- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 91 - ศึกชิงชัยในรอบสุดท้าย
บทที่ 91 - ศึกชิงชัยในรอบสุดท้าย
บทที่ 91 - ศึกชิงชัยในรอบสุดท้าย
บทที่ 91 - ศึกชิงชัยในรอบสุดท้าย
มิติการต่อสู้สีเทาหม่น
หานอวิ้นมองจางอวิ๋นลู่ที่อยู่ไม่ไกล ในใจรู้สึกพูดไม่ออกบอกไม่ถูก
แต่เขาก็เข้าใจดีว่าเรื่องแบบนี้หลีกเลี่ยงไม่ได้
"สำนักเต๋าไท่ซั่ง หยางเซิน คารวะสหายเต๋า" หานอวิ้นประสานมือทำความเคารพ
ในขณะเดียวกัน เขาก็ใช้วิธีการที่แนบเนียนที่สุด โปรยหุ่นกระดาษสองสามตัวลงพื้น
"จางอวิ๋นลู่ ขอท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ" จางอวิ๋นลู่ก็ตอบรับด้วยความจริงจัง
ทันทีที่ตอบรับ เธอก็รู้สึกว่าพลังปราณในร่างเพิ่มขึ้นมาเล็กน้อย
หยางเซินคนนี้ต้องทำอะไรบางอย่างแน่
"จางอวิ๋นลู่" ชื่อนี้หานอวิ้นคุ้นหูเป็นอย่างดี "ที่แท้สหายเต๋าก็คืออันดับหนึ่งของการทดสอบรอบที่สองนี่เอง เสียมารยาทแล้ว"
อันที่จริงด้วยระดับวิญญาณแรกกำเนิดขั้นสมบูรณ์ของเขา ระดับพลังของจางอวิ๋นลู่ต่อหน้าเขา อย่างมากก็นับเป็นรุ่น 'หลาน' ได้เลย
แต่ในฐานะผู้บำเพ็ญเพียรสายเพลย์เซฟ เขาจะไม่ดูถูกผู้บำเพ็ญเพียรคนใดทั้งสิ้น
ต่อให้เป็นแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้าก็ตาม
"ท่านผู้อาวุโสเกรงใจเกินไปแล้ว โปรดชี้แนะด้วย"
อย่าเอาแต่บอกให้ชี้แนะสิ มานั่งคุยกันก่อนไม่ได้หรือไง
ทว่าจางอวิ๋นลู่ดูเหมือนจะไม่มีความอดทนขนาดนั้น เธอชักกระบี่ออกมาแล้ว
"เฮ้อ" หานอวิ้นทำหน้าเศร้า "งั้นก็... ขอสหายเต๋าโปรดชี้แนะ"
ปุ้ง ปุ้ง ปุ้ง
หุ่นกระดาษเจ็ดตัวลอยขึ้นรอบตัวจางอวิ๋นลู่ แต่เพราะตอนนี้หานอวิ้นมีพลังปราณแค่ระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้า หุ่นกระดาษพวกนั้นเลยดูไม่สมจริงเท่าไหร่
ผิวของพวกมันดูเหมือนกระดาษเก่าเหลือง แขนขาบิดเบี้ยวแข็งทื่อ แต่สิ่งที่น่าขนลุกที่สุดคือดวงตาของพวกมัน ไม่ใช่ลวดลายที่วาดขึ้น แต่เป็นหลุมดำมืดลึกกลวงโบ๋สองหลุมที่ดูเหมือนจะหมุนวนได้ แผ่ประกายแสงอันเยือกเย็นออกมา
ช่วยไม่ได้ พลังปราณทำได้แค่นี้ก็สุดความสามารถแล้ว
หุ่นกระดาษเจ็ดตัวแยกย้ายไปประจำตำแหน่ง พลังปราณถักทอเป็นค่ายกลอันลึกลับซับซ้อน หานอวิ้นยืนอยู่กลางค่ายกล ยกมือขึ้นกวักเรียก
เปรี้ยง
สายฟ้าสีเขียวพาดผ่าน อสรพิษสายฟ้าเริงระบำ ถูกเขากุมไว้ในฝ่ามือ
หานอวิ้นมีสายฟ้าสีม่วงพันรอบกาย มือถือสายฟ้าคลั่ง อานุภาพไร้ขอบเขต
