- หน้าแรก
- ระบบร้านค้าข้ามมิติ: ล่าซอมบี้แลกสกิลเทพ
- บทที่ 30 - นักพรตสี่ตาผู้ซ่อนเร้น
บทที่ 30 - นักพรตสี่ตาผู้ซ่อนเร้น
บทที่ 30 - นักพรตสี่ตาผู้ซ่อนเร้น
บทที่ 30 - นักพรตสี่ตาผู้ซ่อนเร้น
ไก่ขันเจื้อยแจ้ว ดวงตะวันโผล่พ้นขอบฟ้า วันใหม่เริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
จ้าวเสวียนหลางตื่นแต่เช้าตรู่ จัดการธุระส่วนตัวเสร็จก็ตรงไปจุดธูปให้ต่งเสี่ยวอวี้ตามสัญญา แม้เมื่อคืนจะมีเรื่องระหองระแหงกัน แต่ลูกผู้ชายพูดแล้วไม่คืนคำ
เมื่อเดินมาถึงห้องโถงกลาง ก็พบอาเวยและเริ่นฉี่เฉินนั่งรออยู่ก่อนแล้ว
"อาเวย ของที่ข้าสั่งให้ทำ เสร็จเรียบร้อยหรือยัง" จ้าวเสวียนหลางเปิดประเด็นทันที
"น้องจ้าววางใจได้ ข้าสั่งช่างตีเหล็กเร่งมือทั้งวันทั้งคืน เสร็จกองอยู่ในโกดังแล้ว เจ้าจะให้ขนไปไว้ที่ไหน บอกมาได้เลย" อาเวยตอบพร้อมรอยยิ้มประจบ
"ไม่ต้องขนมาที่นี่ เดี๋ยวเจ้าสั่งลูกน้องให้ขนไปส่งที่บ้านท่านลุงเริ่นได้เลย"
จ้าวเสวียนหลางสั่งการด้วยน้ำเสียงเด็ดขาด "แล้วเจ้าไปคัดเลือกคนมาห้าสิบคน เอาพวกที่หน่วยก้านดีที่สุด ใจกล้าที่สุด และเชื่อฟังคำสั่งที่สุด บอกพวกมันว่ากลางวันให้ไปนอนเอาแรง คืนนี้ข้ามีงานใหญ่ให้ทำ"
"ได้เลย เดี๋ยวพี่ชายคนนี้จัดการให้" อาเวยรับคำแข็งขัน นี่เป็นครั้งแรกที่จ้าวเสวียนหลางเรียกใช้กองกำลังอย่างเป็นทางการ
"บอกพวกมันด้วยว่า ถ้างานคืนนี้สำเร็จ ข้ามีรางวัลให้อย่างงาม แต่ถ้าใครทำเสียเรื่อง ข้าจะไล่ออกทันทีและอย่าหวังจะได้กลับมาเหยียบที่นี่อีก"
สั่งอาเวยเสร็จ ก็หันไปทางพ่อบ้านคนเก่ง "เริ่นฉี่เฉิน เรื่องข้าวของที่ให้ไปรวบรวม ได้มาครบไหม"
"เรียนนายน้อย ข้ารวบรวมข้าวเหนียวจากตำบลใกล้เคียงมาได้ห้าพันชั่ง เก็บไว้ในยุ้งฉางแล้วขอรับ ไก่ตัวผู้สามร้อยแปดสิบตัว สุนัขดำเจ็ดสิบหกตัว เลี้ยงไว้ที่เขาทิศตะวันตกขอรับ" เริ่นฉี่เฉินรายงานอย่างละเอียด
"ดีมาก... เดี๋ยวเจ้าแบ่งข้าวเหนียวสองพันชั่งให้คนของอาเวยขนไปที่บ้านตระกูลเริ่น ส่วนเลือดไก่เตรียมไว้สองชั่ง เลือดสุนัขดำเอาสักห้าสิบชั่ง"
จ้าวเสวียนหลางนิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนกำชับเพิ่ม "อ้อ! อย่าฆ่าสุนัขดำทิ้งนะ ให้ใช้วิธีเจาะเอาเลือดตัวละนิดละหน่อย แล้วเลี้ยงดูพวกมันให้ดี ขยายพันธุ์ให้ได้มากที่สุด ยิ่งมีเยอะยิ่งดี"
"รับทราบขอรับ นายน้อยวางใจได้"
"เอาล่ะ แยกย้ายกันไปทำงาน ถ้าคืนนี้ทุกอย่างราบรื่น ข้าจะจัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่ที่ภัตตาคารสกุลจ้าว แจกรางวัลไม่อั้น!"
