- หน้าแรก
- ระบบปล่อยจอย: ยิ่งขี้เกียจ ข้ายิ่งไร้เทียมทาน
- บทที่_21_กระบวนท่าเดียวดับชีพเย่ชางหลาน
บทที่_21_กระบวนท่าเดียวดับชีพเย่ชางหลาน
บทที่_21_กระบวนท่าเดียวดับชีพเย่ชางหลาน
บทที่_21_กระบวนท่าเดียวดับชีพเย่ชางหลาน
เมื่อเห็นสองธิดาศักดิ์สิทธิ์ยืนนิ่งไม่ไหวติง เย่ชางหลานก็ยิ่งหงุดหงิดงุ่นง่านเพราะลงมือไม่ได้
เขาต้องรักษาภาพลักษณ์สุภาพบุรุษผู้สง่างามเอาไว้ จะแสดงความป่าเถื่อนออกมาไม่ได้เด็ดขาด
รอให้ผ่านค่ำคืนนี้ไป ข้าวสารกลายเป็นข้าวสุกเมื่อไหร่ ค่อยว่ากัน
แต่ตอนนี้ห้ามมีข้อผิดพลาด
ต้องรักษามาดผู้ดีเพื่อพิชิตใจสาวงามให้ได้
"พวกเราก็อยากจะไปนะ แต่เขาบอกว่าเป็นบรรพชนชางหลานนี่นา"
"นั่นสิ บรรพชนชางหลานตัวเป็นๆ พี่ชายเย่ไม่ได้ยินหรือไง?"
เว่ยยุ่นอวี่พูดไปก็ป้องปากหัวเราะคิกคัก จริตจะก้านแพรวพราว ยั่วยวนจนคนมองแทบละลาย
"รีบถามดูสิว่าใช่ตัวปลอมหรือเปล่า? ข้าว่าอัจฉริยะท่านนี้ดูน่าสงสัยอยู่นะ"
เฉินเสวียนบุ้ยใบ้ไปทางเว่ยยุ่นอวี่ ทำหน้าทะเล้น
"เป็นโรคก็ต้องรักษา บังเอิญจริงๆ ข้ามียาลับเฉพาะสำหรับรักษาอาการของเจ้าแซ่เย่นี่พอดี"
"แค่คุกเข่าเห่าเหมือนหมาสามร้อยครั้ง รับรองหูตาสว่างหายเป็นปลิดทิ้ง ถ้าไม่หาย เห่าต่ออีกสามร้อยครั้ง รับรองหายขาด"
พูดจบ เฉินเสวียนก็ผายมือทำท่า 'เชิญเริ่มการแสดง'
สองสาวแทบกลั้นขำไม่อยู่ ไม่นึกว่าเฉินเสวียนจะยังคงคอนเซปต์ไม่ยอมเสียเปรียบใครเหมือนเดิม
ผู้คนรอบข้างเริ่มดูออกแล้ว แอบหัวเราะกันคิกคัก
ทั้งสามคนชัดเจนว่ากำลังเล่นละครตบตา โดยมีเย่ชางหลานเป็นตัวตลกที่โดนปั่นหัวจนหมุนติ้วโดยไม่รู้ตัว
"พอได้แล้ว! รนหาที่ตายนัก! เมืองเม่ยหมอไม่ใช่ที่ให้พวกแกมาซ่า!"
เย่ชางหลานโกรธจนหน้าอกกระเพื่อม ปอดแทบระเบิด
อุตส่าห์รักษามาดผู้ดี สุดท้ายกลายเป็นตัวตลก
ตั้งแต่เกิดมาในสำนัก ไม่เคยมีใครกล้าขัดใจ มีแต่คนพินอบพิเทา ไม่เคยต้องมารองรับอารมณ์ใครแบบนี้
ไม่ว่าจะเป็นธิดาศักดิ์สิทธิ์หรือไอ้หน้ากากบรรพชนชางหลาน ก็พวกเดียวกันทั้งนั้น
จงใจปั่นหัวเขาเล่น
ความจริงใจ (และความหื่น) ที่มอบให้ ดันเอาไปให้หมากิน เสียความรู้สึกชะมัด
"เอ๊ะ? ทำไมหัวร้อนซะแล้วล่ะ!"
"อากาศเย็นสบายแบบนี้ ทำไมคุณชายเย่ถึงหน้าแดงก่ำ สงสัยจะเป็นลมแดดกระมัง?"
"ข้ามีเคล็ดวิชาแก้อาการลมแดดด้วยนะ คุณชายเย่อยากลองไหม"
เฉินเสวียนยิ้มหวาน กล่าวเสริมด้วยน้ำเสียงกวนประสาท
เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าเย่ชางหลานจะหัวร้อนไปได้ถึงระดับไหน
"ซี๊ด! ผู้ฝึกตนหน้ากากลึกลับผู้นี้ช่างกล้าบ้าบิ่นนัก ไม่เกรงกลัวเย่ชางหลานแม้แต่น้อย ต้องรู้ก่อนนะว่าที่นี่คือถิ่นตระกูลเย่"
"ใจเด็ดจริงๆ อาจจะเป็นบรรพชนชางหลานตัวจริงก็ได้ใครจะรู้?"
