- หน้าแรก
- ระบบร้านค้าข้ามมิติ: ล่าซอมบี้แลกสกิลเทพ
- บทที่ 14 - ความยิ่งใหญ่ของสำนักเหมาซาน
บทที่ 14 - ความยิ่งใหญ่ของสำนักเหมาซาน
บทที่ 14 - ความยิ่งใหญ่ของสำนักเหมาซาน
บทที่ 14 - ความยิ่งใหญ่ของสำนักเหมาซาน
ภายใต้การเป็นสักขีพยานของเริ่นฟาและบรรดาผู้หลักผู้ใหญ่ในตำบลเริ่นเจีย จ้าวเสวียนหลางได้ยกน้ำชาคารวะและโขกศีรษะคำนับอาจารย์จิ่วตามประเพณี นับว่าเขาได้ก้าวเข้าสู่ประตูสำนักเหมาซานอย่างเป็นทางการ
งานเลี้ยงเลิกรา จ้าวเสวียนหลางส่งแขกทุกคนกลับด้วยตนเองอย่างนอบน้อม ส่วนงานเก็บกวาดมอบหมายให้อาเวยและคนงานจากบ้านพักคนชราจัดการ
ข่าวเรื่องพิธีรับศิษย์ที่หรูหราอลังการที่สุดในประวัติศาสตร์แพร่สะพัดไปทั่วตำบลเริ่นเจียและตำบลใกล้เคียงภายในเวลาไม่ถึงครึ่งวัน กลายเป็นหัวข้อสนทนาสุดฮอตในวงเหล้าและร้านน้ำชา
อาจารย์จิ่วนั่งจิบชาในห้องรับแขก มองดูศิษย์คนใหม่ต้อนรับขับสู้แขกเหรื่อด้วยกิริยามารยาทอันงดงาม รู้จักกาลเทศะ วางตัวเหมาะสม เขาพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ ลึกๆ แล้วเขาดีใจมากที่ได้รับศิษย์คุณภาพดีขนาดนี้ ซึ่งต่างจากเจ้าลิงทะโมนสองตัวที่บ้านลิบลับ
หลังจากงานเลิก จ้าวเสวียนหลางติดตามอาจารย์จิ่ว ชิวเซิง และเหวินไฉ กลับไปยังเรือนพักศพ "อี้จวง" ขบวนรถขนของกำนัลของหน่วยรักษาความปลอดภัยตามไปส่งของถึงที่ เมื่อขนของลงเสร็จก็ตะเบ๊ะทำความเคารพจ้าวเสวียนหลางแล้วจากไป เห็นได้ชัดว่าตอนนี้กองกำลังติดอาวุธกลายเป็นกองทัพส่วนตัวของจ้าวเสวียนหลางไปแล้ว
เมื่อจัดเก็บข้าวของเรียบร้อย อาจารย์จิ่วพาจ้าวเสวียนหลางเข้าไปยังหอบรรพชน เพื่อทำพิธีรับเข้าสำนักต่อหน้าป้ายวิญญาณบูรพาจารย์
อาจารย์จิ่วเริ่มกล่าวถึงกฎระเบียบของสำนัก
"กฎเหล็กแห่งเหมาซาน ข้อหนึ่ง ธรรมะและอธรรมไม่อาจอยู่ร่วมโลก จักต้องต่อสู้ไปชั่วชีวิต ข้อสอง ห้ามใช้วิชาอาคมทำเรื่องชั่วร้ายเด็ดขาด ข้อสาม ต้องเคารพอาจารย์และยึดมั่นในวิถีเต๋า ข้อสี่..."
จ้าวเสวียนหลางตั้งใจฟังทุกคำ เมื่ออาจารย์กล่าวจบ เขากิคุกเข่าโขกศีรษะสามครั้งต่อหน้าป้ายบรรพชน แล้วชูสามนิ้วขึ้นกล่าวคำสัตย์ปฏิญาณ
"ข้า จ้าวเสวียนหลาง ในวันนี้ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ของอาจารย์อี้เหมยเต้าเหริน หลินจิ่ว ข้าขอสาบานว่าจะปฏิบัติตามกฎแห่งเหมาซานอย่างเคร่งครัด..."