"ขอบคุณครับนายน้อย/ขอบคุณน้องจ้าว!"
ทั้งสองรับคำสั่งแล้วรีบออกไปดำเนินการ แต่อาเวยยังมีความสงสัยค้างคาใจ จึงวิ่งตามมาถาม
"น้องจ้าว... ว่าแต่งานคืนนี้มันคืออะไรกันแน่ ทำไมต้องขนของไปบ้านน้าเริ่นด้วยล่ะ" เริ่นฉี่เฉินเองก็ชะลอฝีเท้าเพื่อรอฟังคำตอบ
จ้าวเสวียนหลางเดินนำหน้าไม่หยุด พลางตอบกลับ "ทำตามที่สั่งไปก่อน เดี๋ยวไปเจอกันที่บ้านท่านลุงเริ่น แล้วเจ้าจะรู้เองว่าต้องทำอะไร"
เขาตั้งใจจะไปถกแผนรับมือกับเริ่นฟาที่คฤหาสน์
จ้าวเสวียนหลางขี่เจ้าเสี่ยวเฮยลัดเลาะไปตามตรอกซอยเงียบสงบ จนมาหยุดที่หน้าเรือนหลังเล็กที่ดูมิดชิด เขาเคาะประตูเป็นจังหวะ
"อาจารย์อาสี่... ข้าจ้าวเสวียนหลางเองขอรับ เปิดประตูให้หน่อย"
ไม่นานนัก ประตูก็เปิดออก เผยให้เห็นใบหน้าเปี่ยมสุขของชายวัยกลางคนสวมแว่นตากลมโต
"อ้าว ว่าไงหลานชาย ที่มาหาข้านี่ แสดงว่าเจ้าผีดิบนั่นกำลังจะอาละวาดแล้วรึ?" นักพรตสี่ตาเอ่ยทักทายอย่างกระตือรือร้น
จ้าวเสวียนหลางพยักหน้า แล้วเล่าสถานการณ์ของเริ่นเวยหย่งให้ฟังโดยละเอียด
"เมื่อวานขุดขึ้นมาแล้วขอรับ ศพไม่เน่าเปื่อยแถมยังเริ่มกลายสภาพ... คาดว่าคืนนี้คงจะฟื้นคืนชีพแน่นอน"
"ถ้าเป็นอย่างที่เจ้าว่า และมีเส้นไหมหมึกของศิษย์พี่สะกดไว้ มันก็คงออกมาไม่ได้ง่ายๆ หรอก" นักพรตสี่ตาให้ความเห็น แต่ก็ไม่ประมาท "เว้นแต่... จะเป็นอย่างที่เจ้าคาดการณ์ไว้ว่ามีคนบงการอยู่เบื้องหลัง"
"ใช่ครับอาจารย์อา ศัตรูที่มองเห็นไม่น่ากลัวเท่าศัตรูในเงามืด อาจารย์ของข้าเก่งกาจก็จริง แต่ถ้าโดนลอบกัดทีเผลอก็อาจพลาดพลั้งได้"
จ้าวเสวียนหลางสบตานักพรตสี่ตา แล้วเริ่มระบายความในใจ
"เมื่อวานข้าลองหยั่งเชิงอาจารย์ดู ท่านยังยืนกรานจะนำศพไปฝังตามประเพณี ไม่เห็นด้วยที่ข้าจะจับมันมาทำเป็นศพพิทักษ์"
นักพรตสี่ตาแค่นหัวเราะ "เฮอะ! อาจารย์เจ้าก็เป็นแบบนี้แหละ หัวโบราณคร่ำครึ! ยึดติดแต่ว่าเป็นศิษย์สำนักมาตรฐาน ต้องทำตัวขาวสะอาด ทั้งที่ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว"