"เจ้าบ้าหรือเปล่า บรรพชนชางหลานเก็บตัวเงียบมาหลายร้อยปี จะออกมาเล่นตลกกับเด็กเมื่อวานซืนได้ยังไง"
"เฮ้อ ไม่ว่าจะยังไงเย่ชางหลานก็น่าสมเพชจริงๆ! สาวงามข้างกายแปรพักตร์ในพริบตา จิตใจคงแตกสลายยับเยิน"
"พวกคุณชายขี้เก๊กพวกนี้ชอบดูถูกคนอื่นไปทั่ว ข้าล่ะเชียร์ให้ท่านบรรพชนชางหลานสั่งสอนมันสักที"
"บรรพชนชางหลานต้องมีเบื้องหลังที่ยิ่งใหญ่แน่ๆ อย่างน้อยต้องแข็งแกร่งกว่าสำนักชางหลาน ไม่อย่างนั้นธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักปีศาจมนตราคงไม่กล้าเสี่ยงล่วงเกินสำนักชางหลานเพื่อเล่นละครตบตากับเขาหรอก"
ชายเครางามผู้เจนจัดโลกเอ่ยวิเคราะห์
ทุกคนต่างวิพากษ์วิจารณ์ถึงความตกอับของเย่ชางหลานและตัวตนลึกลับของเฉินเสวียน
ต่างเห็นพ้องต้องกันกับคำวิเคราะห์ของชายเครางาม
ชายเครางามพูดถูก
เย่ชางหลานพร้อมจะลงมือฆ่าแกงได้ทุกเมื่อ แต่ท่านบรรพชนชางหลานกลับนิ่งสงบดั่งขุนเขา แสดงว่าต้องมีของดี
อาจจะเหนือกว่าสำนักชางหลานด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นใครจะกล้าหยามหน้าเย่ชางหลาน ซึ่งเท่ากับหยามหน้าสำนักชางหลาน
กล้าเสี่ยงขนาดนี้ แถมยังทำตัวชิลๆ สบายๆ คงไม่ใช่แค่ราคาคุยแน่
แน่นอนว่าอาจเป็นไปได้ที่บรรพชนชางหลาน (เฉินเสวียน) ก็แค่แกล้งทำเก่งต่อหน้าสาวเหมือนเย่ชางหลาน
แต่ดูจากท่าทางผ่อนคลายไร้กังวลแล้ว น่าจะเป็นของจริง
"พอได้แล้ว! ก่อความวุ่นวายในเมืองเม่ยหมอ ลวนลามธิดาศักดิ์สิทธิ์ เจ้าต้องตาย!"
เย่ชางหลานทนไม่ไหวอีกต่อไป
แทงกระบี่ออกไปตูมเดียว พุ่งเป้าไปที่เฉินเสวียน
คมกระบี่แหลมคมพกพาจิตสังหารอันไร้ขอบเขต พลังทำลายล้างมหาศาลห่อหุ้มตัวกระบี่ ระเบิดปราณกระบี่อันน่าสะพรึงกลัวออกมา
แสงกระบี่สีครามเจิดจ้าดั่งมหาสมุทร ครอบคลุมทุกทิศทางไร้จุดบอด ปลายกระบี่ชี้ตรงไปที่เฉินเสวียน
"ขอบเขตเทียนกัง!"
ใครคนหนึ่งตะโกนขึ้นมาท่ามกลางฝูงชน
กระบวนท่านี้มุ่งหมายเอาชีวิต เย่ชางหลานคิดจะถอนรากถอนโคน ไม่เหลือทางรอดให้แม้แต่น้อย
ปลายกระบี่ห่างจากเฉินเสวียนเพียงแค่นิ้วเดียว เร็ว เร็วเหลือเกิน
เพลงกระบี่ชางหลานรวดเร็วถึงขีดสุด จนไม่อาจหลบเลี่ยงได้
มุมปากของเย่ชางหลานยกยิ้ม ราวกับเห็นภาพเฉินเสวียนนอนจมกองเลือด
"เฮ้อ ทำไมต้องบีบบังคับกันด้วยนะ?"
เฉินเสวียนส่ายหน้าอย่างจนใจ เพียงแค่ความคิดวูบหนึ่ง
แสงสีทองระเบิดออกจากร่าง
ตูม!
ปราณกระบี่แตกกระเจิงราวกับปุยนุ่นเมื่อกระทบถูก
ตัวกระบี่แตกเป็นเสี่ยงๆ
ชั่วพริบตา
ร่างท่อนบนของเย่ชางหลานถูกแสงสีทองพันธนาการไว้
ตูม ตูม ตูม!
แสงสีทองระเบิดออก
บริเวณที่แสงสีทองพันรัดระเบิดออกเป็นจุณ กลายเป็นละอองเลือดปลิวว่อน
"อะไรกัน! เป็นไปไม่ได้!"
"อ๊ากกก!"
เย่ชางหลานงัดทุกวิชาออกมาใช้เพื่อหลบหลีก แต่ก็สายเกินไป เส้นชีพจรถูกระเบิดจนแหลกเหลว
มือข้างที่ถือกระบี่กลายเป็นเศษเนื้อ
เย่ชางหลานหวาดกลัวสุดขีด ตนเป็นฝ่ายลงมือก่อน ในระยะประชิดขนาดนี้ แถมยังใช้เพลงกระบี่ชางหลานขั้นสูงสุด กลับไม่อาจต้านทานการโจมตีเพียงกระบวนท่าเดียวได้!
อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่ผลลัพธ์กลับเหนือความคาดหมาย
เขาแพ้อย่างหมดรูป!
แสงสีทองระเบิดกึกก้อง ฝูงชนที่มุงดูต่างตกตะลึงจนตาถลน
น่ากลัว มันน่ากลัวเกินไปแล้ว!
ระยะแค่นั้น ต่อให้เป็นยอดฝีมือขอบเขตเทียนกังขั้นปลายยังตั้งตัวไม่ทัน
ไม่นึกเลยว่าเฉินเสวียนจะไม่หลบ แต่ใช้ร่างกายรับตรงๆ
แถมยังไร้รอยขีดข่วน นี่มันปีศาจชัดๆ
สายตาที่มองเฉินเสวียนเปลี่ยนเป็นความเคารพยำเกรง คนที่เคยอิจฉาริษยาอยากฆ่าเฉินเสวียน ตอนนี้กลัวจนหัวหด รีบมุดไปหลบหลังฝูงชน
"ทำไมไม่ฟังคำเตือนบ้างนะ?"
"ก็บอกแล้วไงว่าเป็นบรรพชนสำนักชางหลาน ก็ไม่เชื่อ"
"ในเมื่อพ่อแม่ไม่สั่งสอน ให้เจ้าทำตัวกร่างแบบนี้ ข้าก็จะสั่งสอนเจ้าเอง"
เฉินเสวียนเลียนแบบน้ำเสียงของผู้อาวุโสสูงสุดแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ตอนสั่งสอนลูกศิษย์
เย่ชางหลานกุมแขนที่ขาดวิ่น
ความแค้นและความโกรธทำให้เขาจ้องมองเฉินเสวียนเขม็ง
แต่พอสบตาเข้ากับเฉินเสวียน เขาก็ต้องก้มหน้าลงโดยไม่รู้ตัว ความหวาดกลัวจากกระบวนท่าเมื่อครู่มันฝังใจเกินไป
รู้ไหมว่ามันสร้างปมในใจให้แก่อัจฉริยะวัยยี่สิบปีขนาดไหน?