ทว่าที่ด้านหลังของจางอวิ๋นลู่ จู่ๆ หุ่นกระดาษตัวหนึ่งก็หลุดออกจากตำแหน่ง ในมือมีแสงสายฟ้าสว่างวาบ กดลงไปที่กลางหลังของเธอ
ในวินาทีที่จะโจมตีโดน ร่างของจางอวิ๋นลู่กลับหายวับไป
วูม
เสียงกระบี่คำรามดังขึ้นข้างหู ในครรลองสายตาเหลือเพียงดวงตาคู่หนึ่งที่มีไอสีม่วงไหลเวียน
เคล็ดวิชาอ่านปราณม่วง
นี่มันวิชาของสายท่านอาจารย์อาทวดจื่อหวนไม่ใช่หรือ
ความเย็นวาบแล่นผ่านลำคอ จากนั้นโลกก็หมุนติ้ว
เซียนกระบี่ผู้เข้าถึงสัจธรรม
เซียนกระบี่ผู้เข้าถึงสัจธรรมคนหนึ่งถึงกับฝึกฝนเคล็ดวิชาอ่านปราณม่วง แต่ท่านอาจารย์อาทวดไม่ชอบพวกเซียนกระบี่ที่สุดไม่ใช่หรือไง
หัวยังไม่ทันตกถึงพื้น แสงกระบี่ที่ถักทอเป็นตาข่ายก็ปรากฏขึ้นตรงหน้าอีกครั้ง
หัวขาดแล้วยังจะซ้ำอีกเรอะ
ตกลงใครกันแน่ที่มาจากสำนักเต๋าไท่ซั่งเนี่ย
ความคิดสุดท้ายแล่นผ่าน สติสัมปชัญญะก็จมดิ่งสู่ความมืดมิด
จางอวิ๋นลู่ที่ลงมือซ้ำหันกลับไปมอง ร่างของหานอวิ้นก็ล้มลง ไม่ได้มีหัวงอกออกมาใหม่อย่างน่าสยดสยอง
ฟู่ว
ไอสีม่วงในดวงตาจางหายไป
ครึ่งวินาทีต่อมา เธอก็ออกจากมิติการต่อสู้ กลับสู่แดนลึกลับ
ในขณะนั้น หลินฉิวเซียนกำลังจะกลับไปนั่งใต้หุบเขาดาบ จู่ๆ ก็รู้สึกผิดปกติ รีบหันขวับกลับมา
"เจ้า..."
นี่มันผ่านไปนานแค่ไหนกัน สหายเต๋าแซ่หยางจากสำนักเต๋าไท่ซั่งคนนั้นก็พ่ายแพ้แล้วหรือ
เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด
เว้นเสียแต่ว่า เว้นเสียแต่ว่า...
"เจ้าคือผู้เข้าถึงสัจธรรม"
หลินฉิวเซียนจ้องจางอวิ๋นลู่เขม็ง
"ต้องขอบคุณการทดสอบครั้งนี้ ที่ทำให้ฉันโชคดีตระหนักรู้ได้"
คำพูดนี้ออกมาจากใจจริง ไม่ได้แกล้งถ่อมตัว
เธอรู้สถานการณ์ของตัวเองดี การที่เธอสามารถเข้าถึงสัจธรรมในครั้งนี้ได้ นอกจากบททดสอบที่ท่านผู้อาวุโสสวีสิงมอบให้และความตายที่นับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
คำชี้แนะของฉือจิ่วอวี๋ ความเป็นความตายชั่วพริบตาที่เซียวฝานผู้แปลกประหลาดมอบให้ รวมไปถึงการสนับสนุนของแดนลึกลับแห่งนี้
ทุกสิ่งทุกอย่าง ขาดสิ่งใดสิ่งหนึ่งไปไม่ได้เลย
และยังไงก็ต้องสู้กันอยู่แล้ว เรื่องแบบนี้ปิดบังไปก็ไม่มีความหมายอะไร
เมื่อได้ยินเธอยอมรับ ร่างของหลินฉิวเซียนก็เซไปเล็กน้อย
การที่สามารถเข้าถึงสัจธรรมในการทดสอบครั้งนี้ได้ นั่นหมายความว่าเธอต้องมีแค่ระดับกลั่นลมปราณเท่านั้น
"เจ้าคือจางอวิ๋นลู่" เสียงของเขาแหบแห้งเล็กน้อย
"ใช่ ฉันเอง"
ผู้เข้าถึงสัจธรรมระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้า...
