- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในยุคโบราณกับระบบลอตเตอรี่ครองพิภพ
- บทที่ 27 นายอำเภอจางจิ่วจือ
บทที่ 27 นายอำเภอจางจิ่วจือ
บทที่ 27 นายอำเภอจางจิ่วจือ
บทที่ 27 นายอำเภอจางจิ่วจือ
เมื่อหลุดออกมาจากฝูงชนได้ หลี่ฉางอันก็ตรงดิ่งไปที่ประกาศแผ่นนั้นทันที
เขากวาดสายตาอ่านเนื้อหาในประกาศอย่างรวดเร็ว เนื้อความหลักๆ คือการประณามพฤติกรรมชั่วช้าของสองพี่น้องหูเทียนและหูตี้ที่ก่อกรรมทำเข็ญในอำเภอกานโจวและพื้นที่ใกล้เคียง
จากนั้นก็บรรยายถึงสภาพศพของทั้งสองคน เพื่อแจ้งให้สาธารณชนทราบว่าคนชั่วได้รับผลกรรมแล้ว
และเพื่อเป็นการยกย่องการทำความดี นายอำเภอจึงตั้งรางวัลนำจับเป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง เพื่อมอบให้กับวีรบุรุษนิรนามผู้นี้
ด้านล่างมีตราประทับของนายอำเภอประทับไว้อย่างชัดเจน ดูน่าเชื่อถือ
แม้ว่าตอนนี้เขาจะไม่ได้เดือดร้อนเรื่องปากท้อง มีทั้งฟาร์มและทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ เงินหนึ่งร้อยตำลึงจึงไม่ได้สลักสำคัญอะไรกับเขามากนัก
แต่นี่มันลาภลอยชัดๆ ใครล่ะจะไม่อยากได้
ส่วนจะเป็นกับดักหรือไม่นั้น เขาจะลองไปดูลาดเลาก่อน อย่างมากที่สุดก็แค่อดกินเนื้อวัว
หลังจากสอบถามทางไปที่ว่าการอำเภอกานโจวจากชาวบ้านแถวนั้น หลี่ฉางอันก็ไม่รอช้า มุ่งหน้าไปทันที
ตัวเมืองอำเภอกานโจวไม่ได้ใหญ่โตอะไร มีถนนสายหลักสี่สายตัดผ่าน แบ่งพื้นที่ทั้งอำเภอออกเป็นเก้าส่วน โดยมีที่ว่าการอำเภอกานโจวตั้งอยู่ใจกลางเมือง
จากประตูทิศใต้ เดินเท้าไปประมาณก้านธูปเดียวก็ถึง
หลี่ฉางอันสาวเท้าก้าวเดินอย่างรวดเร็ว จนมาถึงหน้าประตูที่ว่าการอำเภอกานโจวในยามเช้าตรู่
สภาพหน้าประตูที่ว่าการอำเภอกานโจวดูทรุดโทรมเล็กน้อย สีแดงที่ทาเสาใหญ่สี่ต้นด้านนอกหลุดล่อนจนเห็นเนื้อไม้สีน้ำตาลเข้มด้านใน
ป้ายชื่อ 'ที่ว่าการอำเภอกานโจว' ที่แขวนอยู่ด้านบน ตัวอักษรสีทองเดิมทีก็หมองคล้ำจนกลายเป็นสีดำไปแล้ว
เจ้าหน้าที่ทางการในชุดเครื่องแบบสีดำสองคนยืนพิงเสาคุยกันอย่างเกียจคร้านอยู่ที่หน้าประตู
หลี่ฉางอันไม่รู้ธรรมเนียมของที่ว่าการอำเภอในสมัยโบราณ จึงก้าวเท้าเดินดุ่มๆ เข้าไปในประตูที่ว่าการทันที
เจ้าหน้าที่สองคนที่ยืนพิงเสาเห็นดังนั้น ก็รีบเข้ามาขวางไว้ พร้อมตวาดเสียงดัง "ที่นี่เป็นสถานที่ราชการสำคัญ บังอาจบุกรุกเข้ามาได้ยังไง! เจ้ามาทำอะไร?"
