- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 36 - อาจารย์ ข้าบรรลุแล้ว!
บทที่ 36 - อาจารย์ ข้าบรรลุแล้ว!
บทที่ 36 - อาจารย์ ข้าบรรลุแล้ว!
บทที่ 36 - อาจารย์ ข้าบรรลุแล้ว!
"อาจารย์วางใจเถิด ศิษย์จะมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ข้าสาบานว่าจะต้องขึ้นไปแทนที่เฉินเสวียนให้ได้"
ซูเป่ยเฉินกล่าวด้วยถ้อยคำหนักแน่น
ไม่รู้ทำไมจู่ๆ ไฟในใจก็ลุกโชนขึ้นมา หากแทนที่เฉินเสวียนได้ คอยดูสิว่าใครจะกล้าดูถูกเขา เผลอๆ ศิษย์พี่หญิงหลิวอาจจะเปลี่ยนใจกลับมาหาเขาก็ได้
ความมั่นใจของซูเป่ยเฉินพุ่งทะยานถึงขีดสุด เขาเงี่ยหูฟังเหล่านักกินโต๊ะข้างๆ เมาท์มอยเรื่องเฉินเสวียนต่อ
"แค่นี้เองเรอะ พวกเอ็งคงรีบกลับออกจากงานชุมนุมเสินเสวียนก่อนงานจบละสิท่า ถึงได้ไม่รู้อะไรเลย"
"เผ่าศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวกับเผ่าจิ้งจอกเซียนเสียอัจฉริยะไปฟรีๆ มีหรือจะยอมลงให้ พวกเขาโกรธจัดส่งยอดอัจฉริยะออกมาอีกห้าคน!"
"ระดับปรมาจารย์ทั้งห้าคนเลยนะโว้ย!"
"หา! ปรมาจารย์ห้าคน งั้นพระบุตรฮวงกู่ไม่แย่แล้วรึ ตัวคนเดียวจะไปสู้ห้ายอดปรมาจารย์ได้ยังไง"
"ถูกต้อง...ตายเรียบ!"
ซี๊ด!
ผู้คนสูดปากด้วยความหนาวเหน็บ ต่างเบิกตาโพลงจ้องมองคนเล่า ซูเป่ยเฉินเองก็ตาโตตั้งใจฟังสุดชีวิต
ห้ายอดปรมาจารย์ไม่มีทางต่อกรได้ เฉินเสวียนตายไปก็นับว่าไม่น่าเสียดาย ช่วยลดภาระเขาไปได้เยอะ เพียงแต่เสียดายที่ไม่ได้ลงมือสังหารเฉินเสวียนด้วยตัวเอง
"สภาพศพของห้ายอดปรมาจารย์ดูไม่จืดเลย! ทนรับกระบวนท่าเดียวไม่ได้ด้วยซ้ำ ตายเกลี้ยงยกทีม!"
"เอ็งพูดจาหมาๆ แบบนี้ เดี๋ยวพ่อก็เชือดทิ้งซะหรอก!"
"นั่นสิ ข้าก็ว่าพระบุตรแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จะมาตายง่ายๆ ได้ยังไง"
"ถึงห้าปรมาจารย์จะน่ากลัวไร้เทียมทาน แต่ข้าขอเชื่อว่าพระบุตรไม่ตาย!"
"ไม่มีทางตายหรอก ถ้าตายจริงป่านนี้แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่คงยกทัพไปถล่มเผ่าจิ้งจอกราบคาบไปแล้ว"
"ฟังข้าให้จบก่อนโว้ย เพียงกระบวนท่าเดียวฆ่าล้างบางห้าคนรวด พระบุตรฮวงกู่บรรลุถึงจุดสูงสุดของขอบเขตปรมาจารย์แล้ว อีกแค่นิดเดียวก็จะก้าวเข้าสู่ระดับนักบุญ!"
เปรี้ยง!
ผู้คนราวกับถูกฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ
"จะบ้าเรอะ ข้าจำได้ว่าพระบุตรฮวงกู่เพิ่งอายุยี่สิบเอ็ดปีไม่ใช่หรือ ข้าอายุสี่สิบเพิ่งจะก้าวขาเข้าขอบเขตผลัดเปลี่ยนกายาเองนะ"
"ข้าก็เหมือนกัน ทำไมระดับพลังถึงได้พุ่งเร็วปานจรวดขนาดนั้น!"
