เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 40 : วิธีสร้างสกิล ระเบิดพลีชีพขั้นร้ายแรง!

บทที่ 40 : วิธีสร้างสกิล ระเบิดพลีชีพขั้นร้ายแรง!

บทที่ 40 : วิธีสร้างสกิล ระเบิดพลีชีพขั้นร้ายแรง!


บทที่ 40 : วิธีสร้างสกิล ระเบิดพลีชีพขั้นร้ายแรง!

“เอ่อ? เขาพูดว่าสวัสดีใช่ไหม?”

“นายได้ยินเหมือนกันใช่ไหม? สวัสดี~”

สมาชิกทีมจู่โจมที่ 1 ทักทายหมายเลข 11 อย่างอบอุ่น

เนื่องจากก่อนหน้านี้ร่างโคลนได้ให้คำอธิบายบางอย่างแก่พวกเขาเช่น ' กิลด์เคนัสส่งผมมาเพื่อส่งเสบียง' ดังนั้นสมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1 จึงไม่แปลกใจมากนักกับสิ่งที่ร่างโคลนหมายเลข 11 พูด

“ยินดีที่ได้รู้จัก พวกคุณคือสมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1 ของกิลด์เคนัสใช่ไหม?”

“เอ่อ? ใช่ ถูกต้องเลย”

ซังวูเข้าควบคุมหมายเลข 11 และอธิบายทีละขั้นตอน

“ผมชื่อจองซังวู ตอนนี้กิลด์เคนัสจ้างผมมาเพื่อทำภารกิจนี้ แต่สิ่งที่กำลังพูดคุยกับพวกคุณอยู่ในตอนนี้ก็คือร่างโคลนของผม ผมดีใจที่ได้พบกับผู้รอดชีวิตจากทีมจู่โจมที่ 1 นะครับ”

“อ้า! ตอนนี้คุณกำลังเชื่อมต่อมาจากภายนอกหรอ?”

“ใช่ครับ”

“เยี่ยม! ในที่สุด!”

สมาชิกทีมจู่โจมที่ 1 กอดกันอย่างมีความสุข

ในไม่ช้าผู้นำทีมพัคยูนาก็สงบสติอารมณ์ลงและเริ่มถามคำถาม

“ตอนนี้ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง? เวลาผ่านไปนานเท่าไหร่แล้ว? พี่ชายของฉันยังโอเคดีอยู่ไหม?”

“โอ้ ใจเย็นๆ ก่อนนะครับ ตอนนี้พวกเราทุกคนกำลังรวมตัวกันอยู่ที่หน้าทางเข้า ส่วนเวลาข้างนอกก็ผ่านไป 7 เดือนแล้วนับตั้งแต่ทีมจู่โจมที่ 1 เข้ามาในหอคอยโอดิน หัวหน้ากิลด์พัคสบายดี แต่ตอนนี้มีผู้รอดชีวิตเหลืออยู่กี่คนกันครับ?”

เมื่อได้ยินคำถามสุดท้าย ใบหน้าของพัคยูนาก็ซีดลงอย่างเห็นได้ชัด

“จากสมาชิกทั้งหมด 10 คน มี 2 คนเสียชีวิตลงไปแล้ว พวกเราเหลือกันเพียง 8 คนเท่านั้น”

“นี่...ทุกคนอยู่ที่นี่กันหมดแล้วใช่ไหมครับ?”

“ใช่...”

พัคยูน่ามองไปที่สมาชิกทีมรอบๆ บังเกอร์

ใบหน้าของพวกเขาหยาบกร้านและสภาพของพวกเขาก็ดูทรุดโทรม

ไม่เพียงแต่ในกิลด์เคนัสเท่านั้น แต่ในกิลด์ส่วนใหญ่ สมาชิกส่วนใหญ่ของทีมจู่โจมก็มักจะประกอบไปด้วยฮันเตอร์หลากหลายประเภท

ท้ายที่สุดแล้ว มันก็มีตำแหน่งหน้าที่สำหรับแต่ละบุคคล และในกรณีของทีมจู่โจมที่ 1 ของกิลด์เคนัส ตำแหน่งของพวกเขาก็ถูกแบ่งออกเป็น 2 แทงค์ 5 สนับสนุนและ 3 ฮีลเลอร์ ซึ่งนี่ก็นับเป็นมาตรฐานสำหรับทีมจู่โจม 10 คน

