- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 38 - หลิวชิงหรานผู้จิตใจเลื่อนลอย
บทที่ 38 - หลิวชิงหรานผู้จิตใจเลื่อนลอย
บทที่ 38 - หลิวชิงหรานผู้จิตใจเลื่อนลอย
บทที่ 38 - หลิวชิงหรานผู้จิตใจเลื่อนลอย
ภายในถ้ำที่พัก
หลิวชิงหรานนั่งแปะลงข้างเตียงอย่างไร้เรี่ยวแรง
มือน้อยๆ กำหมัดแน่น กลิ่นอายเย็นยะเยือกแผ่พุ่งขึ้นมาฉับพลัน โต๊ะหยกตรงหน้าแหลกละเอียดเป็นผุยผงในพริบตา
หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงตามแรงอารมณ์ ผ่านไปครู่ใหญ่ถึงค่อยสงบลง
"ยัยเว่ยยุ่นอวี่บ้าบอ ยัยเว่ยยุ่นเย่ว์ดีแต่ยั่วผู้ชาย!"
"นังปีศาจ! นังตัวร้าย! นังคนเลว!"
หลิวชิงหรานฟุบหน้าลงกับกองผ้าห่มทุบหมอนระบายอารมณ์ ปากก็พ่นคำด่าทอไม่หยุด
ตอนนี้นางโกรธจนแทบจะระเบิดตัวเองตายอยู่แล้ว
"แย่งปราณเพียวเหมียวห้าธาตุของข้าไป ป่านนี้คงเอาไปช่วยกันหลอมรวมกับเฉินเสวียนแล้วแน่ๆ"
"บัดซบ บัดซบที่สุด"
หลิวชิงหรานดิ้นพล่านไปมาบนเตียงด้วยความทรมานแสนสาหัส ราวกับของรักของหวงที่สุดถูกคนอื่นแย่งชิงไป
ผ่านไปสักพัก น้ำใสๆ ก็เริ่มไหลรินจากใบหน้าขาวนวลเนียน นางเริ่มสะอึกสะอื้นไห้
ความโดดเดี่ยวและความว่างเปล่าอันมหาศาลโถมเข้าใส่นาง กลืนกินนางจนมิด
ไม่มีใครรู้ว่านางกำลังร้องไห้ และโลกใบนี้ก็คงไม่มีใครสนใจว่านางจะเสียใจหรือไม่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่จะมาปลอบโยน
นางไม่เคยรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างขนาดนี้มาก่อน
เหมือนในใจขาดหายสิ่งที่หวงแหนที่สุดไป
ทว่าในอดีต นางกลับไม่เคยใส่ใจ ไม่เคยเห็นค่ามันมาก่อน
บัดนี้สิ่งนั้นได้เลือนหายไปอย่างถาวรแล้ว
ชีวิตที่เคยเอะอะมะเทิ่งมีสีสัน จู่ๆ ก็กลับกลายเป็นจืดชืดน่าเบื่อหน่าย
จากที่เคยเป็นดั่งดวงดาวที่มีดวงจันทร์ล้อมรอบ กลายเป็นคนที่ไม่มีใครเหลียวแล
เรื่องพวกนี้นางไม่สน นางแค่ต้องการกลับไปเป็นเหมือนเมื่อก่อน
กลับไปสู่ช่วงเวลาที่ได้เจอหน้าเฉินเสวียนทุกวี่ทุกวัน
ความเสียใจ ความรู้สึกผิดถาโถมเข้ามาไม่หยุดหย่อน
ดูเหมือนจะมีเพียงความเจ็บปวดเท่านั้นที่ช่วยให้นางโทษตัวเองน้อยลง นางถามตัวเองซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ทำไมตอนนั้นถึงทำกับเฉินเสวียนแบบนั้น!
ร้องไห้ไปสำนึกผิดไป ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด หลิวชิงหรานก็ผล็อยหลับไปทั้งน้ำตา
...................................
ตำหนักพระบุตร
"ท่านผู้เฒ่าสูงสุด? ไฉนท่านถึงมาด้วยตนเองเล่า?"