"พรสวรรค์ระดับปีศาจชัดๆ!"
"คนแบบนี้ต่อให้ชาติหน้าพวกเราก็ตามไม่ทัน"
ซูเป่ยเฉินยืนอึ้ง มองหน้าผู้เฒ่าฮุน แล้วก้มมองตัวเอง สลับไปมองผู้เฒ่าฮุนอีกที
"อาจารย์...เฉินเสวียนอายุยี่สิบแต่ก้าวสู่ครึ่งก้าวระดับนักบุญ นี่มันระดับไหนกันแน่"
ซี๊ด!
คำถามนี้ทำเอาผู้เฒ่าฮุนสตั๊นไปเลย
ไอ้เด็กนี่ก็ขยันถามคำถามโลกแตกเสียจริง จะให้เขาตอบยังไงดี อายุยี่สิบกับระดับนักบุญ มันเอามาวางคู่กันได้ที่ไหน สองร้อยปีบรรลุระดับนักบุญก็นับว่าเป็นอัจฉริยะเหนืออัจฉริยะแล้ว
ผู้เฒ่าฮุนตกอยู่ในความเงียบ
เขามีชีวิตมาเนิ่นนาน กินเกลือมามากกว่าข้าว แต่เรื่องแบบนี้ไม่เคยได้ยินมาก่อนจริงๆ อายุยี่สิบนี่มันน่ากลัวเกินไปแล้ว มีโอกาสได้เป็นถึงระดับจักรพรรดิสวรรค์เลยนะนั่น
คราวนี้จะพูดมั่วซั่วไม่ได้แล้ว ผู้เฒ่าฮุนคิดหนัก ขืนพูดความจริงไปแล้วลูกศิษย์จิตหลุดจะทำไง ถึงเวลานั้นใครจะช่วยเขาสร้างกายเนื้อ หลังจากไตร่ตรองถี่ถ้วน ผู้เฒ่าฮุนตัดสินใจใส่สีตีไข่นิดหน่อย
เรื่องเวอร์วังขนาดนี้ ปรุงแต่งนิดหน่อยคงไม่ผิดกติกาหรอกมั้ง
"อาจารย์ ท่านลังเลอะไรอยู่?"
ซูเป่ยเฉินเห็นอาจารย์เงียบไปก็ร้อนใจ เขาดูออกว่าอาจารย์กำลังลำบากใจ กลัวจะบั่นทอนกำลังใจเขา จึงไม่อยากบอกความจริง
"อาจารย์พูดมาเถอะ ข้ารับไหว!"
"มีสิทธิ์เป็นถึงมหาจักรพรรดิ!"
ผู้เฒ่าฮุนเอ่ยออกมา จริงๆ เขาอยากบอกว่าเหนือกว่ามหาจักรพรรดิไปถึงขั้นจักรพรรดิสวรรค์ด้วยซ้ำ แต่เอาแค่นี้ก่อนดีกว่า แค่มหาจักรพรรดิก็สะเทือนเลื่อนลั่นปฐพีแล้ว
ซูเป่ยเฉินหน้าแดงก่ำ ตัวสั่นเทิ้ม หายใจหอบถี่
ผู้เฒ่าฮุนชำเลืองมองแล้วถอนหายใจยาว เป็นไปตามคาด คำว่ามหาจักรพรรดิมันหนักหนาเกินไปสำหรับซูเป่ยเฉิน ขืนบอกว่าจักรพรรดิสวรรค์ สมองมันคงระเบิดแน่
"ศิษย์ข้า เจ้าต้องเข้มแข็งเข้าไว้!"
"แม้ว่านับพันนับหมื่นปีมานี้ ในสามสิบหกอาณาเขตแดนบูรพา มหาจักรพรรดิจะเป็นตัวตนที่ทำได้เพียงแหงนมอง..."
"ฮือ...อาจารย์ ถ้าอย่างนั้นก็แปลว่า..."
ซูเป่ยเฉินทำหน้าเศร้าสร้อย
"อย่าขัดจังหวะข้าสิ! แค่กๆ!"
"อย่าเพิ่งตื่นตูม!"
