- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่ 35 - ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสามชิ้น
บทที่ 35 - ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสามชิ้น
บทที่ 35 - ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสามชิ้น
บทที่ 35 - ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสามชิ้น
"ตัวข้าก็ขอรับประกัน จะไม่ผิดคำพูดกับท่านเด็ดขาด! อีกไม่กี่วันข้าจะให้ลูกหลานเผ่าจิ้งจอกนำมาส่งให้ถึงที่"
มังกรเทพเสวียนบิดฟ้าละล่ำละลักเสริมขึ้นด้วยความตื่นตระหนก
รีบตกปากรับคำเฉินเสวียนไปก่อน เพื่อไม่ให้อีกฝ่ายมีช่องว่างลงมือ
ลูกผู้ชายยืนอยู่ใต้ฟ้าเดียวกันก้มหัวให้ใครบ้างจะเป็นไรไป เป็นถึงกึ่งจักรพรรดิแต่ต้องมาก้มหัวให้ขอบเขตปรมาจารย์มันก็ไม่ได้น่าอายอะไรนักหนาหรอก มันมีชีวิตมาตั้งหมื่นปี ถูกผนึกมาอีกหมื่นปี ศักดิ์ศรีสำหรับมันแล้วสู้ผายลมยังไม่ได้เลย
อยู่มานานป่านนี้ ผ่านความเปลี่ยนแปลงมานับไม่ถ้วน เคยเห็นเทพเซียนประลองวิชาในค่ายกลมาก็มาก เข้าใจแจ่มแจ้งเลยว่าไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการมีชีวิตรอด
"ไม่กี่วัน? ช้าไป ข้าชอบทำวันนี้ให้ดีที่สุด"
"ข้าให้เวลาพวกเจ้าหนึ่งชั่วยาม!"
"ถ้าหาศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิมาไม่ได้ ข้าคงต้องตั้งกระทะตั้งเตารอแล้วล่ะ"
"ไม่ได้อาวุธก็ไม่เป็นไร แต่ช่วยพกต้นหอมขิงกระเทียมติดตัวมาด้วยก็แล้วกัน"
เฉินเสวียนเอ่ยเรียบๆ
คนจิตใจเมตตาเยี่ยงเขาช่างหาได้ยากยิ่งนัก
ผู้คนรอบข้างมุมปากกระตุก ยอดพระโพธิสัตว์ไม่เคยเจอ วันนี้ได้เจอพญายมเดินดินตัวเป็นๆ ก็คราวนี้
หนึ่งชั่วยาม? เวลามันจะสั้นกุดเกินไปไหม
ปากบอกว่าเผื่อทางหนีทีไล่ไว้ให้ แต่ความจริงคือตั้งใจจะกินโต๊ะจีนชัดๆ เรื่องอาวุธน่ะเป็นแค่ข้ออ้าง แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จะขาดแคลนอาวุธระดับจักรพรรดิหรือไร
เวลาผ่านไปทีละวินาทีอย่างเชื่องช้า หนิงเฉินเย่อ่อนแอจนแทบสิ้นสภาพกำลังเร่งปรับลมปราณ ส่วนมังกรเทพเสวียนบิดฟ้าร้อนรนจนน้ำตาแทบไหลพราก จะไปที่ไหนก็มีแต่คนจ้องจะกินเนื้อ ตะกี้เฉินเสวียนมันบอกว่าแค่อยากกินเล่นๆ แต่แววตามันเอาจริงชัดๆ
ในที่สุดนิมิตสวรรค์ก็บังเกิด
ดวงจันทร์ถูกบดบัง ประตูมิติสีม่วงเปิดออก กรงเล็บแหลมคมฉีกกระชากความว่างเปล่า ยอดฝีมือระดับลึกซึ้งสุดหยั่งคาดสองคนค่อยๆ ก้าวเดินออกมา
ผู้คนในที่นั้นต่างถูกแสงเทพสาดส่องจนตาพร่า ลืมตาแทบไม่ขึ้น แม้แต่สองกึ่งจักรพรรดิเองยังสัมผัสได้ถึงแรงกดดันมหาศาล ไม่ต่างอะไรกับตอนที่โดนกดดันเมื่อครู่
"เย่ชิงเฉิง ความแค้นในวันนี้ข้าจดจำไว้แล้ว"
หนึ่งในยอดฝีมือหน้าทะมึนตวาดก้องไปทางส่วนลึกของฟากฟ้า
"วันหน้าอย่าหาว่าพวกข้าไร้ไมตรีก็แล้วกัน!"