"ตัวเองจนกรอบจนต้องกินแกลบ แต่ก็ยังหยิ่งในศักดิ์ศรี ไม่ยอมใช้วิชาหากิน นี่ถ้าไม่ได้เจ้าเอาโสมคนมาประเคนให้ ป่านนี้คงยังย่ำต๊อกอยู่ที่เดิม ไม่ได้เลื่อนขั้นหรอก"
"ไอ้เฒ่าเริ่นนั่นตอนเป็นคนก็ไม่ใช่คนดีอะไร ไปโกงที่ดินเขามาจนโดนของ มันคือผลกรรมชัดๆ สมควรแล้วที่ไม่ได้ไปผุดไปเกิด"
"ข้าเห็นด้วยกับเจ้านะ อาหลาง ไหนๆ มันก็ถูกเลี้ยงจนเป็นผีดิบชั้นยอดแล้ว เราก็ 'ชิงตัดหน้า' จับมันมาทำเป็นศพพิทักษ์เสียเลย ให้มันได้ใช้วาระสุดท้ายปราบปีศาจช่วยเหลือชาวบ้าน ถือเป็นการสร้างกุศลล้างซวยให้ตระกูลเริ่นด้วยซ้ำ!"
นักพรตสี่ตาระบายความอัดอั้นตันใจที่เก็บกดมานานที่มีต่อศิษย์พี่ผู้เคร่งครัด
"อาจารย์อาพูดถูกใจข้าที่สุด! งานไม่มีสูงต่ำ ทำแล้วได้เงินได้กุศล จะวิชาสายไหนก็คือวิชาช่วยคนทั้งนั้น" จ้าวเสวียนหลางรีบสนับสนุน
"ใช่ไหมล่ะ! เขาจ้างเรา เราก็ทำ วิน-วินทั้งสองฝ่าย แถมวิชาไล่ศพถ้าใช้ในทางที่ถูก ก็เป็นกุศลแรง"
หากอาจารย์จิ่วยอมลดทิฐิลงบ้าง รู้จักปรับตัวตามโลก ป่านนี้คงมีทองเก็บเต็มหีบ ไม่ต้องมานั่งทะเลาะกับลูกศิษย์เรื่องเงินไม่กี่แดง
...
ย้อนกลับไปในคืนที่ชิวเซิงและเหวินไฉแกล้งเอาศพลูกค้าของนักพรตสี่ตามาเล่นพิเรนทร์ จนเขาโกรธจัดและพาขบวนศพจากไปกลางดึก
จ้าวเสวียนหลางเป็นคนรีบตามไปเกลี้ยกล่อม และขอร้องให้เขาพักอยู่ที่เรือนลับแห่งนี้เพื่อเป็นกำลังเสริม
เขาอ้างข้อมูลวงในจากอาเวย และวิเคราะห์ให้ฟังถึงภัยคุกคามจากซินแสลึกลับที่จ้องเล่นงานตระกูลเริ่นและอาจารย์จิ่ว
นักพรตสี่ตาแม้จะขัดแย้งกับศิษย์พี่บ้างตามประสาลิ้นกับฟัน แต่เมื่อรู้ว่าพี่ชายร่วมสำนักอาจมีภัยถึงชีวิต มีหรือจะนิ่งดูดาย ยิ่งศัตรูซุ่มซ่อนมานานยี่สิบปี ย่อมไม่ธรรมดา การมีไพ่ตายซ่อนไว้ย่อมดีกว่า
และคืนนี้... คือเวลาที่ไพ่ตายใบนี้จะได้แสดงอานุภาพ!
[จบแล้ว]