- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 39 - เผชิญหน้าตาต่อตาฟันต่อฟัน สองธิดาปีศาจผู้ลำพองใจ
บทที่ 39 - เผชิญหน้าตาต่อตาฟันต่อฟัน สองธิดาปีศาจผู้ลำพองใจ
บทที่ 39 - เผชิญหน้าตาต่อตาฟันต่อฟัน สองธิดาปีศาจผู้ลำพองใจ
บทที่ 39 - เผชิญหน้าตาต่อตาฟันต่อฟัน สองธิดาปีศาจผู้ลำพองใจ
"ยังมีอีกเรื่อง!"
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดปรับอารมณ์แล้วย้อนกลับมากำชับอีกรอบ
"วีรกรรมที่เมืองเม่ยหมอข้ารู้หมดแล้ว"
"เผ่าจิ้งจอกเสียหายหนัก เจ้ากอบโกยผลประโยชน์มาให้แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ไม่น้อย เรื่องนี้เจ้าทำได้ดีมาก"
"แต่ตาแก่อย่างข้าต้องขอเตือนเจ้าสักคำ ไม้ใหญ่สูงล้ำแนวป่าย่อมถูกลมพัดหักโค่น"
"โดดเด่นเกินไป จะกลายเป็นเสี้ยนหนามในตาคนอื่น วิกฤตรอบด้าน"
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
แม้ครั้งนี้แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จะได้ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิมาถึงสามชิ้น ซึ่งนับเป็นโชคลาภมหาศาล
แต่เฉินเสวียนยังหนุ่มแน่น เลือดลมกำลังพลุ่งพล่าน
เตือนไว้บ้างย่อมดีกว่า
"คำสอนของท่านผู้เฒ่าถูกต้องที่สุด"
"แต่ในเมื่อขึ้นมานั่งตำแหน่งนี้ ก็เลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องเผชิญกับสายตานับล้านคู่"
"ข้อนี้ข้าทราบดี"
"แต่ต่อให้ทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวแค่ไหน ข้าก็ยังเป็นพระบุตร หนีไม่พ้นการถูกจ้องมองอยู่ดี สู้ทำตัวกร่างให้สุดไปเลย เผลอๆ จะทำให้พวกมันเดาทางไม่ถูกด้วยซ้ำ"
เฉินเสวียนตอบกลับอย่างเนิบช้า
"อืม ในเมื่อใจเจ้าหนักแน่นเยี่ยงนี้ ข้าก็พอใจแล้ว"
"อย่าหาว่าคนแก่อย่างข้าขี้บ่นเลยนะ เจ้าคือความหวังเดียวของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่"
"แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่สืบทอดมานับหมื่นปี ความปรารถนาเดียวของตาแก่อย่างข้าคือได้เห็นมันยืนหยัดค้ำฟ้าตลอดไป ไม่เสื่อมสลายไปตามกาลเวลา"
"เพียงแต่แดนศักดิ์สิทธิ์ของเราตอนนี้อัจฉริยะรุ่นใหม่เริ่มขาดแคลน ไม่อาจเทียบกับยุครุ่งเรืองในอดีตได้อีก ขุมกำลังต่างๆ ต่างจ้องจะตะครุบเราตาเป็นมัน"
"หากยังไม่มีมหาจักรพรรดิถือกำเนิด เกรงว่าจะร่วงหล่นจากสถานะเหนือโลกีย์"
"เฮ้อ แก่แล้วเลอะเลือน ข้ามาพูดเรื่องพวกนี้กับเจ้าทำไมกันนะ"
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดถอนหายใจยาว
แม้ภายนอกแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จะดูยิ่งใหญ่เกรียงไกร แต่ยิ่งใหญ่ก็ยิ่งคุมยาก
มีเพียงระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่รู้ว่า ภายใต้ฉากหน้าที่ดูรุ่งโรจน์ ความจริงกำลังเริ่มถดถอยลง
"ท่านผู้เฒ่าโปรดวางใจ"
"เรื่องพวกนี้เฉินเสวียนรู้ดีอยู่แล้ว ข้าจะทะลวงสู่ระดับจักรพรรดิ นำพาแดนศักดิ์สิทธิ์ทวงคืนเกียรติยศ"
"กอบกู้ศักดิ์ศรีของแดนศักดิ์สิทธิ์ เป็นหน้าที่ของข้ามิอาจปฏิเสธ!"
น้ำเสียงของเฉินเสวียนหนักแน่นดังกังวาน ประโยคสุดท้ายทำเอาท่านผู้เฒ่าสูงสุดน้ำตาซึมด้วยความตื้นตัน
"ดี ดีมาก ความห้าวหาญเช่นนี้สมแล้วที่เป็นพระบุตรฮวงกู่ ยุคสมัยใหม่ไม่ต้อนรับตาแก่หัวโบราณอย่างพวกเราแล้ว อนาคตของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ฝากไว้ในมือเจ้าแล้วนะ"
สิ้นคำ ท่านผู้เฒ่าสูงสุดสะบัดชายเสื้อคลุมสีหมึก เหาะเหินเดินอากาศจากไป
เฉินเสวียนมองส่งเขาจนลับสายตา พลางครุ่นคิดบางอย่าง
..............................