เฉินเสวียนคลายสมาธิจากการนั่งกรรมฐาน ลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีสุขุม มองดูชายชราตรงหน้า
ชายชรามีใบหน้าเมตตา แววตาอบอุ่นแต่เฉียบคม รูปร่างสูงเก้าฉื่อสวมชุดคลุมศักดิ์สิทธิ์สีหมึก ดูราวกับเซียนผู้วิเศษ
เขากับเฉินเสวียนสนิทสนมกันมาตลอด ไม่เคยถือยศถือศักดิ์
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดเปิดประเด็นทันที
"กลับมาแล้วก็ไม่คิดจะมาเยี่ยมเยียนคนแก่บ้างเลยนะ ไอ้หนู ได้ข่าวว่าเร็วๆ นี้เจ้ารับปากสองธิดาแห่งสำนักปีศาจมนตราแล้วรึ?"
"หูตาไวสมเป็นท่าน ข้ายังไม่ทันได้ไปรายงาน ท่านก็รู้เสียแล้ว"
"นางทั้งสองมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ แถมยังมีใจให้ข้าอย่างมั่นคงไม่เปลี่ยนแปลง ข้าเลยตอบตกลงไป"
"จะได้ทำให้ท่านสบายใจด้วยไง เมื่อก่อนบ่นเช้าบ่นเย็นอยากให้ข้ามีคู่ คราวนี้ท่านคงวางใจได้แล้วสินะ"
คำพูดนี้ของเฉินเสวียนกระแทกใจผู้เฒ่าสูงสุดเข้าอย่างจัง
พระบุตรของขุมกำลังระดับท็อปแทบทุกคนล้วนมีคู่บำเพ็ญเพียร มีบริวารรายล้อม
ยิ่งเป็นขุมกำลังระดับบรรพกาลหรือแดนศักดิ์สิทธิ์ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
มีแต่เฉินเสวียนนี่แหละที่รักอิสระ ข้างกายมีคนน้อยนิด มีแค่จูเก๋อเหวินกับจูเก๋ออู่สองคน
ส่วนพวกคู่บำเพ็ญเพียร สาวใช้ คนอุ่นเตียง บ่าวไพร่ อะไรเทือกนั้นไม่มีเลยสักคน
ไม่ใช่ว่าไม่มีใครอยากทำนะ ตรงกันข้ามคนสมัครแทบจะเหยียบกันตายเพื่อขึ้นยอดเขาหลินเซียน
แต่เขาเห็นว่าคนเยอะวุ่นวาย ไม่สะดวก ก็เลยให้ลาพักร้อนพร้อมรับเงินเดือนกันไปหมด
ถ้าวันไหนเฉินเสวียนเลิกเป็นพระบุตร คนเกินครึ่งค่อนแดนศักดิ์สิทธิ์คงลุกฮือประท้วงแน่นอน
เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะในสำนักไหนก็นับว่าเหลือเชื่อ
"เรื่องตัวเจ้าน่ะข้าวางใจอยู่แล้ว ด้วยฐานะของเจ้า จะมีสักกี่คนก็นับว่าปกติ"
"เพียงแต่ข้าในฐานะคนที่อาบน้ำร้อนมาก่อน อยากจะเตือนสักหน่อย สำนักปีศาจมนตราไม่เหมือนที่อื่น เจ้าต้องระวังอย่าหลงระเริงในดงดอกไม้จนถอนตัวไม่ขึ้น"
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดยิ้มพลางกล่าวเตือน
เขารู้นิสัยเฉินเสวียนดี รักอิสระ ทำตามใจตัวเอง
ซึ่งข้อนี้เหมือนกับเขาไม่มีผิดเพี้ยน
ที่พิชิตใจธิดาศักดิ์สิทธิ์ได้เขาก็ดีใจแทนเฉินเสวียน แต่อาจารย์ของแม่หนูสองคนนั้นไม่ธรรมดา เขาจึงต้องมาเตือนสติ
"ท่านกังวลเกินไปแล้ว"
"นางทั้งสองบริสุทธิ์ผุดผ่อง และมีความจริงใจต่อข้าอย่างแท้จริง"
อยู่ด้วยกันมานาน เฉินเสวียนเข้าใจความคิดของพวกนางอย่างทะลุปรุโปร่ง
กล้าพูดได้เต็มปากว่าความภักดีของพวกนางมีต่อเขานั้นเต็มร้อย