"อาหลางเอ๋ย..." อาจารย์จิ่วเปลี่ยนสรรพนามเรียกขานอย่างเอ็นดู "การบำเพ็ญเพียรแบ่งเป็นสองสาย คือวิถียุทธ์และวิถีเต๋า"
"วิถียุทธ์คือการขัดเกลาร่างกาย หลอมรวมสารให้เป็นพลังปราณ โคจรเลือดลม เสริมสร้างกระดูกและกล้ามเนื้อให้แข็งแกร่ง ส่วนวิถีเต๋าคือการดูดซับพลังปราณฟ้าดิน ฝึกฝนพลังเวทและคาถาอาคม มุ่งสู่ความเป็นเซียน"
"แต่ไม่ว่าจะฝึกสายใด พื้นฐานรากฐานของร่างกายคือสิ่งสำคัญที่สุด หากไร้ซึ่งรากฐาน ต่อให้เพียรพยายามสิบปีร้อยปีก็ไร้ผล"
"เจ้าไร้ซึ่งรากฐาน ข้าถ่ายทอดวิชาให้ไปก็เปล่าประโยชน์ นี่เป็นสิ่งที่สวรรค์กำหนดมา ยากจะเปลี่ยนแปลงด้วยแรงมนุษย์"
"เว้นเสียแต่ว่าจะมียาวิเศษจากสวรรค์ แต่ในยุคที่พลังปราณฟ้าดินเหือดแห้งเช่นนี้ ของวิเศษหายากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทร รอให้..."
"ท่านอาจารย์ ของวิเศษเพียงแค่หายาก ไม่ใช่ว่าไม่มี และมันก็ไม่ได้หายากขนาดนั้นขอรับ" จ้าวเสวียนหลางพูดสวนขึ้นมา ก้าวเท้าเข้าไปหาอาจารย์จิ่วแล้วยื่นมือทั้งสองข้างออกมาด้วยความมั่นใจ "เจ็ดวันก่อนข้าอาจจะไม่มีรากฐาน แต่ไม่ได้หมายความว่าวันนี้จะไม่มี ท่านอาจารย์ลองจับชีพจรข้าดูอีกครั้งเถิด"
อาจารย์จิ่วเลิกคิ้วด้วยความแปลกใจ แต่ก็ยื่นมือไปจับชีพจรและคลำกระดูกของจ้าวเสวียนหลาง ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็เบิกกว้าง อุทานเสียงหลง
"เป็นไปได้ยังไง! มีรากฐานจริงๆ ด้วย... แถมยังเป็นรากฐานวิถียุทธ์ระดับล่าง และรากฐานวิถีเต๋าระดับสูง! เหลือเชื่อ... เหลือเชื่อเกินไปแล้ว!"
อาจารย์จิ่วถามเสียงสั่น "อาหลาง เจ้าไปกินอะไรมา? หรือว่าไปทำอะไรมา?"
จ้าวเสวียนหลางเตรียมคำตอบไว้แล้ว "เรียนท่านอาจารย์ ข้าเคยได้ยินว่าการบำเพ็ญเพียรต้องอาศัย ปัจจัยสี่ประการ คือ ทรัพย์ คู่ครอง วิชา และสถานที่... ตระกูลข้าพอจะมีทรัพย์สินและเส้นสายอยู่บ้าง หลังจากครั้งก่อนที่ท่านบอกว่าข้าไร้วาสนา ข้าจึงทุ่มเงินมหาศาลเสาะหาและซื้อของวิเศษมากิน จนกระทั่งร่างกายเปลี่ยนแปลงไปเช่นนี้"
อาจารย์จิ่วพิจารณาจ้าวเสวียนหลางอย่างละเอียด เห็นแววตาที่ใสซื่อและเปิดเผย ไม่มีวี่แววของการโกหก เขาก็เชื่อไปกว่าครึ่ง
แต่การเปลี่ยนแปลงภายในเจ็ดวันมันน่าอัศจรรย์เกินไป เขาจึงต้องตรวจสอบให้แน่ใจว่าศิษย์คนนี้ไม่ได้ไปข้องแวะกับวิชามารหรือของอัปมงคล อาจารย์จิ่วใช้นิ้วป้ายตาเปิดเนตรทิพย์ส่องดูร่างของจ้าวเสวียนหลาง เมื่อไม่พบไอชั่วร้ายใดๆ เขาก็วางใจ