"การจะเป็นมหาจักรพรรดิใช่เรื่องง่ายดายเสียเมื่อไหร่"
"อัจฉริยะกี่มากน้อยที่ต้องหยุดอยู่แค่จุดสูงสุดของระดับนักบุญ สุดท้ายพรสวรรค์เสื่อมถอย ไม่ก้าวหน้าแม้แต่นิ้วเดียว"
"ตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มีจักรพรรดิน้อยถือกำเนิดขึ้นมากมาย แต่คนที่ได้เป็นมหาจักรพรรดิจริงๆ มีสักกี่คนเชียว?"
ผู้เฒ่าฮุนยิ้มบางๆ เอ่ยถามอย่างใจเย็น
"เจ้ารู้หรือไม่ว่าเป็นเพราะเหตุใด?"
นับว่าสมเป็นผู้เฒ่าแห่งหอวิญญาณ พลังฝีมือไม่ธรรมดา เพียงไม่กี่ประโยคก็เบี่ยงเบนความสนใจของซูเป่ยเฉินให้เลิกหมกมุ่นเรื่องพรสวรรค์ได้
"ศิษย์โง่เขลา ขออาจารย์โปรดชี้แนะ"
ซูเป่ยเฉินจ้องมองผู้เฒ่าฮุนตาแป๋ว
"เพราะพวกมันถือดี จองหองพองขน ย่อมกลายเป็นหนามยอกอก เป็นเสี้ยนหนามที่ใครๆ ก็อยากถอนทิ้ง"
"เฉินเสวียนแม้จะแข็งแกร่ง ฆ่าศิษย์เอกเผ่าจิ้งจอกได้ง่ายดาย แต่เจ้าลองคิดดูสิ เผ่าศักดิ์สิทธิ์ชิงชิวกับเผ่าจิ้งจอกเซียนจะยอมปล่อยมันไปง่ายๆ หรือ"
"ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ศัตรูของมันจะมีแต่เพิ่มขึ้น ขุมกำลังที่จ้องเล่นงานมันก็จะยิ่งมากขึ้น"
"เฉินเสวียนดูเหมือนจะมั่นคง แต่แท้จริงแล้วอันตรายรอบด้าน หากเพลี่ยงพล้ำเมื่อไหร่ มันจะถูกรุมทึ้งจนไม่เหลือซาก"
"อัจฉริยะในอดีตมากมายต่างจบชีวิตลงเช่นนี้ ดุจดวงดาวที่ร่วงหล่น"
"เมื่อก่อนอาจารย์เองก็เป็นแค่คนธรรมดา เหมือนกับที่เจ้าเข้าหอวิญญาณนั่นแหละ รอให้พวกผู้อาวุโสข้างหน้าตายบ้าง เกษียณบ้าง ข้าถึงได้เสียบแทน แถมยังบำเพ็ญเพียรจนถึงระดับกึ่งจักรพรรดิ เกือบจะแตะขอบเขตครึ่งก้าวมหาจักรพรรดิอยู่แล้วเชียว"
"ถ้าไม่เกิดอุบัติเหตุซะก่อน ป่านนี้ป๋าคง..."
"เฮ้อ!"
ผู้เฒ่าฮุนถอนหายใจยาวเหยียด ความเสียดายมากมายปลิวหายไปกับสายลม
"อาจารย์ ท่านเคยเป็นถึงครึ่งก้าวมหาจักรพรรดิ ขนาดท่านยังตกตาย งั้นข้าเลิกบำเพ็ญเซียนดีกว่า"
"เจ้าโง่! อาจารย์หมายความแบบนั้นที่ไหนกันเล่า! ตีความมั่วซั่วไปหมด!"
"เจ้าจงจำไว้ อัจฉริยะหน้าไหนก็มีสิทธิ์ร่วงหล่น คนธรรมดาหน้าไหนก็มีโอกาสผงาด!"
