- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 90 - จิตวิญญาณกระบี่ที่โตแล้วต้องรู้จักแบ่งเบาภาระเจ้านาย
บทที่ 90 - จิตวิญญาณกระบี่ที่โตแล้วต้องรู้จักแบ่งเบาภาระเจ้านาย
บทที่ 90 - จิตวิญญาณกระบี่ที่โตแล้วต้องรู้จักแบ่งเบาภาระเจ้านาย
บทที่ 90 - จิตวิญญาณกระบี่ที่โตแล้วต้องรู้จักแบ่งเบาภาระเจ้านาย
ในขณะที่ทุกคนกำลังหนีตายมุ่งหน้าไปยังหุบเขาดาบ จางอวิ๋นลู่กลับยืนอยู่บนชะง่อนหินที่ยื่นออกมา มองดูคลื่นสีเงินเทาในระยะไกล
ผ่านไปไม่กี่นาที เธอก็หันหลังกระโดดลงจากชะง่อนหิน
จำนวนมันเยอะเกินไป ต่อให้เธอ 'เข้าถึงสัจธรรม' แล้ว ถ้าหลุดเข้าไปก็คงออกมาไม่ได้อยู่ดี
สัจธรรมที่เธอตระหนักรู้คือ 'อันตราย' ไม่ใช่ 'หาที่ตาย'
เท้าแตะพื้น ร่างกายพุ่งทะยานไปข้างหน้าราวกับแสงเงา
ขณะเดียวกัน ที่ใต้หุบเขาดาบ
ลานกว้างไม่ได้มีเพียงหลินฉิวเซียนคนเดียวอีกต่อไป
หลี่เฟิงผิง เจียงจิ้ง นักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์ ผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสาร และเซียนกระบี่แซ่เฟิง หรือเฟิงหยวน หนึ่งในสามดาวรุ่งของสำนักกระบี่
รวมกับหลินฉิวเซียนเป็นหกคน แต่ละคนยืนห่างกันอย่างน้อยยี่สิบห้าเมตร
แต่ไม่นาน หลินฉิวเซียนที่อยู่ใกล้หุบเขาดาบที่สุดก็ลุกขึ้น สายตาของทั้งห้าคนจับจ้องมาที่เขา
หลินฉิวเซียนไม่สะทกสะท้าน กวาดตามองทุกคน "ศิษย์น้อง ศิษย์น้องหญิง สหายเต๋าทั้งสอง พวกท่านใครจะเริ่มก่อน"
เขาเอ่ยปากท้าสู้อย่างเรียบง่าย
เนื่องจากกฎของการทดสอบครั้งนี้ทำให้แทบเป็นไปไม่ได้ที่จะร่วมมือกัน ทุกคนจึงเป็นคู่แข่งของกันและกัน
"ข้าก่อน" ผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารพูดเสียงอู้อี้
จากนั้นก็กระโดดผลุงเดียว เข้าสู่ระยะยี่สิบเมตร
ทว่า
เป้าหมายที่เขาเลือกกลับไม่ใช่หลินฉิวเซียน แต่เป็น... หลี่เฟิงผิง
หลี่เฟิงผิงถูกดึงเข้าสู่มิติการต่อสู้พร้อมกับผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารด้วยสีหน้ามึนงง
ไม่ใช่สิ
ถ้าจะสู้ เขาอยากสู้กับนักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์คนนั้นต่างหาก
ไม่ใช่ว่ากลัว แต่การสู้กับผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสาร นอกจากจะเจ็บตัวแล้ว ยังทรมานจิตใจอีกด้วย
แต่จะเสียใจตอนนี้ก็สายไปเสียแล้ว
หลังจากหลี่เฟิงผิงและผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสารเข้าสู่มิติการต่อสู้ไปแล้ว
นักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์ก็เริ่มขยับตัว
แต่เขาก็ไม่ได้เลือกหลินฉิวเซียนเช่นกัน กลับหันไปคารวะเฟิงหยวนที่อยู่ข้างๆ
"ขอสหายเต๋าโปรดชี้แนะ"
เฟิงหยวนยิ้มร่า "ย่อมได้"
ทั้งสองคนก็เข้าสู่มิติการต่อสู้เช่นกัน
เจียงจิ้ง: "......"
สรุปคือเหลือข้าคนเดียวที่ไม่มีสิทธิ์เลือกสินะ
"ขอศิษย์พี่หลินโปรดชี้แนะ"
ยังไงตามกฎกติกา ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องเจอกันอยู่ดี
"อืม เชิญศิษย์น้องลงมือ" สำหรับหลินฉิวเซียน จะสู้กับใครก่อนก็ไม่ต่างกัน
เจียงจิ้งกำลังจะก้าวเข้าไป
"อ๊ากกก"
เสียงร้องโหยหวนที่ดังขึ้นกะทันหันทำให้นางชะงักฝีเท้า
หันกลับไปมอง ก็เห็นผู้ฝึกวิชาเสน่ห์จากนิกายประสานรักคนหนึ่ง กำลังถูกปีศาจหญ้าสื่อธรรมนับสิบตัวไล่ล่า
อืม...