ไม่ต้องสู้กัน แค่รัศมีพลัง เฉินเสวียนก็กดข่มเย่ชางหลานจนมิด เย่ชางหลานผู้หวาดกลัวไม่กล้าแม้แต่จะสบตา
เฉินเสวียนยิ้มเหี้ยม เดินตรงเข้าไปหาเย่ชางหลาน
เย่ชางหลานเงยหน้าขึ้นสบตา รู้สึกเหมือนกำลังจ้องมองลงไปในหุบเหวไร้ก้นบึ้ง
ความกลัวที่ซ่อนอยู่ในก้นบึ้งจิตใจทำให้เขาสั่นสะท้าน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าความตายอยู่ใกล้แค่เอื้อม
เพราะเฉินเสวียนคิดจะฆ่าเขาจริงๆ ไม่คิดจะปล่อยไว้
ทันใดนั้น สตรีวัยกลางคนที่ยังคงความงามก็พุ่งออกมา ไม่ห่วงภาพลักษณ์อีกต่อไป
คุกเข่าลงตรงหน้าเฉินเสวียน ร้องไห้อ้อนวอน
"ขอร้องล่ะเจ้าค่ะ คุณชาย โปรดไว้ชีวิตเขาด้วย"
"ที่นี่เป็นเขตดูแลของหอซูเซียน ขอความเมตตาคุณชายอย่าฆ่าเขาเลยเจ้าค่ะ"
"หากสำนักชางหลานตรวจสอบลงมา หอซูเซียนทั้งหอคงโดนเผาเป็นจุณ ฝังไปพร้อมกับเขาแน่!"
"ได้โปรดเถิดเจ้าค่ะคุณชาย! พวกเราล้วนเป็นศิษย์ที่ถูกคัดออกจากสำนักปีศาจมนตรา หวังว่าคุณชายจะเมตตา ไว้ชีวิตเขาสักครั้ง"
"เขาสภาพแบบนี้ก็กลายเป็นคนพิการไปแล้ว ไม่เป็นภัยคุกคามต่อท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ!"
"เอาเถอะ สภาพเจ้านี่ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนพิการแล้ว"
"ไสหัวไปซะ อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าในเมืองเม่ยหมออีก"
เฉินเสวียนปรายตามองเย่ชางหลานที่นอนกองอยู่บนพื้นอย่างเฉยชาพลางกล่าวเสียงเรียบ
"อีกอย่าง ข้ายังมีธุระต้องไปฟังเพลงเสือสองตัวกับแม่เสือขาวทั้งสองต่อ!"
หือ? เสือขาว?
เว่ยยุ่นอวี่และเว่ยยุ่นเย่ว์หันมาสบตากันวูบหนึ่ง ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที
เห็นได้ชัดว่าพวกนางคิดลึกไปไกลอีกแล้ว
สิ้นคำกล่าว เฉินเสวียนก็โอบซ้ายประคองขวา ด้านซ้ายคือเว่ยยุ่นอวี่ ด้านขวาคือเว่ยยุ่นเย่ว์ ก่อนจะโบกมือไล่เย่ชางหลานราวกับไล่หมูหมา นับว่าเป็นการฆ่าคนด้วยวาจาโดยแท้
"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?"
เหล่าไทยมุงโดยรอบต่างพากันงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินเสวียนจึงยอมปล่อยเย่ชางหลานไปง่ายๆ เพียงเพราะคำขอร้องโง่ๆ แค่นั้นหรือ
คนที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้ จะไปแคร์ความรู้สึกของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเชียวหรือ
ดูยังไงก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
มีเพียงเฉินเสวียนเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ ในเนื้อเรื่องเกมดั้งเดิมนั้นสำนักชางหลานก็นับเป็นพล็อตย่อยที่ไม่เล็กไม่ใหญ่
เย่ชางหลานผู้นี้แท้จริงแล้วคือบันไดหินให้ซูเป่ยเฉินเหยียบย่ำเพื่อสร้างชื่อเสียง
ในนิยาย ซูเป่ยเฉินจะมาโชว์เทพตบหน้าคนในเมืองเม่ยหมอ ตบตัวเล็กตัวใหญ่ก็โผล่มา ตบตัวใหญ่ตัวแก่ก็ตามมา พอตบตัวแก่จนร่วง อัจฉริยะของตระกูลก็ตามมาล้างแค้น
และอัจฉริยะผู้นั้นก็คือเย่ชางหลาน
หากเขาสังหารเย่ชางหลานทิ้งเสียตอนนี้ ก็เท่ากับเข้าไปแทรกแซงเนื้อเรื่องหลัก เพื่อความสะใจชั่ววูบแลกกับการต้องทิ้งรางวัลจากระบบ นับว่าไม่คุ้มค่าและไม่ใช่วิสัยของเฉินเสวียน
ที่สำคัญคือเย่ชางหลานเองก็นับเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่มีโชคชะตาตัวเอกติดตัวอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้วิปริตผิดมนุษย์เท่าซูเป่ยเฉิน
การที่เฉินเสวียนโชว์เหนือตบเขาจนร่วงในวันนี้ หากเขารอดชีวิตกลับไปได้ก็นับว่าเป็นวาสนาครั้งใหญ่
เฉินเสวียนคาดการณ์ไม่ผิด หลังจากเย่ชางหลานรอดตายกลับไปในวันนี้
เขาจะเก็บความแค้นไปเป็นแรงผลักดัน หมกมุ่นฝึกฝนจนสำเร็จเคล็ดวิชาเจตจำนงกระบี่ชางหลานขั้นสูงสุด
และในอนาคต ซูเป่ยเฉินจะต้องเผชิญหน้ากับเย่ชางหลานเวอร์ชันอัปเกรดเต็มพิกัด!