มันนับเป็นทีมจู่โจมที่มีประสิทธิภาพ

และผู้นำของทีมจู่โจมที่ 1 ก็คือพัคยูนา ฮันเตอร์สายสนับสนุน แม้ว่าเธอจะอายุยังน้อย แต่เธอก็ได้เป็นผู้นำทีมจู่โจมที่ 1 แล้วด้วยความสามารถและการตัดสินใจที่ยอดเยี่ยม

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อพิจารณาว่าทีม 10 คนคือขีดจำกัดของพื้นที่มิติย่อยของเธอ เธอจึงถูกตัดสินว่ามีความเหมาะสมสำหรับการเป็นผู้นำของทีมจู่โจมที่ 1

' แต่ฉันก็ล้มเหลว'

กิลด์เคนัสตัดสินว่ามันมีความเป็นไปได้ที่จะพวกเขาจะสามารถเคลียร์หอคอยโอดินได้ด้วยสกิลที่พิเศษของพัคยูนา

อย่างไรก็ตาม ทันทีที่พัคยูนาเข้าไปในหอคอยโอดิน เธอก็ตระหนักได้ว่าทุกอย่างผิดปกติ

เธอเชื่อว่าทุ่งกว้างน้ำแข็งนี้มีจุดสิ้นสุด และมันก็มีทางที่จะไปยังชั้นถัดไป แต่กระนั้นเธอก็ไม่รู้ว่าจะผ่านชั้นต่อไปได้อย่างไร

และในทุกที่ที่เธอไป มันก็จะมีผู้พิทักษ์น้ำแข็งคอยดักซุ่มรอโจมตีพวกเธออยู่

ยิ่งไปกว่านั้น มอนสเตอร์ในชั้นนี้ก็ยังไม่ได้จำกัดอยู่เพียงผู้พิทักษ์น้ำแข็งเท่านั้น

นกน้ำแข็งและมังกรที่บินอยู่บนท้องฟ้า โกเลมน้ำแข็งและยักษ์ที่ดูสูงหลายสิบถึงหลายร้อยเมตร

มันมีมอนสเตอร์มากมายที่พวกเธอไม่กล้าแม้แต่จะเผชิญหน้า

' จัมเปอร์... เคยเคลียร์ที่นี่ได้จริงหรอ? เขาเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ'

ในท้ายที่สุด หลังจากเข้ามาได้ไม่นาน พวกเขาก็สูญเสียแทงค์ไปหนึ่งคนและผู้สนับสนุนไปอีกหนึ่งคนเนื่องจากการโจมตีของผู้พิทักษ์น้ำแข็ง

แม้ว่าจะเป็นทีมจู่โจมที่ 1 ที่ประกอบด้วยฮันเตอร์แรงค์ B และ A

แต่พัคยูนาก็ยังตระหนักได้ว่ามันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเธอจะสามารถเคลียร์ดันเจี้ยนนี้ได้

' เอาชีวิตรอด พวกเราต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ก่อน'

หลังจากนั้น เธอจึงชักชวนให้พวกเขาหลบซ่อนตัวอยู่ในพื้นที่มิติย่อยของเธอ

จากนั้น เมื่อสถานการณ์ดูเหมือนจะสงบลงแล้ว พวกเขาก็จะเคลื่อนไหวในช่วงเวลาสั้นๆ ประมาณ 20 ถึง 30 นาทีแล้วจึงค่อยกลับมาซ่อนตัวซ้ำอีกครั้ง

การตัดสินใจนี้นับได้ว่าเป็นการเดินหมากที่ยอดเยี่ยมมาก

ไม่มีผู้เสียชีวิตตั้งแต่นั้นมา

ขณะเดียวกัน เสบียงสำหรับสามเดือนก็ถูกใช้หมดลงอย่างรวดเร็ว

เนื่อง​จาก​พวกเขา​ไม่​มี​อะไร​จะ​กิน ดังนั้นพวกเขาจึง​ทำได้เพียงละลายน้ำแข็งโดยรอบเพื่อเอามาทำเป็นน้ำดื่มประทังชีวิตได้เท่านั้น

