- หน้าแรก
- ผมมีระบบเชฟเทวดา: พลิกชีวิตสู่เถ้าแก่
- บทที่ 42 - ยังไม่เปิดร้านใหม่ แต่ขยายสาขาแผงลอยได้นี่นา
บทที่ 42 - ยังไม่เปิดร้านใหม่ แต่ขยายสาขาแผงลอยได้นี่นา
บทที่ 42 - ยังไม่เปิดร้านใหม่ แต่ขยายสาขาแผงลอยได้นี่นา
บทที่ 42 - ยังไม่เปิดร้านใหม่ แต่ขยายสาขาแผงลอยได้นี่นา
เฉินจวินยิ้มรับคำชม ถ่อมตัวตามมารยาท "ท่านหลิ่วชมเกินไปแล้วครับ ฝีมือผมก็งั้นๆ แหละ อาศัยลูกค้าช่วยกันอุดหนุน"
"ว่าแต่ท่านยังไม่กลับ หรือว่ายังไม่อิ่มครับ?"
ตอนที่เฉินเสวี่ยหรูฉกกับข้าวที่เหลือไป เฉินจวินได้ยินเสียงท่านหลิ่วโวยวายลั่นร้าน เขาเลยเข้าใจว่าตาแก่อาจจะอยากห่อกับข้าวกลับบ้านเพิ่ม
เลยรีบดักคอไว้ก่อน "ตอนนี้ที่แผงเกลี้ยงแล้วนะท่าน แม้แต่กิมจิกับหัวไชเท้าดองก็โดนกวาดไปหมดแล้ว"
เอ่อ...
ท่านหลิ่วสตั๊นไปสามวิ ก่อนจะลูบหนวดหัวเราะร่า "อิ่มแล้วโว้ย ข้าไม่ได้จะมาขอข้าวกิน"
"ข้าแค่เห็นว่าเอ็งมีความสามารถ จะมาจมปลักอยู่กับแผงลอยเล็กๆ แบบนี้มันน่าเสียดาย สนใจจะเปิดร้านอาหารจริงๆ จังๆ ไหม?"
"ถ้าเอ็งสนใจ ข้าออกทุนให้ก่อน รอคืนทุนแล้วเราค่อยมาแบ่งกำไรกัน หกสี่ ข้าหก เอ็งสี่ เป็นไง?"
เปิดร้าน??
ข้อเสนอของท่านหลิ่วทำเอาเฉินจวินตั้งตัวไม่ติด
อยู่ดีๆ ทำไมจะให้เปิดร้านล่ะ?
ตั้งแผงขายแบบนี้ก็สบายดีอยู่แล้วนี่นา
เห็นเฉินจวินนิ่งเงียบ ท่านหลิ่วเลยรุกต่อ "เรื่องทำเล ตกแต่งร้าน หาคนงาน เอ็งไม่ต้องห่วง ข้าจัดการให้หมด เอ็งมีหน้าที่แค่คุมครัวอย่างเดียว"
"เอ็งยังหนุ่มยังแน่น อนาคตยังอีกไกล เปิดแค่แผงลอยมันเสียของ"
ท่านหลิ่วพูดจากใจจริง พ่อครัวดังๆ ในปักกิ่ง ใครบ้างไม่มีหุ้นในภัตตาคาร
รายได้แต่ละคนระดับเสี่ยทั้งนั้น
ถึงตอนนี้ฝีมือเฉินจวินอาจจะยังเทียบชั้นปรมาจารย์ไม่ได้ แต่จุดแข็งคือความสด!
อายุน้อยร้อยล้านแบบนี้ ท่านหลิ่วมองขาดว่าปั้นดีๆ ดังระเบิดทั่วปักกิ่งแน่นอน
ท่านหลิ่ววาดฝันไว้สวยหรู แต่เฉินจวินกลับนิ่งสนิท ไม่มีอาการตื่นเต้นสักนิด
โถ่คุณปู่ นี่มันปี 1954 แล้วนะ จะมาลงทุนทำธุรกิจอะไรตอนนี้ ปีหน้าก็เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจแบบวางแผน รัฐบาลประกาศนโยบายร่วมทุนรัฐ-เอกชนแล้ว
เผลอๆ ร้านเพิ่งเปิดยังไม่ทันตัดริบบิ้น รัฐบาลก็ประกาศยึดกิจการพอดี
ยิ่งช่วงนี้ปลายปี กว่าจะหาที่ กว่าจะตกแต่งร้าน ปาเข้าไปสองสามเดือน
เปิดปุ๊บเจ๊งปั๊บ เหนื่อยฟรีชัดๆ
ที่เขาเลือกตั้งแผงลอยขายกับข้าว ก็เพราะมันง่าย เร็ว และโกยเงินสดได้ทันทีต่างหาก
ดังนั้นเฉินจวินเลยโบกมือปฏิเสธความหวังดี "ท่านหลิ่ว เรื่องเปิดร้านพักไว้ก่อนเถอะครับ ผมมันคนขี้เกียจ เหมาะกับขายแผงลอยนี่แหละ อยากรวยก็ออกมาขาย อยากพักก็นอนอยู่บ้าน"
"ขืนไปหุ้นกับคนอื่นเปิดร้าน นิสัยแบบผมคงทำหุ้นส่วนปวดหัวตาย"
ว่าไงนะ?