แถมซูเป่ยเฉินยังเป็นศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ซึ่งเป็นเป้าหมายความแค้นของเย่ชางหลานอยู่แล้วด้วย
จุ๊ๆๆ แค่คิดภาพซูเป่ยเฉินถูกเย่ชางหลานระบายความแค้นไล่ทุบตีด้วยท่วงท่าพิสดารพันลึก ก็รู้สึกฟินจนบอกไม่ถูกแล้ว
อาศัยจังหวะที่เฉินเสวียนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
เย่ชางหลานสบโอกาสรีบดีดตัวพุ่งหนีหายเข้าไปในตรอกเล็กๆ อย่างรวดเร็ว
แววตาอาฆาตมาดร้ายของเขาแฝงไว้ด้วยความกระจ่างวูบหนึ่ง
เขาไม่ได้โง่ ถึงอย่างไรก็ควรจะเข้าใจได้แล้ว
เมื่อพิจารณาจากช่องว่างความห่างชั้นระหว่างเขากับอีกฝ่าย เบื้องหลังของเฉินเสวียนจะต้องลึกล้ำสุดหยั่งคาด สำนักชางหลานอาจเป็นขุมกำลังระดับท็อปก็จริงแต่ก็อยู่รั้งท้าย
ทว่าเฉินเสวียนนั้นอย่างน้อยต้องมาจากขุมกำลังระดับแนวหน้า หรืออาจถึงขั้นระดับแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งขุมกำลังเหนือโลกีย์ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ขุมกำลังระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำนักชางหลานจะกล้าไปตอแยด้วยไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ต่อให้เขาเป็นอัจฉริยะหรือพระบุตรของสำนักก็ไร้ความหมาย
ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริง สถานะเหล่านั้นไร้ค่าสิ้นดี สุดท้ายเขาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายรองรับอารมณ์โกรธของขุมกำลังยักษ์ใหญ่เพื่อยุติปัญหา
เป็นอัจฉริยะมาหลายปี เรื่องพรรค์นี้เขาเห็นมานักต่อนัก เพียงแต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งหวยจะมาออกที่ตัวเอง
"พี่เสวียนสุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ!"
"เมื่อกี้มองแทบไม่ทันก็จบเสียแล้ว ท่านพระบุตรช่างสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก"
เว่ยยุ่นอวี่และเว่ยยุ่นเย่ว์ ผลัดกันหยอดคำหวาน เป่าลมหายใจอุ่นซ่านรดใบหูของเฉินเสวียน
น้ำเสียงของพวกนางอ่อนระทวยปานจะหยดหยาดเยิ้ม เต็มไปด้วยจริตจะก้านร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม แม้แต่คนจิตใจมั่นคงดั่งหินผาอย่างเฉินเสวียน
ยังอดรู้สึกหน้าแดงระเรื่อ เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านไม่ได้
"กายมารเสน่ห์นี่ร้ายกาจจริงๆ!"
ทุกอิริยาบถล้วนแฝงไว้ด้วยมนต์สะกดรุนแรง น่ากลัวแท้ แต่ก็ไม่เป็นไร
"เอาแค่นี้มาทดสอบข้าหรือ ท่านพระบุตรคนนี้ทนการทดสอบแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ! ขอแรงกว่านี้อีก"
เฉินเสวียนหยอดกลับไปหนึ่งดอก เขาเองก็อยากลองของดูเหมือนกันว่าจุดอ่อนของตัวเองจะทนได้แค่ไหน
เจอสถานการณ์แบบนี้ ใครจะไปปฏิเสธลง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร
อีกทั้งตามข้อมูลที่เขารู้มา สองธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ยังคงครองพรหมจรรย์ไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่เคยฝึกวิชาประสานหยินหยางกับชายใด
ต่างจากผู้ฝึกตนคนอื่นในสำนักปีศาจมนตราอย่างสิ้นเชิง
นี่เป็นจุดที่ทำให้เฉินเสวียนไม่รู้สึกรังเกียจพวกนาง
และมีเพียงเฉินเสวียนเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายใต้ท่าทีเย้ายวนเหล่านั้น แท้จริงแล้วพวกนางหัวโบราณและหวงแหนความบริสุทธิ์ของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด
นั่นคือเหตุผลที่พวกนางชะลอการฝึกวิชาคู่และใช้วิธีบำเพ็ญเพียรร่วมกันสองพี่น้องมาโดยตลอด
นี่คือสาเหตุที่พวกนางกล้าต่อกรกับหลิวชิงหรานอย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งสองยึดมั่นในความรักอย่างสุดหัวใจ จะเลือกเพียงชายเดียว
และเมื่อเลือกแล้วก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
เปลือกนอกแสร้งทำเป็นร่านสวาท แต่เนื้อแท้ข้างในคือคลั่งรักระดับถวายหัว
ในชาติก่อน
แม้เฉินเสวียนจะช่วยหลิวชิงหรานเล่นงานพวกนางนับครั้งไม่ถ้วน
พวกนางก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ยังคงปักใจรักมั่นแต่เฉินเสวียน เฝ้ารอคอยอยู่ที่ยอดเขาหวนคนึงหา หวังว่าสักวันเฉินเสวียนจะเปลี่ยนใจ
ทว่าเฉินเสวียนในชาติก่อนกลับดื้อด้านหัวชนฝา ทุ่มเทเป็นทาสรักให้หลิวชิงหรานอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่เคยหันกลับมามอง
ห้าร้อยปีผันผ่านดั่งทะเลกลายเป็นทุ่งหม่อน การรอคอยอันขมขื่นเป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่า
สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงประโยคเดียวจากปากเฉินเสวียน "แต่พวกเจ้าไม่ใช่นาง"