และแล้วในที่สุด เลือดของพวกเขาก็แทบจะใสจนกลายเป็นน้ำแล้ว

ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงกลับมายังจุดเริ่มต้นโดยหวังว่าทางเข้าจะเปิดขึ้นอีกครั้ง แต่ถึงอย่างนั้น โดยไม่คาดคิด พวกเขาก็กลับได้พบกับบังเกอร์และเสบียงที่ถูกทิ้งไว้โดยร่างโคลนของซังวูแทน

ในตอนแรก พวกเขาก็คิดว่ามันเป็นภาพหลอนหรือไม่ก็ภาพลวงตา แต่ไม่นานพวกเขาก็ตระหนักได้ว่าเสบียงเหล่านี้มีอยู่จริง

สมาชิกทีมจู่โจมที่ 1 ในที่สุดก็สามารถหายใจได้อย่างโล่งอกในที่สุด

ตั้งแต่นั้นมา พวกเขาก็ใช้ชีวิตโดยยึดประตูทางเข้าเป็นฐานที่มั่น

และเมื่อการเอาชีวิตรอดประสบความสำเร็จแล้ว ความปรารถนาอีกอย่างหนึ่งก็เกิดขึ้น

มันเป็นความปรารถนาที่จะออกไปข้างนอก

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากไม่มีทางออก ดังนั้นพวกเธอจึงทำได้เพียงปักหลักอยู่ที่นี่ต่อไปเท่านั้น

ซังวูเล่าข่าวเกี่ยวกับผู้รอดชีวิตที่พัคยูนาบอกมาให้กับคนอื่นๆ ฟัง

เขาต้องการจะพูดคุยรายละเอียดเพิ่มเติมกับสมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1  แต่เขาก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดพวกเขาจะถูกโจมตีจากผู้พิทักษ์น้ำแข็งอีก ด้วยเหตุนี้เอง พวกเขาจึงพยายามแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างรวดเร็ว

“หัวหน้าทีมพัคยูนา มีข้อมูลใดบ้างที่คุณค้นพบจนถึงตอนนี้?”

“ข้อมูลที่เราค้นพบจนถึงขณะนี้คือ...”

พัคยูนาบอกเล่าเกี่ยวกับมอนสเตอร์ที่อาศัยอยู่ในบริเวณน้ำแข็งขั้วโลก

ซังวูถ่ายทอดเรื่องราวดังกล่าวให้สมาชิกกิลด์เคนัสรอบๆ ร่างหลักเขาฟัง

จากนั้นเขาก็ต้องอ้าปากค้าง

“ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องจริงหรอ? ผมไม่คิดเลยว่าพวกมอนสเตอร์จะ…”

“ถูกต้อง พวกเรามาที่นี่เพื่อแสวงหาและหวังจะเพลิดเพลินไปกับความมั่งคั่งและชื่อเสียง... ยังไงก็ตาม ตอนนี้ฉันก็อยากจะออกไปข้างนอกจริงๆ ไม่ว่าจะยังไงก็ตาม ฝากบอกพี่ฉันด้วยว่าฉันขอบคุณที่เขายังส่งเสบียงมาให้เราอย่างสม่ำเสมอ”

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะบอกเขาให้ อย่างไรก็ตาม ผมคิดว่ามันก็ยังพอมีทางจะพาพวกคุณออกมาได้อยู่นะครับ”

" ห้ะ? ยังไง?”

“มันมีวิธีอะไรอีก?”

จากคำพูดของซังวู สมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1 ทุกคนก็ดูดีใจกันมากและถามอย่างกระตือรือร้น

เขารู้สึกเขินเล็กน้อยเมื่อถูกรุมล้อม

“มันเป็นเพียงสิ่งที่ผมคิดขึ้นมาเองนะครับ คุณมีสกิลพื้นที่มิติใช่ไหมล่ะครับ? ถ้าผมสามารถใช้สิ่งนั้นได้ ผมก็คิดว่าผมน่าจะสามารถใช้พื้นที่มิตินั้นพาพวกคุณทั้งหมดเข้ามาข้างในและค่อยพาพวกคุณออกมาได้นะครับ”

“อ้า...”