นี่หมายความว่าเธอจะต้องสร้างรากฐานวิถีแห่งการรังสรรค์ได้อย่างแน่นอน ต่อให้เป็นในสำนักกระบี่ ก็มีน้อยคนนักที่จะเทียบกับเธอได้
ในขณะที่หลินฉิวเซียนกำลังเหม่อลอย ก็มีร่างหนึ่งปรากฏขึ้น
รูปร่างสูงใหญ่ ร่างกายกำยำ เป็นผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารนั่นเอง
ใช่แล้ว หลี่เฟิงผิงแพ้ไปแล้ว
จริงๆ แล้วถ้าวัดกันที่พลังฝีมือ ทั้งสองคนสูสีกัน แต่การโจมตีทางจิตใจของผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารนั้นรุนแรงเกินไป ทำเอาหลี่เฟิงผิงสติแตกไปเลย
ถ้าหากความพ่ายแพ้ในแดนลึกลับไม่ได้ทำให้ตายจริงๆ...
'หมอนั่นคงไม่ตามมาคิดบัญชีกับข้าหลังจบการทดสอบหรอกนะ'
พอนึกถึงดวงตาสีแดงก่ำของหลี่เฟิงผิงในตอนท้าย แววตาที่เหมือนอยากจะกินเลือดกินเนื้อคน
ซู้ด
มีความเป็นไปได้สูงมาก
คิดได้ดังนั้น เขาก็ถอยหลังไปสองก้าว ยืนห่างจากหลินฉิวเซียนออกไปอีกหน่อย
กันไว้ก่อน เผื่อหมอนั่นคิดจะแก้แค้นให้ศิษย์น้อง
แต่ไม่นานเขาก็พบว่า ความสนใจของหลินฉิวเซียนไม่ได้อยู่ที่ตัวเขาเลย แต่จ้องเขม็งไปที่เซียนกระบี่หญิงที่ปรากฏตัวขึ้นทีหลังคนนั้น
"ผู้บำเพ็ญเพียรท้องถิ่นเมืองเสวียนเจี้ยน จางอวิ๋นลู่"
ผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็แจ้งชื่อแซ่ของตนเองบ้าง
"สำนักราชันคชสาร เยว่เจิ้น"
หลังจากแจ้งชื่อแล้ว ในใจของเยว่เจิ้นก็ครุ่นคิด
จางอวิ๋นลู่
ระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้าที่เข้ามาในแดนลึกลับเป็นคนแรกน่ะหรือ
ในขณะเดียวกัน ก็มีอีกสองร่างปรากฏขึ้น คือเจียงจิ้งและนักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์
เจียงจิ่วอวี้ไม่มีทางสู้เจียงจิ้งจากหอกระบี่พิทักษ์กฎได้อยู่แล้ว
แต่เซียนกระบี่แซ่เฟิงที่เพิ่งจะมีชื่อกลับแพ้เสียแล้วหรือ
นักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์คนนี้มีของเหมือนกันแฮะ
ตอนที่พวกเขากลับเข้ามาในแดนลึกลับ ก็ได้ยินทั้งสองคนกำลังแจ้งชื่อพอดี
นักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์คนนั้นสะบัดแขนเสื้อ "ข้าน้อย เย่อู๋จง แห่งหุบเขาโอสถสงเคราะห์"