สิ้นคำก็โยนศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสองชิ้นขึ้นไปบนฟ้า รวมกับของมังกรเทพเสวียนบิดฟ้าเมื่อครู่อีกหนึ่ง เป็นสามชิ้นพอดี
ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิ!
รวมทั้งหมดสามชิ้น!
ผู้คนมากมายเบิกตาค้างจ้องมองอย่างโง่งม ขุมกำลังระดับท็อปทั่วไปมีสะสมไว้สักสิบกว่าชิ้นก็หรูแล้ว แต่นี่แค่บนฟ้าตรงหน้าก็ปาเข้าไปสามชิ้น
หากไม่มีผู้ยิ่งใหญ่คอยคุมสถานการณ์ เกรงว่าที่นี่คงกลายเป็นสมรภูมินองเลือดในพริบตา
ศาสตราวุธกึ่งจักรพรรดิสามชิ้นมากพอที่จะทำให้ยอดฝีมือนับไม่ถ้วนยอมแลกด้วยชีวิต
"อย่าเพิ่งได้ใจไปหน่อยเลย พระบุตรฮวงกู่"
"รอให้สายเลือดสัตว์เซียนของเผ่าจิ้งจอกเราตื่นขึ้นเมื่อไหร่ เจ้าจะเป็นคนแรกที่ต้องชดใช้!"
ยอดฝีมือระดับสูงสุดของเผ่าจิ้งจอกเซียนจ้องหน้าเฉินเสวียนเขม็ง
"เป็นจิ้งจอกป่าวันยังค่ำ"
"เหอะ เผ่าจิ้งจอกของพวกเจ้ามีอัจฉริยะกี่คนก็รีบส่งมา ข้าพร้อมจัดหนักให้ทุกเมื่อ"
"แต่ถ้าไม่กล้า ก็หดหัวเจียมเจี้ยมซะ แล้วหนีบหางจุกตูดกลับไป"
เฉินเสวียนหาได้เกรงกลัวไม่ คำขู่พรรค์นี้เขาได้ยินมาเป็นร้อยเป็นพันครั้ง ไร้สาระทั้งเพ หลอกชาวบ้านร้านตลาดน่ะพอได้ แต่กล้าเอามาขู่เขา?
คิดจะขู่พระบุตรแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่งั้นหรือ ฝันกลางวันไปเถอะ
คงแค่อยากกู้หน้าคืนบ้าง แต่ดูจากสภาพตอนนี้ เผ่าจิ้งจอกคงไม่เหลือหน้าอะไรให้กู้แล้วกระมัง
ชายชราปรายตามองเฉินเสวียนแวบหนึ่ง ไม่พูดพล่ามทำเพลง พาพรรคพวกจากไปทันที
แสงจันทร์กลับมาสาดส่อง แรงกดดันบนฟากฟ้าจางหาย ท้องฟ้ากลับมาสดใสอีกครั้ง
...................................