ห้าร้อยปีแลกมาได้แค่ประโยคเดียว หากเป็นคนปกติคงสติแตกไปแล้ว
แต่พวกนางกลับเงียบงัน ยอมรับความจริงนั้นอย่างเงียบเชียบ
สุดท้ายช่างน่าเสียดายที่ถูกซูเป่ยเฉินปลอมตัวเป็นเฉินเสวียนใช้แผนชั่วหลอกลวง
กระทั่งในตอนที่ซูเป่ยเฉินสังหารเฉินเสวียน ทั้งสองนางก็ยังเลือกที่จะแตกหักกับซูเป่ยเฉินอย่างเด็ดเดี่ยว
ถึงขั้นยอมแลกชีวิตของตนเพื่อยื้อชีวิตเฉินเสวียน
ทว่าเฉินเสวียนคือตัวร้าย และตัวร้ายก็ต้องถูกตัวเอกสังหาร สุดท้ายทุกอย่างก็สูญเปล่า
"ดูท่าแม้แต่ท่านพระบุตรก็ไม่อาจละกิเลสได้สินะเจ้าคะ แบบนี้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่เลย"
"พี่หญิง ท่านอยากเห็นเฉินเสวียนหน้าแดงไหมเจ้าคะ"
สองสาวสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มพราวระยับ
เว่ยยุ่นเย่ว์ทำตัวราวกับแมวน้อยผู้สง่างาม ทิ้งน้ำหนักตัวอันอ่อนนุ่มพิงซบลงบนร่างของเฉินเสวียน
สัมผัสนุ่มหยุ่นร้อนผ่าวจากช่วงหน้าท้องถ่ายทอดแล่นพล่านไปทั่วร่างของเฉินเสวียนในพริบตา
"อุ๊ยตาย ฟ้ามืดเสียแล้ว วันนี้ยังไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลย ไม่ทราบว่าคุณชายจะช่วยพยุงผู้น้อยกลับห้องหน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
เว่ยยุ่นอวี่โอบกอดเฉินเสวียน เรียวขาขาวเนียนยาวระหงพาดเกี่ยวกระหวัดร่างชายหนุ่มไว้
"เดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียวเลย"
วาจาและท่าทางสื่อความหมายชัดเจนว่าให้อุ้ม
ไม่สิ นี่มันประกาศเจตนาชัดๆ
"อา... นี่มัน"
เฉินเสวียนถึงกับไปไม่เป็น เมื่อกี้ปากพล่อยพูดอะไรออกไป กรรมตามสนองแท้ๆ
นี่มันจะรุกหนักเกินไปแล้ว คนมุงดูอยู่ตั้งเยอะแยะ ข้าไม่ต้องรักษาภาพพจน์บ้างหรือไง
เดี๋ยวนะ?
ทำไมสายตาของคนพวกนั้นเริ่มมองมาแปลกๆ
เมื่อครู่ยังดูเคารพยำเกรง ไฉนตอนนี้ถึงได้กัดฟันกรอดๆ
แล้วนั่นใครกำลังลับมีดอยู่ หมายความว่ายังไง!
"ไอ้ระยำเอ๊ย เมื่อกี้ยังทำท่าปฏิเสธ ตอนนี้ลูบไล้ใหญ่เลยนะมึง"
"ฆ่าชางหลาน ชิงธิดาศักดิ์สิทธิ์!"
"ไอ้แก่บัดซบ อย่าคิดว่าแกล้งทำเป็นยอดฝีมือแล้วข้าจะไม่กล้าตบแกนะเว้ย! กระบี่ของข้าก็คมไม่แพ้ใคร!"
"กล้ามาโชว์หวานกลางที่สาธารณะ พี่น้องเอ้ย ฆ่ามัน!"
"มันนั่นแหละรังแกพี่ชายข้า พี่สาวน้องสาวทั้งหลาย เดี๋ยวรุมมันพร้อมกันเลยนะ"
"กรี๊ดดด ท่านพี่ธิดาศักดิ์สิทธิ์โดนไอ้เฒ่าชางหลานนั่นลวนลาม ต้องให้มันตายเป็นศพแรก"
"ฮือๆ ท่านพี่บาดเจ็บ พวกเราต้องปกป้องท่านพี่ธิดาศักดิ์สิทธิ์!"
ฝูงชนโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า นัยน์ตาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความริษยาอาฆาต
แทบอยากจะพุ่งเข้ามาสับร่างเฉินเสวียนเป็นสองร้อยหกชิ้นเสียเดี๋ยวนั้น
"เวรเอ๊ย ทำไมธิดาศักดิ์สิทธิ์ถึงมีแฟนคลับกับเขาด้วยเนี่ย?"
เฉินเสวียนอุทานอย่างหัวเสีย
ฉับพลันร่างของเขาก็พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ สลัดหลุดจากการเกาะกุมของเว่ยยุ่นเย่ว์อย่างลื่นไหล แล้วโยกตัวหลบออกจากวงแขนของเว่ยยุ่นอวี่ในจังหวะต่อเนื่อง
ท่วงท่าสง่างามดุจปุยเมฆ ไม่ทิ้งร่องรอยให้จับได้ไล่ทัน
"ช่างเถอะ"
"จิตใจข้าน้อยยังไม่มั่นคงพอ เชิญแม่นางทั้งสองเดินกลับเองเถิด"
ผู้มีปัญญาไม่ข้องแวะกรรม ผู้เจริญไม่ตกห้วงรัก
ล้อเล่นรึไง ตัวเขาเป็นถึงพระบุตรจอมวายร้าย
จะให้ไปคอยปรนนิบัติคนอื่นได้เยี่ยงไร
ไม่ต้องรักษาหน้าตาบารมีกันพอดี
พอเห็นเฉินเสวียนหลบฉากหนีไปอีกแล้ว สองสาวทั้งโกรธทั้งแค้นที่แผนการล้มเหลว
ชัดๆ ว่าเมื่อกี้เฉินเสวียนไม่ได้ปฏิเสธแท้ๆ
ผู้ชายไม่มีดีสักคน เดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนใจ
เมื่อครู่ยังโอบซ้ายกอดขวา พอหันหลังปุ๊บก็ชิ่งหนีปั๊บ
สองสาวส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ แต่ก็ถือว่าพอหอมปากหอมคอ
เอาเถอะ ขอแค่สร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ ได้อยู่ข้างกายเฉินเสวียน โอกาสยังมีอีกถมเถไป จะกลัวอะไรว่าไม่มีจังหวะ
เมื่อเห็นว่าทั้งสามกำลังถูกฝูงชนล้อมกรอบด้วยสายตาอาฆาต
หยางหว่านอวี้จึงรีบออกมาแก้สถานการณ์ "ท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์เจ้าคะ งานชุมนุมวิจารณ์สมบัติภายในเมืองกำลังจะเริ่มแล้วเจ้าค่ะ"
[จบแล้ว]บทที่ 21 - แผนการของสองภูตสาวตัวน้อยล่มไม่เป็นท่าอีกแล้ว
"เอาเถอะ สภาพเจ้านี่ตอนนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับคนพิการแล้ว"
"ไสหัวไปซะ อย่าให้ข้าเห็นหน้าเจ้าในเมืองเม่ยหมออีก"
เฉินเสวียนปรายตามองเย่ชางหลานที่นอนกองอยู่บนพื้นอย่างเฉยชาพลางกล่าวเสียงเรียบ
"อีกอย่าง ข้ายังมีธุระต้องไปฟังเพลงเสือสองตัวกับแม่เสือขาวทั้งสองต่อ!"