แม้ว่าพัคยูนาจะสกิลพื้นที่มิติย่อย แต่นี่ก็มาจากสกิลเฉพาะของเธอ

ฮันเตอร์แรงค์ S บางคนจะซื้อสกิลพื้นที่มิติย่อยนี้มาเพื่อใช้สำหรับเก็บของส่วนตัว

ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงมั่นใจได้ว่าพวกเขาจะสามารถหาซื้อสกิลพื้นที่มิติย่อยได้

' อย่างไรก็ตาม แม้ว่ามันจะมีขายในงานประมูล แต่ราคาของมันก็คงจะสูงถึงหลายสิบล้านล้านวอน มันเป็นสกิลที่มีประโยชน์มาก... แต่ถึงอย่างนั้น การจะได้มันมาก็คงจะไม่ใช่เรื่องง่ายเลย...'

เขาแค่อยากจะให้ความหวังพวกเขา แต่ในเวลานี้ ซังวูก็รู้สึกเสียใจที่เขาทำให้พวกเขาคาดหวังมากเกินไป

พัคยูนากำลังคิดอย่างลึกซึ้งอยู่ จากนั้นครู่หนึ่งเธอก็เปิดปากของเธอ

“ในบันทึกก่อนหน้านี้ มันก็มีฮันเตอร์ที่มีสกิลการเคลื่อนที่ผ่านมิติเคยเข้ามาอยู่ด้วย แต่กระนั้นมันก็ไม่มีใครกลับมาได้เลย แต่ถึงอย่างนั้นการเคลื่อนย้ายผ่านพื้นที่มิติย่อยหรอ... มันก็สมเหตุสมผลดีนะ”

“ใช่ ถ้าเพียงแต่ผมมีเงินล่ะก็!”

“คุณไม่จำเป็นต้องมีเงินหรอก คุณอยากเรียนรู้มันไหม?”

“ห้ะ? เอ่อ... ก็อยากครับ”

ซังวูรู้สึกเขินอาย

อย่างไรก็ตาม สกิลมิติเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ง่ายอย่างงั้นเลยหรอ?

“ผมสามารถเรียนรู้สิ่งนั้นได้ด้วยหรอครับ? หรือว่าผมจะต้องเข้าใจทฤษฎีอย่างพวกฟิสิกส์หรือแนวคิดเชิงพื้นที่มิติก่อน?”

“คนส่วนใหญ่ไม่รู้เรื่องนี้ แต่ฉันจะบอกคุณให้ แม้ว่าคุณจะไม่เข้าใจทฤษฎีอย่างแน่ชัด แต่ถ้าคุณรู้ว่าสกิลมันทำงานยังไงและจะใช้มันได้ยังไง คุณก็จะสามารถเรียนรู้สกิลเหล่านั้นได้แล้ว นั่นคือประโยชน์ของระบบ  ด้วยเหตุนี้เอง ถ้าฉันบอกหลักการไป ฉันก็คิดว่าคุณเองก็น่าจะสามารถเรียนรู้มันได้ด้วยเช่นกัน คุณคิดว่ายังไงล่ะ?”

“อย่างนี้นี่เอง!”

ทันทีที่ซังวูได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตระหนักอะไรบางอย่างได้

หลายคนเข้าใจผิดว่าหากพวกเขาต้องการจะเรียนรู้สกิล พวกเขาก็จำเป็นจะต้องเรียนรู้และเข้าใจทฤษฎีของมันอย่างถ่องแท้

แต่นี่เป็นความจริงเพียงครึ่งเดียวเท่านั้น

มันเป็นระบบต่างหากที่อนุญาตให้คุณสามารถใช้สกิลได้โดยไม่ต้องรู้ทฤษฎีใดๆ

' ถ้ามองในมุมมองแบบนี้ ระบบก็เป็นอะไรที่ขี้โกงจริงๆ ฉันสงสัยจังว่าใครเป็นคนสร้างมันขึ้นมา'

ระบบเป็นสิ่งที่อยู่เหนืออารยธรรมของมนุษย์ และแม้แต่เทคโนโลยีก็ยังไม่สามารถเข้าถึงมันได้

บางคนอ้างว่ามันถูกสร้างขึ้นมาโดยพระเจ้า ในขณะที่บางคนอ้างว่ามันถูกสร้างขึ้นและสืบทอดต่อมาโดยมนุษย์ต่างดาว