ภายในเมือง
ณ โรงเตี๊ยมเล็กๆ
ซูเป่ยเฉินกำลังยัดข้าวเข้าปากคำโต พลางเหลือบมองผู้เฒ่าฮุนเป็นระยะ
"อาจารย์ ท่านดูสิ ข้าเชื่อฟังคำสอนของท่านมุ่งมั่นบำเพ็ญเพียร ตอนนี้ข้าก้าวเข้าสู่ขอบเขตลักษณ์ธรรมแล้ว"
"หากตำนานเป็นเรื่องจริง และข้าค้นพบมรดกตกทอดในหุบเขาลั่วพั่ว พลังฝีมือของข้าจะต้องพุ่งทะยานขึ้นไปอีกขั้น"
"ถึงเวลานั้นในงานประลองเทียนเจียว ทุกคนจะต้องหันมามองข้าด้วยสายตาใหม่ ข้าจะพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ สร้างชื่อระบือไกลไปทั่วต้าฮวง"
"ครั้งนี้ จะไม่มีใครขวางทางข้าได้อีกแล้ว"
ซูเป่ยเฉินพูดไปพลางมองผู้เฒ่าฮุนไป ปัจจุบันความเพียรพยายามฝึกฝนทุกวันทำให้ตบะของเขารุดหน้าอย่างรวดเร็ว ใบหน้าที่เคยฉายแววอำมหิตบัดนี้เปี่ยมด้วยความมั่นใจ
"อื้ม ตำนานย่อมเป็นเรื่องจริง มรดกที่ท่านเซียนจุนทิ้งไว้แต่ปางก่อนย่อมเป็นประโยชน์ต่อเจ้าอย่างแน่นอน"
"อย่าว่าแต่ทะยานขึ้นฟ้าเลย เจ้าอาจกลายเป็นพยัคฆ์ติดปีก หรือกระทั่งทะลวงผ่านขอบเขตใหญ่รวดเดียวก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้"
"ประกอบกับไพ่ตายที่เจ้าสั่งสมมา เหล่าอัจฉริยะของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่จะต้องสยบแทบเท้าเจ้า"
"แต่เจ้าต้องตั้งใจฝึกฝนให้ดี อย่าได้ทำตัวเหยียบขี้ไก่ไม่ฝ่อ"
"อย่างไรเสียอัจฉริยะของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ก็ประมาทไม่ได้"
ผู้เฒ่าฮุนพยักหน้าตอบเนิบๆ
ตั้งแต่มาที่หุบเขาลั่วพั่ว ซูเป่ยเฉินดวงดีเหลือเชื่อ เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี ได้รับของวิเศษมาครองตลอด ที่สำคัญที่สุดคือจิตใจของเขาเติบโตขึ้นมาก ทำให้ผู้เป็นอาจารย์ปลื้มใจยิ่งนัก
ในที่สุดตนก็กล้าถอนหายใจโล่งอก การสร้างกายเนื้อขึ้นใหม่คงไม่ใช่แค่ความฝัน
"ศิษย์จะไม่มีวันประมาท ขอท่านอาจารย์โปรดวางใจ!"
ซูเป่ยเฉินตอบรับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ผู้เฒ่าฮุนชำเลืองมอง แอบกังวลใจในตัวซูเป่ยเฉินอยู่ลึกๆ
นิสัยอวดดีจองหองใช่ว่าจะแก้กันได้ง่ายๆ มีแต่ต้องผ่านความทุกข์ยากแสนสาหัสเท่านั้นจึงจะตาสว่าง ตอนนี้ยังเร็วไปที่จะวางใจ
"เชี่ย ข่าวงานชุมนุมเสินเสวียนรู้กันหรือยัง ยื่นหัตถ์คว้าจันทราเด็ดดารา ทั่วหล้าไร้ผู้ต่อกรจริงๆ"
"พระบุตรฮวงกู่ลุยเดี่ยว เผชิญหน้ากับสองศิษย์เอกเผ่าจิ้งจอก! สองคนเชียวนะ!"