หือ? เสือขาว?
เว่ยยุ่นอวี่และเว่ยยุ่นเย่ว์หันมาสบตากันวูบหนึ่ง ใบหน้าพลันแดงซ่านขึ้นมาทันที
เห็นได้ชัดว่าพวกนางคิดลึกไปไกลอีกแล้ว
สิ้นคำกล่าว เฉินเสวียนก็โอบซ้ายประคองขวา ด้านซ้ายคือเว่ยยุ่นอวี่ ด้านขวาคือเว่ยยุ่นเย่ว์ ก่อนจะโบกมือไล่เย่ชางหลานราวกับไล่หมูหมา นับว่าเป็นการฆ่าคนด้วยวาจาโดยแท้
"ยังไม่รีบไสหัวไปอีก?"
เหล่าไทยมุงโดยรอบต่างพากันงุนงง ไม่เข้าใจว่าเหตุใดเฉินเสวียนจึงยอมปล่อยเย่ชางหลานไปง่ายๆ เพียงเพราะคำขอร้องโง่ๆ แค่นั้นหรือ
คนที่มีเบื้องหลังยิ่งใหญ่เทียมฟ้าเช่นนี้ จะไปแคร์ความรู้สึกของหญิงชาวบ้านคนหนึ่งเชียวหรือ
ดูยังไงก็ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย
มีเพียงเฉินเสวียนเท่านั้นที่รู้อยู่แก่ใจ ในเนื้อเรื่องเกมดั้งเดิมนั้นสำนักชางหลานก็นับเป็นพล็อตย่อยที่ไม่เล็กไม่ใหญ่
เย่ชางหลานผู้นี้แท้จริงแล้วคือบันไดหินให้ซูเป่ยเฉินเหยียบย่ำเพื่อสร้างชื่อเสียง
ในนิยาย ซูเป่ยเฉินจะมาโชว์เทพตบหน้าคนในเมืองเม่ยหมอ ตบตัวเล็กตัวใหญ่ก็โผล่มา ตบตัวใหญ่ตัวแก่ก็ตามมา พอตบตัวแก่จนร่วง อัจฉริยะของตระกูลก็ตามมาล้างแค้น
และอัจฉริยะผู้นั้นก็คือเย่ชางหลาน
หากเขาสังหารเย่ชางหลานทิ้งเสียตอนนี้ ก็เท่ากับเข้าไปแทรกแซงเนื้อเรื่องหลัก เพื่อความสะใจชั่ววูบแลกกับการต้องทิ้งรางวัลจากระบบ นับว่าไม่คุ้มค่าและไม่ใช่วิสัยของเฉินเสวียน
ที่สำคัญคือเย่ชางหลานเองก็นับเป็นบุตรแห่งสวรรค์ที่มีโชคชะตาตัวเอกติดตัวอยู่บ้าง เพียงแต่ไม่ได้วิปริตผิดมนุษย์เท่าซูเป่ยเฉิน
การที่เฉินเสวียนโชว์เหนือตบเขาจนร่วงในวันนี้ หากเขารอดชีวิตกลับไปได้ก็นับว่าเป็นวาสนาครั้งใหญ่
เฉินเสวียนคาดการณ์ไม่ผิด หลังจากเย่ชางหลานรอดตายกลับไปในวันนี้
เขาจะเก็บความแค้นไปเป็นแรงผลักดัน หมกมุ่นฝึกฝนจนสำเร็จเคล็ดวิชาเจตจำนงกระบี่ชางหลานขั้นสูงสุด
และในอนาคต ซูเป่ยเฉินจะต้องเผชิญหน้ากับเย่ชางหลานเวอร์ชันอัปเกรดเต็มพิกัด!
แถมซูเป่ยเฉินยังเป็นศิษย์แดนศักดิ์สิทธิ์ฮวงกู่ซึ่งเป็นเป้าหมายความแค้นของเย่ชางหลานอยู่แล้วด้วย
จุ๊ๆๆ แค่คิดภาพซูเป่ยเฉินถูกเย่ชางหลานระบายความแค้นไล่ทุบตีด้วยท่วงท่าพิสดารพันลึก ก็รู้สึกฟินจนบอกไม่ถูกแล้ว
อาศัยจังหวะที่เฉินเสวียนกำลังตกอยู่ในห้วงความคิด
เย่ชางหลานสบโอกาสรีบดีดตัวพุ่งหนีหายเข้าไปในตรอกเล็กๆ อย่างรวดเร็ว
แววตาอาฆาตมาดร้ายของเขาแฝงไว้ด้วยความกระจ่างวูบหนึ่ง
เขาไม่ได้โง่ ถึงอย่างไรก็ควรจะเข้าใจได้แล้ว
เมื่อพิจารณาจากช่องว่างความห่างชั้นระหว่างเขากับอีกฝ่าย เบื้องหลังของเฉินเสวียนจะต้องลึกล้ำสุดหยั่งคาด สำนักชางหลานอาจเป็นขุมกำลังระดับท็อปก็จริงแต่ก็อยู่รั้งท้าย
ทว่าเฉินเสวียนนั้นอย่างน้อยต้องมาจากขุมกำลังระดับแนวหน้า หรืออาจถึงขั้นระดับแดนศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งขุมกำลังเหนือโลกีย์ในแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้
ขุมกำลังระดับนั้นไม่ใช่สิ่งที่สำนักชางหลานจะกล้าไปตอแยด้วยไม่ว่าจะกรณีใดก็ตาม ต่อให้เขาเป็นอัจฉริยะหรือพระบุตรของสำนักก็ไร้ความหมาย
ต่อหน้าพลังอำนาจที่แท้จริง สถานะเหล่านั้นไร้ค่าสิ้นดี สุดท้ายเขาก็คงเป็นได้แค่กระสอบทรายรองรับอารมณ์โกรธของขุมกำลังยักษ์ใหญ่เพื่อยุติปัญหา
เป็นอัจฉริยะมาหลายปี เรื่องพรรค์นี้เขาเห็นมานักต่อนัก เพียงแต่ไม่คิดว่าวันหนึ่งหวยจะมาออกที่ตัวเอง
"พี่เสวียนสุดยอดไปเลยเจ้าค่ะ!"