ในใจลึกๆ อาจารย์จิ่วอิจฉาลูกศิษย์คนนี้ตาร้อนผ่าว คนรวยนี่มันดีจริงๆ สามารถใช้เงินซื้อลิขิตสวรรค์ เปลี่ยนจากคนธรรมดาเป็นอัจฉริยะได้ในพริบตา ครั้งสุดท้ายที่เขาได้ยินเรื่องแบบนี้ คือเมื่อ 30 ปีก่อน ตอนที่ศิษย์พี่ใหญ่ "สือเจียน" บังเอิญไปกินผลไม้วิเศษจนร่างกายเปลี่ยนสภาพเป็นกายสายฟ้า ฝึกวิชาสายฟ้าได้รวดเร็วปานเทพเจ้า
"เงินตราสามารถดลบันดาลให้ผีโม่แป้งได้ฉันใด ก็สามารถฝืนลิขิตฟ้าได้ฉันนั้น" อาจารย์จิ่วรำพึง
ในเมื่อจ้าวเสวียนหลางมีพรสวรรค์วิถีเต๋าระดับสูงเทียบเท่ากับเขา ย่อมต้องได้รับการฟูมฟักให้เป็นผู้สืบทอดไม้ตาย
จากนั้น อาจารย์จิ่วก็เริ่มเล่าประวัติความเป็นมาของสำนักเหมาซานให้จ้าวเสวียนหลางฟังอย่างละเอียด ทำให้เขาเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น
สำนักเหมาซานมีต้นกำเนิดที่ภูเขาเหมาซาน มณฑลเจียงซู ได้รับการยกย่องจากวงการนักพรตว่าเป็น "แดนสุขาวดีแห่งแรก ถ้ำสวรรค์แห่งที่แปด"
เริ่มจากสามพี่น้องตระกูลเหมาในสมัยราชวงศ์ฮั่น บำเพ็ญเพียรจนบรรลุเป็นเซียน ต่อมาในสมัยราชวงศ์จิ้นและราชวงศ์ใต้ บูรพาจารย์เว่ยฮูหยินและเถาหงจิงได้วางรากฐานจนสำนักเป็นปึกแผ่น
จนถึงสมัยราชวงศ์ซ่ง เหมาซานเจริญรุ่งเรืองถึงขีดสุด เป็นหนึ่งในสามภูเขาศักดิ์สิทธิ์ที่ถือครอง "ยันต์อาญาสิทธิ์" ร่วมกับสำนักมังกรพยัคฆ์ (หลงหูซาน) และสำนักเกอเจ้า
จวบจนปัจจุบัน เหมาซานแตกแขนงออกเป็น 108 สาขา แบ่งเป็นเหมาซานบน 36 สาขา และเหมาซานล่าง 72 สาขา ยังไม่รวมกลุ่มลึกลับอย่าง 24 หอธรรม และ 3 สำนักภูตผี
เหมาซานสายหลักยึดถือคัมภีร์ซ่างชิง คัมภีร์หลิงเป่า และคัมภีร์ซานหวง แต่ด้วยภัยสงคราม คัมภีร์หลายเล่มจึงสูญหายและไม่สมบูรณ์
วิชาของเหมาซานนั้นกว้างขวางดุจมหาสมุทร มีทั้งสายขาวอย่าง คาถาอาคม การเขียนยันต์ การอัญเชิญเทพ ฮวงจุ้ย การประทับทรง
และสายเทาๆ อย่าง การเลี้ยงศพ การไล่ศพ การเลี้ยงผี
เนื่องจากมีสาขาเยอะมาก สำนักจึงค่อนข้างเปิดกว้าง ไม่ห้ามการฝึกวิชาแปลกๆ ขอแค่ไม่ทำผิดกฎสำนัก ไม่ทำร้ายผู้บริสุทธิ์ก็พอ อย่างวิชาไล่ศพ แม้จะดูน่ากลัว แต่ก็เป็นอาชีพสุจริตที่ช่วยพาคนตายกลับบ้าน
อาจารย์จิ่วจัดอยู่ในสายเหมาซานกระแสหลัก เป็นสายแข็งที่สุด
ศิษย์พี่ใหญ่ "สือเจียน" เชี่ยวชาญคาถาอาคม ฝึกฝน "หมัดสายฟ้าคำรน" จนบรรลุขั้นสูง มือเปล่าปล่อยสายฟ้าได้ นับเป็นยอดฝีมืออันดับต้นๆ
ศิษย์พี่รอง (ตัวอาจารย์จิ่วเอง) เชี่ยวชาญวิชายันต์ แต่เนื่องจากพรสวรรค์ดี จึงรู้วิชาอื่นๆ แบบเป็ดอย่างละนิดละหน่อย
ศิษย์น้องสาม "สี่ตา" เชี่ยวชาญวิชาเชิญเทพ (เสินต่า) หากให้เวลาเตรียมตัวอัญเชิญเทพเข้าร่าง พลังต่อสู้จะสูงส่งจนน่ากลัว
ศิษย์น้อง "เชียนเฮ่อ" เชี่ยวชาญทั้งเชิญเทพและคาถา เป็นอีกหนึ่งยอดฝีมือ
และยังมีศิษย์พี่ศิษย์น้องอีกมากมายกระจายตัวอยู่ทั่วแผ่นดิน
[จบแล้ว]