"สำนักกระบี่ เจียงจิ้ง" เจียงจิ้งก็กล่าวเช่นกัน
มาถึงขั้นสุดท้ายแล้ว ถ้ายังไม่แจ้งชื่อแซ่อีก ก็คงเป็นได้แค่ตัวประกอบตลอดไปแล้วล่ะ
ในสนามมีเซียนกระบี่สามคน ผู้ฝึกกายาหนึ่งคน
เย่อู๋จงในฐานะนักปรุงยา ยืนปะปนอยู่ด้วยดูแปลกแยกชอบกล
ทุกคนมองประเมินกันและกันอยู่ครู่หนึ่ง
"มาเยือนเมืองเสวียนเจี้ยนครานี้ ยังไม่ได้ประมือกับผู้บำเพ็ญเพียรท้องถิ่นเลย ขอโปรดชี้แนะด้วย" เย่อู๋จงวางท่าสง่างาม
จากนั้นก็ก้าวเดินไปหาจางอวิ๋นลู่
หลินฉิวเซียน พูดตามตรง เขาว่าเขาสู้ไม่ได้
เจียงจิ้งจากหอกระบี่พิทักษ์กฎของสำนักกระบี่คนนั้นก็รับมือยาก
ส่วนพี่เยว่...
ช่างเถอะ สู้กับหมอนั่นต้องปิดการรับรู้ทางหู
"ขอท่านผู้อาวุโสโปรดชี้แนะ" จางอวิ๋นลู่ประสานมือคารวะ
ทุกคนที่นี่ระดับพลังล้วนสูงกว่าเธอ เรียกผู้อาวุโสก็ไม่ได้ผิดอะไร
จากนั้น ทั้งสองก็หายวับไป เข้าสู่มิติการต่อสู้
ในสนามเหลือเพียงสามคน
จะสู้ยังไงดี
เจียงจิ้งยังลังเล
ถ้าว่ากันด้วยฝีมือ เธอรู้ดีว่าตัวเองยังมีช่องว่างห่างจากศิษย์พี่หลินอยู่บ้าง
แต่เยว่เจิ้นคนนี้มาจากสำนักราชันคชสาร...
"ขอศิษย์พี่หลินโปรดชี้แนะ"
เยว่เจิ้น: "......"
......
เหนือท้องนภา
"ไอ้หนุ่มปั้นยาลูกกลอนนี่เลือกคนเก่งจริงๆ" ฉือจิ่วอวี๋วิจารณ์
เลือกใครไม่เลือก ดันไปเลือกน้องจาง
ว่าแต่ก็เร็วเหมือนกันนะ
รอให้ศึกชิงชัยในรอบสุดท้ายของคนพวกนี้จบลง การทดสอบรอบที่สามก็น่าจะจบแล้ว
ส่วนพวกที่เหลือที่ยังมาไม่ถึง...
ตัวเองขอไม่วิจารณ์ดีกว่า เดี๋ยวพูดความจริงไปจะหาว่าทำร้ายจิตใจ
เธอหยิบไก่ป๊อปออกมา
นี่คือไก่ที่ทอดจากเนื้อส่วนที่นุ่มที่สุดของสัตว์ปีกวิญญาณชนิดหนึ่ง ความร้อนสูงฉับพลันล็อกน้ำในเนื้อเอาไว้ พอกัดลงไป น้ำเนื้อเข้มข้นก็จะระเบิดกระจายในปาก
ฉือจิ่วอวี๋กินรวดเดียวหลายชิ้น แล้วหันไปมองสวีสิงที่อยู่ข้างๆ
คงเพราะรู้สึกเขินนิดหน่อยที่กินแรงเพื่อน กินของอร่อยอยู่คนเดียว
"ท่านอาจารย์อาจะทานสักหน่อยไหม"
"เอาสิ" เห็นเพียงสวีสิงพยักหน้าเบาๆ
แล้วเธอก็รู้สึกว่าในมือว่างเปล่า
หา
เอ๊ะ
ไม่ใช่สิ
อย่างน้อยก็เหลือให้ข้าบ้างเซ่
[จบแล้ว]