ไม่อยากขายก็นอนอยู่บ้าน?
ได้ยินประโยคนี้ท่านหลิ่วแทบจะสำลักน้ำลาย
กล้าหยุดขายดูสิ เชื่อไหมว่าลูกค้าที่มาต่อแถวทุกวันจะตามไปพังบ้านเอ็ง!
แต่ประเด็นหลักคือท่านหลิ่วอยากชวนร่วมทุนเปิดร้านมากกว่า
เขายังไม่ยอมแพ้ "นิสัยเอ็งไม่มีปัญหาหรอก ต่อให้เปิดร้านแล้ว เอ็งอยากหยุดวันไหนก็หยุด ข้าไม่บังคับ"
"อีกอย่างเราหุ้นกัน เอ็งดูแค่เรื่องอาหาร เรื่องอื่นไม่ต้องสน ต่อให้ขาดทุนข้ารับผิดชอบเอง เอ็งมีแต่ได้กับได้"
"ไม่เอาครับ ไม่เอา!" เฉินจวินยืนกรานเสียงแข็ง ปฏิเสธหัวชนฝา
เปิดร้านเหรอ? ฝันไปเถอะ เหมือนสมัครเป็นขันทีในปี 1911 ตัดจู๋ปุ๊บ ราชวงศ์ชิงล่มสลายปั๊บ ซวยซ้ำซวยซ้อน
แถมต่อให้จะเปิดจริงๆ เฉินจวินก็ไม่คิดจะหุ้นกับใคร
ร้านของเขา เขาต้องมีอำนาจเบ็ดเสร็จ
เผื่อวันหน้าเบื่อๆ อยากเลิกทำ จะได้บริจาคร้านให้รัฐ สร้างภาพลักษณ์พลเมืองดี หวังผลตอบแทนเป็นตำแหน่งงานราชการสวยๆ
ถึงตอนนั้น ท่านหลิ่วจะยอมเหรอ?
ไม่ใช่ทุกคนจะใจป้ำยอมยกกิจการตัวเองให้หลวงฟรีๆ หรอกนะ
อีกอย่างเขามีระบบโกงๆ ติดตัว อนาคตจะทำอะไรก็ได้
เอ๊ะ!
พอนึกถึงระบบ เฉินจวินก็ตาเป็นประกาย
ดูเวลาแล้ว วันนี้เป็นวันเช็กอินระบบนี่หว่า เกือบจะลืมเรื่องสำคัญไปซะแล้ว
เห็นเฉินจวินคุยๆ อยู่ก็นิ่งไป ท่านหลิ่วอดบ่นไม่ได้ "เอ็งอายุสิบกว่ายี่สิบปี กำลังเป็นวัยสร้างเนื้อสร้างตัว ชื่อเสียงก็ดี ฝีมือก็เจ๋ง มันต้องคิดการใหญ่ ขยายกิจการให้เกรียงไกรสิวะ สมัยข้าหนุ่มๆ นะ..."
บ่นไปบ่นมา ท่านหลิ่ววกกลับมาเรื่องเดิม "ทำไมถึงยอมจมปลักอยู่กับแผงลอยข้างถนนแบบนี้วะ!"