อย่างไรก็ตาม เมื่อถึงจุดหนึ่ง หลังจากภัยพิบัติผ่านพ้นไป ผู้คนก็เริ่มมองว่ามันเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันและไม่ได้คิดมากเกี่ยวกับที่มาของมันอีกต่อไป

ด้วยเหตุนี้เอง แม้ว่าพวกเขาจะขาดความสามารถ แต่พวกเขาก็จะยังสามารถใช้สกิลต่างๆ ได้

แน่นอนว่ามันไม่ได้มีเพียงข้อดีเท่านั้น

สิ่งนี้ยังหมายความถึงการพึ่งพาระบบที่อาจมากเกินไปด้วย

มันจะเกิดอะไรขึ้นหากจู่ๆ ระบบก็หายไปอย่างกะทันหัน?

คนที่เอาแต่พึ่งพาระบบและสกิลจะกลายเป็นผู้อ่อนแอ!

' แต่เมื่อเราเข้าใจหลักการและมีทักษะพื้นฐานที่มากเพียงพอ ระบบก็จะเป็นสิ่งที่ผลักดันเราให้เราแข็งแกร่งขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้’

เมื่อเห็นซังวูหรือหมายเลข 11 จู่ๆ ก็เงียบไป สมาชิกทีมจู่โจมที่ 1 ก็ไม่ได้พูดอะไรและเอาแต่รออย่างเงียบๆ

แต่ในตอนนั้นเอง...

“พวกเขากำลังมาแล้ว!”

สมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1 ที่มีสกิลตรวจจับตะโกนขึ้น

ดูเหมือนจะมีบางอย่างถูกตรวจพบในมุมมองของเขา

หลังจากได้ยินการแจ้งเตือนของสมาชิกในทีม พัคยูนาก็เปิดพื้นที่มิติย่อยขึ้นมาโดยทันที

“ทุกคนเข้ามาเร็ว!”

จากนั้นสมาชิกของทีมจู่โจมที่ 1 ก็หลบเข้าไปซ่อนตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่มิติย่อย

“คุณซังวูเองก็เข้ามาด้วยกันเร็ว!”

อย่างไรก็ตาม หมายเลข 11 ก็ส่ายหัว

" ไม่เป็นไรครับ เชิญพวกคุณเข้าไปกันก่อนเลย ผมมีบางอย่างที่ยังต้องทำการทดสอบ แล้วผมจะแจ้งข่าวผู้รอดชีวิตให้กับกิลด์เคนัสทราบนะครับ ลาก่อน”

พัคยูนาผู้ซึ่งมองดูหมายเลข 11 อยู่ครู่หนึ่งพยักหน้า จากนั้นเธอก็ปิดทางเข้าพื้นที่มิติย่อยและหายตัวไป

เมื่อประตูมิติปิดลง เหล่าผู้พิทักษ์น้ำแข็งก็ปรากฏตัวขึ้น

พวกมันเป็นสิ่งมีชีวิตที่ทำมาจากวัตถุโปร่งใส ร่างของพวกมันดูคล้ายกับผลึกแก้วใส

พวกมันรีบพุ่งตรงไปที่หมายเลข 11 โดยทันที

ในขณะเดียวกัน หมายเลข 11 ก็ไม่ได้ขยับเขยื้อนแต่อย่างใด

ซังวูกำลังพยายามทำความเข้าใจอะไรบางอย่างอยู่

' ทุกสิ่งที่ฉันทำจะกลายเป็นสกิล ในกรณีนี้ แม้ฉันจะไม่มีความเข้าใจใดๆ แต่ฉันก็จะยังสามารถใช้งานมันได้.. ฉันไม่ต้องพยายามเข้าใจทุกสิ่งจนสมบูรณ์ แม้ว่าฉันจะไม่รู้ทฤษฎีที่แน่ชัด แต่ฉันก็แค่ต้องปฏิบัติตามกลไกการทำงานของมัน ท้ายที่สุดแล้ว เมื่อความสามารถของเราเพิ่มขึ้น เราก็จะสามารถเข้าใจหลักการการทำงานโดยธรรมชาติของมันได้ เพราะอย่างนั้นเอง แม้ว่าฉันจะไม่ค่อยรู้อะไรมากนัก แต่ฉันก็จะยังสามารถสร้างสกิลขึ้นมาได้ผ่านการเข้าใจหลักการทำงานของมัน”

