใหญ่ ให้ความรู้สึกที่มีเสน่ห์ดึงดูดอย่างลึกล้ำ
...
"อูว รีบมากอด รีบมากอดผมที
อูว รีบมากอด รีบมากอดผมที
ในที่สุดผมก็หาคุณเจอ..."
เมื่อใกล้จบ ในร้านกาแฟก็มีเสียงปรบมือดังกึกก้อง
หลายคนถึงกับเอามือปาดน้ำตาที่หางตา
"เนื้อเพลงลึกซึ้งจัง ถึงจะฟังไม่เข้าใจ แต่รู้สึกอยากร้องไห้ยังไงไม่รู้"
"จู่ๆ ก็คิดถึงแม่ขึ้นมาเลย"
"เพราะมาก!"
เจียงเผยอันเก็บกีตาร์ พยักหน้าขอบคุณสายตาที่มองมาจากรอบทิศ
พอหันกลับมาถึงพบว่า "ปีศาจผมแดงหลิวถัง" ที่ผมเผ้ายุ่งเหยิง ขอบตาแดงก่ำไปแล้ว
"'สัมภาระ' คือรก, 'ก้นแม่น้ำไนล์' คือ 'น้ำคร่ำ', 'สายฟ้า' คือ 'รอยแตกลาย'
ทุกคำไม่ได้เอ่ยถึงแม่ แต่กลับมีแม่แทรกซึ้งอยู่ทุกที่ เป็นเพลงที่มีความหมายลึกซึ้งจริงๆ
แม้เทคนิคการร้องของคุณจะยังดูอ่อนหัด แต่ความรู้สึกในน้ำเสียงนั้นจริงใจมาก
ไม่ว่าจะเป็นเนื้อร้องหรือท่วงทำนอง ล้วนให้ความรู้สึกแปลกใหม่ ยอดเยี่ยมมาก"
พูดจบ ดูเหมือนจะยังแสดงน้ำหนักไม่พอ เขาจึงย้ำอีกครั้งอย่างตื่นเต้น
"ยอดเยี่ยมเป็นพิเศษ!"
ฉีเยว่เฟย : ทำไมรู้สึกคุ้นๆ ประโยคนี้จัง?
แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง เจ้าของเงินทุนก็พอใจแล้วนี่นา!
ฟังจนร้องไห้ขนาดนี้จะไม่พอใจได้ไง!
ฉีเยว่เฟยรีบพูดว่า
"โปรดิวเซอร์ไท่ เพลงนี้คุณเห็นว่า..."
ไท่ซู่ฮุยโบกมือขัดจังหวะ แต่มองไปที่เจียงเผยอันแล้วพูดว่า
"เพลงนี้ คุณเสนอราคามาได้เลย"
เห็นได้ชัดว่าไท่ซู่ฮุยก็ดูออกว่าเจียงเผยอันกับฉีเยว่เฟยไม่ได้มีความสัมพันธ์แบบคู่ค้ากันจริงๆ
ไท่ซู่ฮุยเป็นนักเรียนระดับหัวกะทิที่จบจากวิทยาลัยดนตรีและเคยเป็นนักร้อง
เขารู้ซึ้งถึงคุณค่าและความยอดเยี่ยมของเพลงนี้ดี
อาจจะเกิดความรู้สึกชื่นชมในความสามารถ หรืออาจจะเพราะอารมณ์พาไปหลังจากฟังเพลงจบ
เขาจึงให้โอกาสเจียงเผยอันเสนอราคา
คุณจะโขกสับผมก็ได้ แต่ไม่เป็นไร ผมยินดีจ่าย
สิ่งที่เขาต้องการสื่อก็น่าจะประมาณนี้
ฟังเสียงพิณก็เข้าใจความหมาย เจียงเผยอันปฏิเสธความหวังดีของเขา ส่ายหน้าแล้วพูดว่า
"ขอบคุณที่ให้ความสนใจครับ แต่ผมได้รับการเชิญจากซิงอี้คัลเจอร์ให้มาที่นี่
เรื่องดนตรีผมได้มอบหมายให้ทางซิงอี้คัลเจอร์จัดการทั้งหมดก่อนจะมาที่นี่แล้ว
โปรดิวเซอร์ไท่คุยกับประธานฉีเถอะครับ..."
(จบแล้ว)