ในขณะนี้
ณ หน้าตำหนักของหลิวชิงหราน
เว่ยยุ่นเย่ว์และเว่ยยุ่นอวี่ยืนส่งยิ้มหวานหยดย้อย สายตาแพรวพราวด้วยจริตมารยาจ้องมองเจ้าของบ้าน
"ไม่เจอกันนานเลยนะพี่สาวหลิว พวกข้าคิดถึ๊งคิดถึงท่าน"
"เข้ามาในแดนศักดิ์สิทธิ์ตั้งนานแล้ว พี่สาวหลิวก็ไม่แวะมาทักทายกันบ้างเลย"
ทั้งสองยิ้มแก้มแทบปริ มองหลิวชิงหรานด้วยความลำพองใจ
"พวกเจ้าดีแต่ยั่วผู้ชาย ยังมีหน้ามาเสนอหน้าถึงที่นี่อีก"
"สำคัญตัวผิดไปแล้ว"
"รีบไสหัวไปให้พ้นหน้าข้าซะ ข้าไม่อยากเห็นหน้านังปีศาจจิ้งจอกร่านสวาทอย่างพวกเจ้า"
หลิวชิงหรานหน้าเขียวคล้ำ สีหน้ามืดมน แผ่รังสีอำมหิตออกมาอย่างไม่เกรงใจ
ตอนนี้คนที่นางเกลียดที่สุดก็คือสองพี่น้องฝาแฝดตรงหน้านี้แหละ
"อุ๊ยตาย พี่สาวอารมณ์รุนแรงจังเลยนะเจ้าคะ?"
"พี่สาววางก้ามใหญ่อารมณ์ร้ายขนาดนี้ มิน่าล่ะถึงมีคนชอบเยอะแยะไปหมด"
สองพี่น้องผลัดกันพูดคนละประโยค เชือดเฉือนด้วยวาจา
ใช่แล้ว วันนี้พวกนางตั้งใจมาสั่งสอนหลิวชิงหรานโดยเฉพาะ
ข้อหาที่บังอาจทำตัวแย่ๆ ใส่เฉินเสวียนมาตลอด
"ถ้ากล้าพูดอีกคำเดียว! ข้าจะฆ่าพวกเจ้าซะ!"
จิตใจของหลิวชิงหรานยุ่งเหยิงไปหมด ทั้งหงุดหงิด ทั้งเจ็บปวด
พอคิดว่าพวกนางได้อยู่กับเฉินเสวียนทั้งวันทั้งคืน ก็รู้สึกทรมานไปทั้งตัว
เมื่อก่อนไม่เคยรู้สึกแบบนี้ แต่ตอนนี้ความรู้สึกมันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ
"พี่สาวเจ้าคะ ขอโทษทีนะ พอดีเผลอพูดความจริงออกมาน่ะ"
"พี่สาว อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก ข้าแค่แวะมาถามว่า ท่านพี่เฉินเสวียนยกศาสตราวุธจักรพรรดิของเขาให้ข้า พี่คงไม่โกรธใช่ไหมคะ"
"พี่สาว ถ้าพวกข้ากับท่านพี่ดื่มเหล้าจอกเดียวกัน พี่คงไม่หึงหรอกเนอะ"
"พี่สาว ท่านพี่เฉินเสวียนพาพวกข้าไปเที่ยวเล่นที่นู่นที่นี่ ถ้าพี่รู้เข้า คงไม่มาตามตบพวกข้าใช่ไหมคะ"
"พี่สาวน่ากลัวจังเลย ไม่เหมือนข้า ข้าทำได้แค่เจ็บปวดหัวใจแทนท่านพี่เท่านั้นแหละ"
เว่ยยุ่นอวี่กับเว่ยยุ่นเย่ว์งัดจริตมารยาหญิงร้อยเล่มเกวียนออกมาใช้จนหมดแม็ก น้ำเสียงออดอ้อนระคนยั่วยวน ท่าทางอ่อนแอไร้ทางสู้ ทำหน้าตาน่าสงสารจับใจ
สองคนสลับกันพูดกรอกหูหลิวชิงหรานไม่ยั้ง แทงใจดำทุกดอก ดาเมจความเสียหายจริงล้วนๆ
ตูม!
หลิวชิงหรานโกรธจนตัวสั่น อดรนทนไม่ไหวอีกต่อไป
กลิ่นอายพลังระเบิดตูมออกมาดั่งคลื่นยักษ์ถาโถมเข้าใส่ทั้งสองคน
แรงกดดันอันน่าสะพรึงกลัวทำให้ค่ายกลป้องกันตำหนักสั่นสะเทือน ยอดฝีมือองครักษ์ในสำนักต่างลืมตาโพลง ตรวจหาที่มาของกลิ่นอายอำมหิต
พอเห็นว่าเป็นหลิวชิงหรานกำลังเผชิญหน้ากับสองธิดาตระกูลเว่ย ก็พอจะเดาเรื่องราวออก จึงรีบหลับตาลงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น
เรื่องผัวๆ เมียๆ ให้พระบุตรมาจัดการเองเถอะ
ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะเข้าไปแส่ได้
ติง!