มีสกิลหนึ่งผุดขึ้นมาในใจของซังวู

อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้ก็สร้างผลกระทบเป็นวงกว้าง ดังนั้นเขาจึงไม่สามารถใช้งานอย่างไม่ระมัดระวังได้

นั่นเป็นเหตุผลที่ซังวูปล่อยให้ฮันเตอร์คนอื่นๆ หลบเข้าไปในพื้นที่มิติย่อยก่อน

แม้มันจะมีบังเกอร์อยู่ใกล้ๆ แต่พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถหลีกเลี่ยงผลทระทบของมันได้

ในตอนนี้ คนเดียวที่เหลืออยู่บนดินแดนน้ำแข็งอันเย็นยะเยือกก็คือหมายเลข 11 และผู้พิทักษ์น้ำแข็งที่กำลังพุ่งเข้ามา

ในที่สุดมันก็ถึงตาของซังวูแล้วที่จะทดสอบสิ่งที่เขาคิด

' หมายเลข 11 นายจำผลข้างเคียงของการใช้ยากระตุ้นมานาได้ใช่ไหม?  เอาเลย! จงเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นระเบิดมานาแล้วพลีชีพเอาพวกแม่งลงนรกไปด้วยกันเลย!!!'

ซังวูออกคำสั่งให้กับหมายเลข 11

จากนั้นมานาในร่างกายของหมายเลข 11 ก็เริ่มเกิดความผันผวน

ในเวลาเดียวกัน ร่างทั้งร่างของหมายเลข 11 ก็กำลังร้อนผ่าว ขณะเดียวกัน เขาก็รู้สึกถึงความผันผวนราวกับว่าร่างของเขากำลังจะระเบิด

' เวรเอ้ย...'

เพราสกิลแฟมิเลียที่เชื่อมโยงเขากับหมายเลข 11 ซังวูจึงต้องเผชิญหน้ากับความทุกข์นี้ด้วย

ทั้งหมดนี้เป็นเพราะเขาต้องการจะดูและสังเกตกระบวนการระเบิดมานาทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบ

มานาพุ่งชนกันและเด้งตัวออกไปชนกับมานาตรงข้ามและก่อให้เกิดวัฎจักรนรกที่มานาพุ่งแตกตัวกระทบกันอย่างต่อเนื่อง พวกมันพุ่งกระแทกกันอย่างบ้าคลั่งราวกับว่าพวกมันต้องการจะระเบิดออกมาจากร่างของเขา

[ เลเวลสกิลควบคุมมานา เพิ่มขึ้น ]

ในไม่ช้า แสงสว่างก็ส่องออกมาจากรอยปริแตกบนผิวหนังของหมายเลข 11

ในตอนนั้นเอง ร่างกายภายนอกของหมายเลข 11 ก็รู้สึกหนาวสั่น แต่อุณหภูมิหายในร่างกายของเขาก็กลับกำลังร้อนระอุ

' เร็วขึ้นอีก!'

ในเวลาเดียวกัน การโจมตีของผู้พิทักษ์น้ำแข็งก็ได้เริ่มต้นขึ้น และร่างของหมายเลข 11 ก็เริ่มแข็งตัว

อย่างไรก็ตาม ลำแสงก็ยังคงส่องออกมาจากรอยปริแตกอย่างต่อเนื่อง และในที่สุดร่างทั้งร่างของหมายเลข 11 ก็กลายเป็นแสงสว่างสีขาวนวล

ในเวลาเดียวกัน ซังวูที่สัมผัสได้ว่าร่างของเขากำลังจะระเบิดก็ต้องอดทนเผชิญหน้ากับแรงกดดันและความร้อนสูงที่กำลังปะทุอยู่ภายในร่างกายของเขาด้วย

จนกระทั่ง....

บึ้มมมมมมมมมมมมมมม!!!!!!!!!

จบบทที่ บทที่ 40 : วิธีสร้างสกิล ระเบิดพลีชีพขั้นร้ายแรง!

คัดลอกลิงก์แล้ว