"ใช่แล้ว ศิษย์เอกสองคนโดนพระบุตรฮวงกู่กดร่วงในพริบตา ชนะขาดลอยไร้ข้อกังขา"
"ข้าเห็นกับตา สองคนนั้นตบะระดับเทียนกังทั้งคู่ แต่อยู่ในมือพระบุตรไม่ถึงวินาที"
"นี่แหละคือรากฐานของแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ พระบุตรแข็งแกร่งจนน่ากลัว"
ข่าวลือในเมืองเม่ยหมอแพร่สะพัดไปทั่วสามสิบหกอาณาเขตแดนบูรพา เรื่องเล่าประเภทวีรบุรุษข้ามาคนเดียวลุยเดี่ยวกับคนหมู่มากเป็นที่ถูกอกถูกใจผู้ฟังนัก
ทุกแห่งหนต่างพูดถึงเฉินเสวียน กระทั่งลอยมาเข้าหูซูเป่ยเฉิน
ดวงตาของเขาเบิกโพลงด้วยความงุนงง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง มือที่กำลังตักข้าวเข้าปากชะงักค้างกลางอากาศ
"เชี่ยแล้ว! งานเข้าแล้ว"
ผู้เฒ่าฮุนถึงกับชาไปทั้งแถบ
สุดท้ายไอ้หนูนี่ก็ได้รับรู้ข่าวของเฉินเสวียนจนได้ แถมฟังดูแล้วเหมือนจะเก่งเทพเสียด้วย ขืนเป็นแบบนี้ไม่เป็นผลดีต่อการบำเพ็ญเพียรของซูเป่ยเฉินแน่
ตอนนี้เฉินเสวียนคือศัตรูหมายเลขหนึ่งของซูเป่ยเฉิน เกิดมันจิตตกจนธาตุไฟเข้าแทรกขึ้นมา ตัวเขาจะทำอย่างไร
"อาจารย์ ดูเหมือนเฉินเสวียนจะไม่ธรรมดาแล้ว เขาอยู่ขอบเขตไหนกันแน่"
"ขอบเขตอะไรถึงสามารถตบเทียนกังสองคนร่วงพร้อมกันได้"
ซูเป่ยเฉินกำหมัดแน่นเอ่ยถาม
ซี๊ด!
ผู้เฒ่าฮุนมุมปากกระตุก จะให้ตอบยังไงดีล่ะเนี่ย ขืนบอกว่าเฉินเสวียนเก่งบรรลัยจักร เดี๋ยวไอ้ศิษย์บ้านี่ก็ถอดใจทิ้งจอยกันพอดี แต่ถ้าบอกว่ากระจอกงอกง่อย เดี๋ยวก็ประมาทเลินเล่ออีก
น้ำตาจะไหลพราก
"อัจฉริยะเผ่าจิ้งจอกไม่ใช่คนทั่วไปจะเทียบได้ พลังรบของเทียนกังสองคนนั้นน่ากลัวประหนึ่งปีศาจ"
"ดูเหมือนเฉินเสวียนเองก็น่าจะอยู่ขอบเขตเทียนกังเช่นกัน ซึ่งก็นับว่าน่ากลัวใช่ย่อย"
"พรสวรรค์ของหมอนั่นเข้าขั้นสัตว์ประหลาด ตอนนี้เจ้ายังเอาชนะเขาไม่ได้หรอก"
ผู้เฒ่าฮุนไตร่ตรองครู่หนึ่งก่อนตัดสินใจพูดความจริงบางส่วน
ให้ยอมรับความจริงบ้างก็น่าจะดี
"อาจารย์ หากเฉินเสวียนทะลวงผ่านระดับกลายเป็นปรมาจารย์แล้วเล่า จะทำอย่างไร"
"ถ้าเช่นนั้นช่องว่างก็ห่างราวกับเหวลึก แต่ใช่ว่าจะทำไม่ได้ เพียงแต่เจ้าต้องพยายามมากกว่าเดิมสิบเท่า"
ผู้เฒ่าฮุนเอ่ยปลอบใจ
เรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ดันเกิดขึ้น ใครจะไปคิดว่าเวลาสั้นๆ แค่ไม่กี่เดือน เฉินเสวียนจะเติบโตได้ถึงเพียงนี้ เขาเองท่องยุทธภพมาหลายร้อยปียังไม่เคยเห็นตัวตนที่ฝืนลิขิตสวรรค์ขนาดนี้มาก่อนเลย
[จบแล้ว]