ตลกน่า! เขาเล่นเกมผ่านเนื้อเรื่องมาตั้งกี่รอบ ใครภักดีที่สุดเขาดูไม่ออกก็ให้มันรู้ไป
ห้าร้อยปีผันผ่าน ใจคนไม่แปรผัน มั่นคงดุจขุนเขา ใครบ้างจะทำได้
ขนาดอาจารย์ที่หายหัวไปนานยังไม่แน่ว่าจะรอเขาได้นานขนาดนี้
ชาติที่แล้วเฉินเสวียนปฏิเสธพวกนางเป็นร้อยครั้ง ก็ยังยินดีรอคอย ความมุ่งมั่นระดับนี้ไม่ใช่คนทั่วไปจะมีได้
พูดให้เวอร์หน่อยก็คือ ใครจะทิ้งเขาไปก็ได้ แต่พวกนางไม่มีวัน
"ไอ้หนูมีความรักเสียแล้วสิ"
"ข้าเพิ่งเคยเห็นเจ้ามั่นใจขนาดนี้เป็นครั้งแรก จิตใจสาวงามนั้นยากหยั่งถึงที่สุด"
"ถ้าเมื่อกี้ข้าไม่สังเกตเจ้าให้ดี เห็นว่าพลังหยางทั้งห้ายังสมบูรณ์พร้อม สีหน้าอิ่มเอิบ ข้าคงนึกว่าเจ้าโดนตัวปลอมสวมรอยมาแน่"
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดเอ่ยแซว
เขาแปลกใจที่เฉินเสวียนเชื่อใจคนของสำนักปีศาจมนตราขนาดนี้
แต่ด้วยความที่รู้จักเฉินเสวียนดี ถ้าไม่มั่นใจเต็มร้อย มันคงไม่พูดออกมา
ในเมื่อเป็นเช่นนั้น คนแก่อย่างเขาก็ไม่ควรพูดมากให้รำคาญใจ
"ท่านผู้เฒ่าโปรดวางใจ ทุกอย่างอยู่ในกำมือข้า!"
"แต่ว่าท่านเถอะ ฟังจากน้ำเสียงดูเหมือนจะมีปมหลังฝังใจนะขอรับ"
เฉินเสวียนยิ้มกริ่มมองชายชรามาดเซียนตรงหน้า
"ไอ้เด็กแก่แดด มันก็แค่เรื่องเก่าเก็บ อย่าไปพูดถึงมันเลย"
"ว่าแต่ในสำนัก เจ้ายังมีศิษย์พี่หญิงอีกคนไม่ใช่รึ แม่หนูหลิวชิงหรานน่ะ เจ้าจะเอาไงต่อ?"
"นางน่ะเหรอ?"
เฉินเสวียนถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้
"ภูเขาน้ำแข็งหมื่นปี ละลายยากเหลือเกิน ข้าตามตื๊อแทบตาย ต่อให้เป็นน้ำแข็งก็น่าจะละลายบ้างแล้ว"
"แต่นางกลับเกลียดขี้หน้าข้ามากขึ้นเรื่อยๆ ข้าก็เลยพอดีกว่า ไม่เห็นหน้าก็ไม่เจ็บใจ"
"จะทนทุกข์ไปทำไม ทรมานทั้งเขาและเรา ต่างคนต่างอยู่ดีกว่า"
"ตอนนี้ข้าเจอคนที่ในใจมีข้าอยู่เต็มเปี่ยมแล้ว"
เฉินเสวียนเลิกเป็นทาสรักแล้ว ไม่มีวันหวนกลับไปเป็นอีก
ความลังเลจะนำมาซึ่งความพ่ายแพ้ มอบใจจริงไปก็ไร้ค่า
ทุ่มเทฝ่ายเดียวไม่ได้ใจคืนมา แล้วทำไมไม่เปลี่ยนเส้นทางเดินเล่า?
ท่านผู้เฒ่าสูงสุดฟังจบก็ตกอยู่ในห้วงความคิด สายตาทอดมองไปยังที่แสนไกล จิตใจไม่อาจสงบลงได้
จนกระทั่งสบตากับเฉินเสวียนถึงได้สติกลับมา
"ท่านผู้เฒ่า ท่านเหม่อไปเป็นชั่วโมงแล้วนะ"
"นึกถึงความหลังล่ะสิ! ท่านมีซัมติงแน่นอน!"
"ใช่แม่นางเซียนตงหัวหรือเปล่า? ใช่ไหมๆ?"
เฉินเสวียนปีนเกลียว รีบตะล่อมถามทันที
"ไม่ใช่ ไม่ใช่โว้ย"
"ข้ามีธุระ ไปก่อนล่ะ เรื่องของพวกวัยรุ่นข้าไม่ยุ่งแล้ว"
ชั่วพริบตานั้น เมฆมงคลปกคลุมตำหนัก กลิ่นอายเซียนลอยล่อง ท่านผู้เฒ่าสูงสุดหายวับไปกับตา
[จบแล้ว]