เว่ยยุ่นอวี่ก้าวมายืนบังหน้าพี่สาว ใช้นิ้วชี้เรียวงามดุจต้นหอมจิ้มลงไปในอากาศเบาๆ หนึ่งที
แรงกดดันมหาศาลสลายหายไปในพริบตา พายุบ้าคลั่งสงบลง ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเงียบสงบ
"เบญจธาตุ นี่มันปราณเพียวเหมียวห้าธาตุของข้า"
"พวกเราสองพี่น้องต้องขอบคุณพี่สาวมากเลยนะเจ้าคะ"
"ขอบคุณพี่สาวที่ช่วยสงเคราะห์ หากไม่มีปราณเพียวเหมียวของพี่สาว พวกข้าคงไม่มีวันนี้ ฮิฮิฮิ"
เมื่อครู่เว่ยยุ่นอวี่กับเว่ยยุ่นเย่ว์แค่จงใจยั่วโมโหหลิวชิงหราน
แต่ความซาบซึ้งใจในตอนนี้เป็นของจริง
หากไม่มีหลิวชิงหราน พวกนางคงไม่เจอปราณเพียวเหมียวห้าธาตุ
เมื่อได้ปราณมา สำนักเพียวเหมียวก็หมดความหมาย
พวกนางถึงได้กลับไปเดินเล่นในเมืองของตัวเอง
จึงได้มีโอกาสพบกับเฉินเสวียน
และได้สานสัมพันธ์อันลึกซึ้งงดงาม
"ฮึ่ม!"
"พูดจบแล้วก็ไสหัวไป! วันหลังอย่ามาหาข้าอีก!"
หลิวชิงหรานเก็บกลิ่นอายกลับคืน บังคับข่มใจให้สงบลง กลับมาเยือกเย็นอีกครั้ง
อีกฝ่ายมีปราณเพียวเหมียว นางไม่ใช่คู่ต่อสู้ของสองพี่น้องนั่นแล้ว
ยิ่งสองคนนั้นร่วมมือกัน นางยิ่งไม่มีทางต่อกรได้เลย
"ไม่มาแล้ว ไม่มาแล้วเจ้าค่ะ"
"พวกข้ามาครั้งนี้แค่อยากจะขอบคุณพี่สาว ไม่ได้ตั้งใจมาอวดเบ่งเลยจริงๆ นะ"
"ถ้าไม่มีท่าน พวกข้าคงไม่ได้ครองคู่กับท่านพระบุตร บุญคุณของพี่สาว พวกเราจะจดจำไว้ไม่มีวันลืม คืนนี้ข้าจะครางชื่อท่านให้พระบุตรฟังด้วย"
เว่ยยุ่นเย่ว์ทิ้งท้ายไว้อีกสองสามประโยค พอเห็นหลิวชิงหรานกลับมาทำหน้านิ่งเป็นภูเขาน้ำแข็งอีกครั้ง
ความสนุกก็หมดไปโข
"เชอะ"
"พูดจบก็รีบไป ข้าไม่โกรธเรื่องไร้สาระพวกนี้หรอก"
หลิวชิงหรานทำหน้านิ่งไร้อารมณ์ แต่ขอบตาที่แดงระเรื่อไม่อาจปิดบังความรู้สึกในใจได้
"ขอบคุณพี่สาวเสร็จแล้ว พวกข้าไปล่ะเจ้าค่ะ"
"อ้อ จริงสิ ถ้าพี่สาวคิดถึงพวกเรา แวะมาหาที่ยอดเขาหลินเซียนได้เสมอนะเจ้าคะ"
พูดจบก็แกล้งทำป้ายผ่านทางยอดเขาหลินเซียนหล่นตุบออกมา
สองพี่น้องมีคนละอัน หนึ่งในนั้นคืออันที่หลิวชิงหรานเคยใช้เป็นประจำนั่นแหละ
หลังจากสังเกตสีหน้าหลิวชิงหรานเป็นครั้งสุดท้าย
เห็นว่ายังคงทำหน้าตายด้านอยู่ ก็หมดอารมณ์จะแกล้งต่อ สองพี่น้องเดินนวยนาดจากไปคนละทิศ
พอกลับเข้าตำหนัก หลิวชิงหรานนั่งเหม่อลอยอยู่คนเดียว
สีหน้าขมขื่น ในใจเต็มไปด้วยความเสียดายและสำนึกผิด รู้สึกเหมือนมีก้อนแข็งๆ จุกอยู่ที่อกปัดเป่าไม่ออก
[จบแล้ว]