หลี่ฉางอันถูกขวางไว้ก็ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วกล่าวว่า
"ข้าได้ยินว่าท่านนายอำเภอมีประกาศให้รางวัลแก่วีรบุรุษผู้ผดุงความยุติธรรม ข้ามีเบาะแสจะมารายงานท่านนายอำเภอ"
"รบกวนพี่ชายทั้งสองช่วยไปเรียนท่านนายอำเภอให้ด้วย จะเป็นพระคุณอย่างสูง"
หลี่ฉางอันพูดจาอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้ป่าวประกาศว่าตนเองเป็นคนลงมือสังหารโจรชั่ว ประการแรก เขากลัวว่าเจ้าหน้าที่สองคนนี้จะไม่เชื่อน้ำหน้าอย่างเขา
ดูสารรูปเขาตอนนี้สิ ทั้งดูเป็นบัณฑิตและอ่อนแอขนาดนี้ ขืนบอกว่าฆ่านักฆ่าสองคนที่ทำเอาพวกมือปราบในอำเภอกลัวจนหัวหด ใครจะไปเชื่อ
ประการที่สอง หากนายอำเภอวางกับดักไว้จริงๆ เขาก็ยังมีทางหนีทีไล่
ดังนั้น ขอพบท่านนายอำเภอก่อนแล้วค่อยอธิบายรายละเอียดทีหลังน่าจะดีกว่า
เจ้าหน้าที่สองคนมองหน้ากันอย่างชั่งใจ แม้จะยังไม่ปักใจเชื่อคำพูดของหลี่ฉางอัน แต่ในเมื่อมีเบาะแส ก็ควรไปรายงานนายอำเภอสักหน่อย
เพราะท่านนายอำเภอให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ไม่อย่างนั้นคงไม่ติดประกาศไปทั่วเมืองหรอก
"ได้เจ้ารอตรงนี้ เดี๋ยวข้าจะเข้าไปรายงานท่านนายอำเภอให้"
เจ้าหน้าที่รูปร่างสูงผอมคนหนึ่งรับคำ แล้วรีบเดินเข้าไปด้านในที่ว่าการอำเภอ
...
สวนหลังที่ว่าการอำเภอกานโจว
ภายในเรือนฉินจื้อ
ชายวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีน้ำเงินคอทลม สวมหมวกขุนนางผ้าแพรสีดำ นั่งอยู่ที่ตำแหน่งประธาน
ชายผู้นี้แซ่จาง นามว่าจิ่วจือ เป็นนายอำเภอแห่งกานโจว อายุราวสี่สิบปี ใบหน้าตอบเล็กน้อย
ข้างกายเขามีชายชราสวมชุดคลุมยาวสีเทาคอกลม นั่งอยู่ ดูท่าทางอายุอานามน่าจะเกินหกสิบปีแล้ว ผมเผ้าขาวโพลน ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่น
"ท่านอาวุโสโจว ท่านเป็นนายอำเภอที่กานโจวมากว่ายี่สิบปี ท่านเคยประสบภัยพิบัติรุนแรงเช่นนี้บ้างหรือไม่?"
"ตอนนี้ชาวนารอบๆ อำเภอกานโจวเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่ได้เลย แต่ละวันมีผู้ประสบภัยหนาวตายอดตายเกลื่อนถนน เงินช่วยเหลือจากราชสำนักก็ยังไร้วี่แวว ข้าที่เป็นขุนนางดูแลที่นี่จะทำอย่างไรดี เฮ้อ!"