"เมื่อกี้มองแทบไม่ทันก็จบเสียแล้ว ท่านพระบุตรช่างสง่างามน่าเกรงขามยิ่งนัก"
เว่ยยุ่นอวี่และเว่ยยุ่นเย่ว์ ผลัดกันหยอดคำหวาน เป่าลมหายใจอุ่นซ่านรดใบหูของเฉินเสวียน
น้ำเสียงของพวกนางอ่อนระทวยปานจะหยดหยาดเยิ้ม เต็มไปด้วยจริตจะก้านร้อยเล่ห์พันเหลี่ยม แม้แต่คนจิตใจมั่นคงดั่งหินผาอย่างเฉินเสวียน
ยังอดรู้สึกหน้าแดงระเรื่อ เลือดลมสูบฉีดพลุ่งพล่านไม่ได้
"กายมารเสน่ห์นี่ร้ายกาจจริงๆ!"
ทุกอิริยาบถล้วนแฝงไว้ด้วยมนต์สะกดรุนแรง น่ากลัวแท้ แต่ก็ไม่เป็นไร
"เอาแค่นี้มาทดสอบข้าหรือ ท่านพระบุตรคนนี้ทนการทดสอบแบบนี้ไม่ไหวหรอกนะ! ขอแรงกว่านี้อีก"
เฉินเสวียนหยอดกลับไปหนึ่งดอก เขาเองก็อยากลองของดูเหมือนกันว่าจุดอ่อนของตัวเองจะทนได้แค่ไหน
เจอสถานการณ์แบบนี้ ใครจะไปปฏิเสธลง ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไร
อีกทั้งตามข้อมูลที่เขารู้มา สองธิดาศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ยังคงครองพรหมจรรย์ไว้อย่างสมบูรณ์ ไม่เคยฝึกวิชาประสานหยินหยางกับชายใด
ต่างจากผู้ฝึกตนคนอื่นในสำนักปีศาจมนตราอย่างสิ้นเชิง
นี่เป็นจุดที่ทำให้เฉินเสวียนไม่รู้สึกรังเกียจพวกนาง
และมีเพียงเฉินเสวียนเท่านั้นที่รู้ดีว่า ภายใต้ท่าทีเย้ายวนเหล่านั้น แท้จริงแล้วพวกนางหัวโบราณและหวงแหนความบริสุทธิ์ของตนเองยิ่งกว่าสิ่งใด
นั่นคือเหตุผลที่พวกนางชะลอการฝึกวิชาคู่และใช้วิธีบำเพ็ญเพียรร่วมกันสองพี่น้องมาโดยตลอด
นี่คือสาเหตุที่พวกนางกล้าต่อกรกับหลิวชิงหรานอย่างเต็มภาคภูมิ
ทั้งสองยึดมั่นในความรักอย่างสุดหัวใจ จะเลือกเพียงชายเดียว
และเมื่อเลือกแล้วก็จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง
เปลือกนอกแสร้งทำเป็นร่านสวาท แต่เนื้อแท้ข้างในคือคลั่งรักระดับถวายหัว
ในชาติก่อน
แม้เฉินเสวียนจะช่วยหลิวชิงหรานเล่นงานพวกนางนับครั้งไม่ถ้วน
พวกนางก็ไม่เคยเก็บมาใส่ใจ ยังคงปักใจรักมั่นแต่เฉินเสวียน เฝ้ารอคอยอยู่ที่ยอดเขาหวนคนึงหา หวังว่าสักวันเฉินเสวียนจะเปลี่ยนใจ
ทว่าเฉินเสวียนในชาติก่อนกลับดื้อด้านหัวชนฝา ทุ่มเทเป็นทาสรักให้หลิวชิงหรานอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่เคยหันกลับมามอง
ห้าร้อยปีผันผ่านดั่งทะเลกลายเป็นทุ่งหม่อน การรอคอยอันขมขื่นเป็นเพียงความฝันที่ว่างเปล่า
สิ่งที่ได้กลับมามีเพียงประโยคเดียวจากปากเฉินเสวียน "แต่พวกเจ้าไม่ใช่นาง"
ห้าร้อยปีแลกมาได้แค่ประโยคเดียว หากเป็นคนปกติคงสติแตกไปแล้ว
แต่พวกนางกลับเงียบงัน ยอมรับความจริงนั้นอย่างเงียบเชียบ
สุดท้ายช่างน่าเสียดายที่ถูกซูเป่ยเฉินปลอมตัวเป็นเฉินเสวียนใช้แผนชั่วหลอกลวง
กระทั่งในตอนที่ซูเป่ยเฉินสังหารเฉินเสวียน ทั้งสองนางก็ยังเลือกที่จะแตกหักกับซูเป่ยเฉินอย่างเด็ดเดี่ยว
ถึงขั้นยอมแลกชีวิตของตนเพื่อยื้อชีวิตเฉินเสวียน
ทว่าเฉินเสวียนคือตัวร้าย และตัวร้ายก็ต้องถูกตัวเอกสังหาร สุดท้ายทุกอย่างก็สูญเปล่า
"ดูท่าแม้แต่ท่านพระบุตรก็ไม่อาจละกิเลสได้สินะเจ้าคะ แบบนี้ยิ่งชอบเข้าไปใหญ่เลย"
"พี่หญิง ท่านอยากเห็นเฉินเสวียนหน้าแดงไหมเจ้าคะ"
สองสาวสบตากัน แววตาเต็มไปด้วยรอยยิ้มพราวระยับ
เว่ยยุ่นเย่ว์ทำตัวราวกับแมวน้อยผู้สง่างาม ทิ้งน้ำหนักตัวอันอ่อนนุ่มพิงซบลงบนร่างของเฉินเสวียน
สัมผัสนุ่มหยุ่นร้อนผ่าวจากช่วงหน้าท้องถ่ายทอดแล่นพล่านไปทั่วร่างของเฉินเสวียนในพริบตา
"อุ๊ยตาย ฟ้ามืดเสียแล้ว วันนี้ยังไม่ได้พักผ่อนดีๆ เลย ไม่ทราบว่าคุณชายจะช่วยพยุงผู้น้อยกลับห้องหน่อยได้ไหมเจ้าคะ"
เว่ยยุ่นอวี่โอบกอดเฉินเสวียน เรียวขาขาวเนียนยาวระหงพาดเกี่ยวกระหวัดร่างชายหนุ่มไว้
"เดินไม่ไหวแล้วเจ้าค่ะ ก้าวไม่ออกแม้แต่ก้าวเดียวเลย"
วาจาและท่าทางสื่อความหมายชัดเจนว่าให้อุ้ม
ไม่สิ นี่มันประกาศเจตนาชัดๆ
"อา... นี่มัน"
เฉินเสวียนถึงกับไปไม่เป็น เมื่อกี้ปากพล่อยพูดอะไรออกไป กรรมตามสนองแท้ๆ
นี่มันจะรุกหนักเกินไปแล้ว คนมุงดูอยู่ตั้งเยอะแยะ ข้าไม่ต้องรักษาภาพพจน์บ้างหรือไง
เดี๋ยวนะ?