"อย่าไปยึดติดกับความเก่งกาจชั่วครู่ชั่วยาม วันนี้เฉินเสวียนอาจเป็นพระบุตร แต่พรุ่งนี้อาจกลายเป็นขยะเปียก วันมะรืนอาจโดนถอนหมั้นก็ได้ ใครจะไปรู้"
"จริงไหม ยิ่งเฉินเสวียนโดดเด่นเจิดจ้าเท่าไหร่ ก็ยิ่งอันตรายเท่านั้น ดวงตาจำนวนนับไม่ถ้วนกำลังจับจ้องอยู่ในความมืด"
"พระบุตรแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่แล้วอย่างไร ในหน้าประวัติศาสตร์ พระบุตรในแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ไม่ตายโหงน่ะมีน้อยยิ่งกว่าน้อย"
"หลายร้อยปีผ่านไป ข้าเห็นมานักต่อนัก แม้แต่พระบุตรคนก่อนของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ก็ตายกะทันหันมิใช่หรือ"
ผู้เฒ่าฮุนเอ่ยด้วยน้ำเสียงลึกซึ้ง จ้องมองซูเป่ยเฉินอย่างจริงจัง คำพูดเมื่อครู่ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตของตัวเอง
ใครจะไปคิด?
เด็กรับใช้ตัวเล็กๆ ในหอวิญญาณจะกลายเป็นศิษย์พี่ กลายเป็นผู้อาวุโส และสุดท้ายมีชื่อเสียงก้องสะท้านสามสิบหกอาณาเขตแดนบูรพา
เขาอดนึกถึงตัวเองในวัยหนุ่มไม่ได้ ไต่เต้าขึ้นไปทีละก้าว เกือบจะได้บรรลุวิถีแห่งเต๋าอยู่รอมร่อ
"อาจารย์! ข้าบรรลุแล้ว!"
ซูเป่ยเฉินทำหน้าเหมือนเพิ่งเห็นแสงสว่าง เหมือนเมฆหมอกจางหาย ความคิดโลดแล่น ขาดแค่ตะโกนเรียกพ่อบุญธรรมเท่านั้น
สิ่งที่อาจารย์พูดช่างมีเหตุผล อัจฉริยะที่โดดเด่นเกินไปย่อมไม่ใช่เรื่องดี
"เจ้าเคยได้ยินตำนานของจักรพรรดิเพลิงเซียวหัวหรือไม่?"
ผู้เฒ่าฮุนเห็นซูเป่ยเฉินเริ่มได้สติ จึงถามต่อ
"เคยได้ยินขอรับ!"
"เคยเป็นขยะที่ใครๆ ต่างดูถูก ต่อมามุมานะบำเพ็ญเพียร เทพขวางฆ่าเทพ พุทธขวางฆ่าพุทธ สุดท้ายได้รับการขนานนามเป็นจักรพรรดิเพลิงผู้ยิ่งใหญ่"
"แถมเขายังมีแหวนหยกเขียวที่ข้างในมีคนคอยช่วยเหลือเหมือนกันด้วย"
ซูเป่ยเฉินตอบอย่างนอบน้อม
จักรพรรดิเพลิงในอดีตก็เป็นแค่ขยะ ด้อยกว่าคนธรรมดาด้วยซ้ำ สุดท้ายยังไต่เต้าจนเป็นจักรพรรดิเพลิงได้
"ถูกต้อง หากทำตัวเด่นดังแบบเฉินเสวียน จะไปได้สักกี่น้ำ?"
"ดังนั้น การทำตัวไร้ตัวตน เงียบเชียบ หมาเห็นยังส่ายหน้า ย่อมมีข้อดีมหาศาล"
"มีเพียงวิธีนี้จึงจะบำเพ็ญเพียรได้อย่างสงบ ไม่ถูกทางโลกมารบกวน สุดท้ายจึงจะบรรลุวิถีแห่งเต๋า"
"สรุปแล้วเจ้าอยากจะชนะแค่ครั้งเดียว? หรืออยากจะเป็นลูกผู้ชายอกสามศอก มุมานะบากบั่น เลือดตาแทบกระเด็น เพื่อชนะมันชั่วกัปชั่วกัลป์?"
คำพูดของผู้เฒ่าฮุนหนักแน่นดั่งหินผา เปี่ยมด้วยพลังอำนาจ ปลุกเร้าจิตใจซูเป่ยเฉินให้ฮึกเหิมถึงขีดสุด
"ศิษย์ขอบพระคุณอาจารย์ที่สั่งสอน!"
"ศิษย์จะยอมเลือดตาแทบกระเด็น ไม่ย่อท้อ เพื่อชนะชั่วกัปชั่วกัลป์"
ซูเป่ยเฉินจ้องตาผู้เฒ่าฮุนแล้วเอ่ยด้วยความศรัทธาแรงกล้า
[จบแล้ว]