นายอำเภอจางถอนหายใจด้วยความกลัดกลุ้ม เขาเป็นนายอำเภอที่กานโจวมาเกือบสิบปี ไม่เคยเจอภัยพิบัติรุนแรงขนาดนี้มาก่อน
เสบียงในคลังหลวงของอำเภอก็ร่อยหรอเต็มที หนังสือขอความช่วยเหลือที่ส่งไปราชสำนักก็ไม่รู้ว่าไปถึงหกกรมหรือยัง
เห็นราษฎรต้องอดตายหนาวตายทุกวัน ในฐานะขุนนางท้องถิ่น เขาปวดใจเหลือเกิน
ผู้อาวุโสโจวลูบเคราสั้นสีดอกเลา ครุ่นคิดอย่างหนัก พลางถอนหายใจเช่นกัน
"ใต้เท้า ภัยพิบัติครั้งนี้กระทบไปทั่วทั้งมณฑลยงเหลียง แถมทางเหนือยังมีพวกชนเผ่าทุ่งหญ้าจ้องจะรุกราน เกรงว่าราชสำนักคงอยากช่วยแต่ก็จนปัญญา"
"ทางออกที่ดีที่สุดในตอนนี้ แทนที่จะรอเงินช่วยเหลือจากราชสำนัก สู้เราหาวิธีเอาตัวรอดกันเองดีกว่า นี่น่าจะเป็นหนทางที่ดีที่สุด ใต้เท้าคิดเห็นอย่างไร?"
"ข้าเข้าใจความหมายของท่านอาวุโสโจว แต่กานโจวของเราตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ทุรกันดาร ซ้ำยังประสบภัยพิบัติและโจรผู้ร้ายชุกชุม พ่อค้าจากต่างถิ่นที่ไหนจะกล้าเสี่ยงมาที่นี่? ข้ามีเงินแต่ก็หาคนไปซื้อเสบียงไม่ได้"
"ส่วนพ่อค้าข้าวในพื้นที่ ท่านก็รู้ดี พวกพ่อค้าหน้าเลือดพวกนั้นกักตุนสินค้า พอข้าวขาดแคลน ก็ฉวยโอกาสขึ้นราคาหากินบนความทุกข์ยากของชาวบ้าน ราคาข้าวสารหนึ่งโต่วพุ่งไปถึงหนึ่งตำลึงเงิน แพงกว่าปีก่อนๆ ถึงยี่สิบเท่า"
"ยี่สิบเท่า! ชาวบ้านกานโจวจะเอาปัญญาที่ไหนมาซื้อ?"
นายอำเภอจางจนปัญญาจริงๆ ตอนนี้เขาได้แต่ฝากความหวังไว้กับเสบียงช่วยเหลือจากราชสำนัก หวังว่าจะมาถึงกานโจวเร็วๆ เพื่อพยุงราคาข้าวให้คงที่
ผู้อาวุโสโจวเข้าใจหัวอกนายอำเภอดี กานโจวตั้งอยู่ชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือของราชวงศ์ต้าโจว พื้นที่เพาะปลูกน้อยเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว แถมพ่อค้าในพื้นที่ก็เขี้ยวลากดิน
เสบียงอาหารต้องขนส่งมาจากต่างเมืองเท่านั้น
แต่ทว่าภัยแล้งติดต่อกันหลายปี ทำให้ชาวบ้านกานโจวเพาะปลูกไม่ได้ผล บางคนที่ทนหิวไม่ไหวก็หนีเข้าป่าไปเป็นโจร
คอยดักปล้นพ่อค้าที่สัญจรผ่านไปมา
นายอำเภอเคยส่งคนไปปราบปราม แต่โจรพวกนี้มีจำนวนมาก แถมบางคนยังมีวรยุทธ์สูงส่ง
ทหารและมือปราบของอำเภอสู้ไม่ได้เลย
ไม่อย่างนั้นสองพี่น้องหูเทียนและหูตี้คงไม่ลอยนวลอยู่ได้นานขนาดนี้
ครั้งนี้พอได้ข่าวว่ามีคนมาผดุงความยุติธรรมกำจัดภัยให้ชาวบ้าน นายอำเภอจึงดีใจมาก ถึงขนาดยอมควักเงินรางวัลก้อนโตให้
ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่นั้น