ทำไมสายตาของคนพวกนั้นเริ่มมองมาแปลกๆ
เมื่อครู่ยังดูเคารพยำเกรง ไฉนตอนนี้ถึงได้กัดฟันกรอดๆ
แล้วนั่นใครกำลังลับมีดอยู่ หมายความว่ายังไง!
"ไอ้ระยำเอ๊ย เมื่อกี้ยังทำท่าปฏิเสธ ตอนนี้ลูบไล้ใหญ่เลยนะมึง"
"ฆ่าชางหลาน ชิงธิดาศักดิ์สิทธิ์!"
"ไอ้แก่บัดซบ อย่าคิดว่าแกล้งทำเป็นยอดฝีมือแล้วข้าจะไม่กล้าตบแกนะเว้ย! กระบี่ของข้าก็คมไม่แพ้ใคร!"
"กล้ามาโชว์หวานกลางที่สาธารณะ พี่น้องเอ้ย ฆ่ามัน!"
"มันนั่นแหละรังแกพี่ชายข้า พี่สาวน้องสาวทั้งหลาย เดี๋ยวรุมมันพร้อมกันเลยนะ"
"กรี๊ดดด ท่านพี่ธิดาศักดิ์สิทธิ์โดนไอ้เฒ่าชางหลานนั่นลวนลาม ต้องให้มันตายเป็นศพแรก"
"ฮือๆ ท่านพี่บาดเจ็บ พวกเราต้องปกป้องท่านพี่ธิดาศักดิ์สิทธิ์!"
ฝูงชนโกรธแค้นจนเลือดขึ้นหน้า นัยน์ตาลุกโชนด้วยเปลวเพลิงแห่งความริษยาอาฆาต
แทบอยากจะพุ่งเข้ามาสับร่างเฉินเสวียนเป็นสองร้อยหกชิ้นเสียเดี๋ยวนั้น
"เวรเอ๊ย ทำไมธิดาศักดิ์สิทธิ์ถึงมีแฟนคลับกับเขาด้วยเนี่ย?"
เฉินเสวียนอุทานอย่างหัวเสีย
ฉับพลันร่างของเขาก็พลิ้วไหวราวกับสายน้ำ สลัดหลุดจากการเกาะกุมของเว่ยยุ่นเย่ว์อย่างลื่นไหล แล้วโยกตัวหลบออกจากวงแขนของเว่ยยุ่นอวี่ในจังหวะต่อเนื่อง
ท่วงท่าสง่างามดุจปุยเมฆ ไม่ทิ้งร่องรอยให้จับได้ไล่ทัน
"ช่างเถอะ"
"จิตใจข้าน้อยยังไม่มั่นคงพอ เชิญแม่นางทั้งสองเดินกลับเองเถิด"
ผู้มีปัญญาไม่ข้องแวะกรรม ผู้เจริญไม่ตกห้วงรัก
ล้อเล่นรึไง ตัวเขาเป็นถึงพระบุตรจอมวายร้าย
จะให้ไปคอยปรนนิบัติคนอื่นได้เยี่ยงไร
ไม่ต้องรักษาหน้าตาบารมีกันพอดี
พอเห็นเฉินเสวียนหลบฉากหนีไปอีกแล้ว สองสาวทั้งโกรธทั้งแค้นที่แผนการล้มเหลว
ชัดๆ ว่าเมื่อกี้เฉินเสวียนไม่ได้ปฏิเสธแท้ๆ
ผู้ชายไม่มีดีสักคน เดี๋ยวเดียวก็เปลี่ยนใจ
เมื่อครู่ยังโอบซ้ายกอดขวา พอหันหลังปุ๊บก็ชิ่งหนีปั๊บ
สองสาวส่งเสียงฮึดฮัดขัดใจ แต่ก็ถือว่าพอหอมปากหอมคอ
เอาเถอะ ขอแค่สร้างความสัมพันธ์อันดีไว้ ได้อยู่ข้างกายเฉินเสวียน โอกาสยังมีอีกถมเถไป จะกลัวอะไรว่าไม่มีจังหวะ
เมื่อเห็นว่าทั้งสามกำลังถูกฝูงชนล้อมกรอบด้วยสายตาอาฆาต
หยางหว่านอวี้จึงรีบออกมาแก้สถานการณ์ "ท่านธิดาศักดิ์สิทธิ์เจ้าคะ งานชุมนุมวิจารณ์สมบัติภายในเมืองกำลังจะเริ่มแล้วเจ้าค่ะ"
[จบแล้ว]