เห็นคนแก่เริ่มของขึ้น เฉินจวินก็หลุดขำ
"ท่านหลิ่ว ผมรู้ว่าท่านหวังดี แต่ตอนนี้มันไม่ใช่จังหวะเปิดร้านจริงๆ กว่าจะหาที่ กว่าจะตกแต่ง กว่าจะหาลูกจ้าง กว่าจะเสร็จก็กินเวลาไปเท่าไหร่แล้ว"
"ดูผมตอนนี้สิ ออกมาขายวันละสามชั่วโมง ขายหมดกลับบ้านนอน รายได้วันนึงก็ไม่ใช่น้อยๆ นะครับ"
ท่านหลิ่วส่ายหน้า "ไม่เหมือนกัน มันไม่เหมือนกัน"
"อย่ามองว่าเปิดร้านมันยุ่งยากช่วงแรก แต่พอมันอยู่ตัวแล้วกำไรมันมหาศาลกว่าเยอะ เอ็งเป็นลูกผู้ชาย ไม่อยากให้คนเขาเรียกว่า 'เถ้าแก่เฉิน' บ้างหรือไง?"
เถ้าแก่เฉิน?
เฉินจวินย้อนถามยิ้มๆ "ทุกวันนี้ลูกค้าก็เรียกผม 'เถ้าแก่ตัวน้อย' อยู่แล้วนี่ครับ!"
"พอเถอะครับท่านหลิ่ว เลิกพูดเรื่องเปิดร้านเถอะ ผมไม่ทำร้านอาหารแน่นอน"
เห็นเฉินจวินปฏิเสธเสียงแข็ง ท่านหลิ่วเริ่มหงุดหงิด
คนแก่อุตส่าห์ทุ่มทุนสร้าง จะออกเงินให้ฟรีๆ แถมรับความเสี่ยงให้หมด เฉินจวินมีแต่กำไรเหนาะๆ ดันไม่เอา
แต่มาคิดอีกที หรือว่า... อาจารย์ยอดเชฟที่อยู่เบื้องหลังเฉินจวิน จะไม่อนุญาตให้เปิดร้าน?
หรือว่ารอให้เฉินจวินฝึกวิชาจนแกร่งกล้า แล้วจะดึงตัวไปทำงานในสถานที่สำคัญ?
อื้ม!
มีความเป็นไปได้สูงมาก
ยิ่งเห็นเด็กอายุน้อยๆ ปฏิเสธผลประโยชน์ก้อนโตได้หน้าตาเฉย แสดงว่าจิตใจต้องหนักแน่นเกินวัย
คิดได้ดังนั้น ท่านหลิ่วเลยลองหยั่งเชิง "เฉินจวิน หรือว่า 'ท่านผู้นั้น' ที่อยู่ข้างหลังเอ็ง เขาไม่อนุญาตให้เปิดร้าน?"
ท่านผู้นั้นที่อยู่ข้างหลัง?
เฉินจวินงงเป็นไก่ตาแตก ข้างหลังผมมีใครวะ?
ถ้าจะมีสักคน ก็คงเป็นแม่หวังเสียมั้ง?
ในฐานะผู้ปกครอง ก็นับเป็นผู้ใหญ่ที่อยู่ข้างหลังได้แหละ
"แม่ผมก็น่าจะไม่เห็นด้วยเหมือนกันครับ" เฉินจวินตอบแบบกว้างๆ
เฮ้อ!
นั่นไง ว่าแล้วเชียว
พอได้คำตอบ ท่านหลิ่วก็เลิกเซ้าซี้ ลุกขึ้นโบกมือลา "ในเมื่อผู้หลักผู้ใหญ่เขาสั่งมา งั้นปู่ก็ไม่กวนแล้ว"
"แต่ไอ้หนู จำไว้นะ ห้ามหยุดขายดื้อๆ อย่างน้อยต้องบอกล่วงหน้าวันนึง ข้าจะได้ไม่ต้องถ่อมาจองที่เก้อ"
"ครับๆ ท่านปู่เดินดีๆ นะครับ พรุ่งนี้เดี๋ยวทำของอร่อยมาฝาก" เฉินจวินเดินไปส่งนิดหน่อย
พอกลับมา ก็เห็นหลินเหยานั่งนับเงินอยู่มุมเดิมอีกแล้ว
เฉินจวินยิ้ม กระดกน้ำล้างปาก แล้วเริ่มเก็บโต๊ะเก้าอี้
เก็บของไป สมองก็ประมวลคำพูดของท่านหลิ่วไป
เรื่องเปิดร้านน่ะตัดทิ้งไปได้เลย แต่ท่านหลิ่วก็จุดประกายไอเดียใหม่ให้เขา
ลำพังตัวคนเดียวแรงงานมีจำกัด แผงลอยเล็กๆ นี่ถ้าไม่ขึ้นราคา กำไรวันนึงก็ตั้นอยู่ที่ร้อยกว่าหยวน
ถ้าอยากรวยกว่านี้ ก็ต้องขยายสาขาแผงลอย จ้างคนมาเพิ่ม!
[จบแล้ว]