จู่ๆ ก็มีเสียงเคาะประตูห้อง
"เรียนใต้เท้า มีคนมารออยู่ที่หน้าประตูที่ว่าการ บอกว่ารู้ตัวคนฆ่าสองพี่น้องหูเทียนและหูตี้ขอรับ"
พอนายอำเภอได้ยินดังนั้น ก็รีบลุกขึ้นเดินไปเปิดประตู แล้วสั่งเจ้าหน้าที่ทันที
"รีบเชิญเขาเข้ามา เร็วเข้า"
"ขอรับใต้เท้า"
...หลี่ฉางอันยืนรออยู่ที่หน้าประตูที่ว่าการอำเภอกานโจว กวาดสายตามองสำรวจสภาพหน้าประตูที่ว่าการอย่างเบื่อหน่าย
ไม่นานนัก เจ้าหน้าที่คนเดิมก็เดินกลับออกมา
"ท่านนายอำเภอเชิญท่านเข้าไป ตามข้ามา"
พูดจบ เขาก็เดินนำหลี่ฉางอันเข้าไปข้างใน
หลี่ฉางอันเดินตามเจ้าหน้าที่เข้าไป หลังจากผ่านประตูใหญ่ เขาเห็นผังโครงสร้างภายในที่ว่าการอำเภอกานโจวได้อย่างชัดเจน
ด้านขวามือเป็นพื้นที่ทำงานของเจ้าหน้าที่ฝ่ายต่างๆ ทั้งมือปราบ เสมียน และอื่นๆ ส่วนด้านซ้ายมือเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับเก็บภาษี ทั้งภาษีเหมืองแร่ ภาษีใบชา ฯลฯ
ตรงหน้าคือโถงว่าการอำเภอกานโจว ซึ่งตอนนี้ว่างเปล่า ปกติถ้าไม่มีคดีความก็จะไม่มีการขึ้นศาลที่นี่
เจ้าหน้าที่พาเขาเดินผ่านประตูข้างด้านขวา เข้าสู่โถงชั้นในของที่ว่าการ ซึ่งเป็นสถานที่ที่นายอำเภอใช้ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทของชาวบ้านและหารือราชการ
เดินผ่านระเบียงทางเดิน ทั้งสองก็มาหยุดอยู่ที่หน้าเรือนฉินจื้อ
หลี่ฉางอันเหลือบมองบทกลอนคู่ที่เขียนไว้บนเสาสองต้นหน้าเรือน
วรรคบนเขียนว่า: "กินข้าวของราษฎร สวมเสื้อของราษฎร อย่ากล่าวว่าราษฎรถูกรังแกได้ง่าย เพราะตนเองก็คือราษฎรเช่นกัน"
วรรคล่างเขียนว่า: "ได้ตำแหน่งไม่ใช่เกียรติยศ เสียตำแหน่งไม่ใช่ความอัปยศ อย่ากล่าวว่าตำแหน่งไร้ประโยชน์ เพราะแผ่นดินหนึ่งแถบอาศัยขุนนางเพียงผู้เดียว"
บทกลอนคู่นี้ทำให้ดวงตาของหลี่ฉางอันเป็นประกาย ดูจากคำกลอนแล้ว นายอำเภอท่านนี้น่าจะเป็นคนดีใช้ได้ แต่ก็ยังไม่รู้นิสัยใจคอที่แท้จริง
"เรียนใต้เท้า พาคนมาถึงแล้วขอรับ"
เจ้าหน้าที่ร้องบอกไปทางเรือนฉินจื้อ
ครู่ต่อมา มีเสียงเปิดประตูดังแอ๊ด
ประตูถูกเปิดออก
คนสองคนเดินออกมาจากห้อง คนหนึ่งเป็นชายวัยกลางคนสวมชุดขุนนางสีน้ำเงิน อีกคนเป็นชายชราผมขาวโพลนในชุดคลุมยาวสีเทา
หลังจากประเมินทั้งสองคนคร่าวๆ สายตาของหลี่ฉางอันก็ไปหยุดอยู่ที่ใบหน้าของชายชุดขุนนางสีน้ำเงิน เขาประสานมือคารวะเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า
"ผู้น้อยหลี่ฉางอัน คารวะท่านนายอำเภอ"