ส่วนทำไมถึงดูออกปราดเดียวว่าเป็นผู้ฝึกวิชาเสน่ห์จากนิกายประสานรักน่ะหรือ
เพราะเสื้อผ้าบนตัวนาง 'เสียหาย' ได้มีเอกลักษณ์เกินไป ตรงที่ควรขาดกลับไม่ขาด ไอ้ตรงที่ไม่สำคัญดันขาดวิ่น
แต่ต้องยอมรับว่า นางวิ่งเร็วใช้ได้เลย ปีศาจหญ้าสื่อธรรมที่ตามหลังมาถูกทิ้งห่างไปไกลโข
ผู้ฝึกวิชาเสน่ห์จากนิกายประสานรักคนนั้นแหกปากร้องโหยหวนพลางวิ่งมาถึงบริเวณใกล้ๆ เจียงจิ้ง
แล้วทั้งสองคนก็หายวับไปต่อหน้าต่อตาหลินฉิวเซียน
ใต้หุบเขาดาบเหลือหลินฉิวเซียนเพียงคนเดียวชั่วคราว
"......"
เงียบไปไม่กี่วินาที เขาก็ชักกระบี่ยาวออกมา
นี่คือกุระบี่ที่เขาเพิ่งขอมาจากหลี่เฟิงผิงเมื่อครู่ แขนกระบี่ของปีศาจหญ้าสื่อธรรมแม้จะใช้แทนได้ แต่สุดท้ายก็เทียบกระบี่ของจริงไม่ได้อยู่ดี
เขาเตรียมจะจัดการปีศาจหญ้าสื่อธรรมพวกนั้นก่อน แล้วค่อยรอคนออกมา
คราวนี้จะไม่เอ่ยปากท้าสู้เหมือนก่อนหน้านี้แล้ว ใครโผล่มาก็ฟันคนนั้นแหละ
ปีศาจหญ้าสื่อธรรมใกล้เข้ามาเรื่อยๆ หลินฉิวเซียนเตรียมพร้อมที่จะลงดาบ
แต่พอถึงระยะห้าสิบเมตรห่างจากหุบเขาดาบ พวกมันกลับหยุดกึก
เงยหน้าคำราม กวัดแกว่งแขนทั้งสองข้างอย่างหงุดหงิดงุ่นง่าน แต่กลับไม่ยอมก้าวเข้ามาอีกแม้แต่ก้าวเดียว ราวกับเบื้องหน้าคือเขตหวงห้ามที่แตะต้องไม่ได้
หืม
หรือว่า...
"อย่างนี้นี่เอง" หลินฉิวเซียนเก็บกระบี่เข้าฝัก "ระยะห้าสิบเมตรรอบภูเขานี้ คือเขตปลอดภัย"
เมื่อเข้าใจจุดนี้แล้ว เขาก็นั่งลงอีกครั้ง สงบจิตใจเข้าฌาน เริ่มปรับสภาพร่างกาย
หลังจากนี้คนที่เหลือรอดจะยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ เขาต้องมั่นใจว่าตัวเองอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์ที่สุดตลอดเวลา
เมื่อเห็นหลินฉิวเซียนไม่สนใจ ปีศาจหญ้าสื่อธรรมที่กระวนกระวายเหล่านั้น หลังจากคำรามอยู่พักหนึ่งก็ล้มเลิกความตั้งใจ
แต่พวกมันไม่ได้จากไป กลับเดินป้วนเปี้ยนอยู่รอบๆ
แถมยังคอยพลิกหาก้อนหินแถวนั้นเป็นระยะๆ ดูเหมือนกำลังค้นหาคนที่ซ่อนตัวอยู่
หานอวิ้น: "......"
การทดสอบรอบที่สามนี้ ช่างไม่เป็นมิตรกับ 'ผู้บำเพ็ญเพียรสายเพลย์เซฟ' อย่างข้าเอาเสียเลย
......
ขอบเขตที่เคลื่อนไหวได้หดแคบลงเรื่อยๆ
นอกจากคลื่นสีเงินเทาที่ค่อยๆ ลามเข้ามาจากรอบนอกแล้ว ปีศาจหญ้าสื่อธรรมที่เดินเพ่นพ่านอยู่ในแดนลึกลับแต่เดิม ก็กลายเป็นอุปสรรคขวางทางผู้เข้าทดสอบจำนวนไม่น้อยที่กำลังมุ่งหน้ามายังหุบเขาดาบ
บนท้องฟ้าสูงเหนือแดนลึกลับ
ร่างสองร่างปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบใต้พระจันทร์สีเลือดดวงนั้น
ฉือจิ่วอวี๋หิ้วถุงกระดาษใส่อาหารสองใบ ชะโงกหน้ามองลงไปข้างล่างอย่างอยากรู้อยากเห็น
หลังจากโดนแบนในห้องไลฟ์สดของเจียงจิ่วอวี้ เพื่อเป็นการสงบสติอารมณ์ เธอเลยสั่งของกินมา
ปรากฏว่าของกินเพิ่งมาส่ง ก็ได้ข่าวว่าท่านอาจารย์อาจะเข้ามาในแดนลึกลับ
เธอไม่มีทางพลาดอยู่แล้ว ก็เลยตามเข้ามาด้วย
"โฮ่ เหลือคนแค่นี้เองเหรอ"
ระดับพลังของฉือจิ่วอวี๋ไม่ถูกกดข่ม จิตสัมผัสกวาดผ่านก็นับจำนวนผู้เข้าทดสอบที่เหลืออยู่ได้ทันที
สามสิบเจ็ดคน
"เอ๊ะ ตรงนั้นยังมีคนแอบอยู่อีกคนหนึ่ง" เธอมองไปที่ตำแหน่งของหานอวิ้น "พวกขี้ขลาดตาขาวจากสำนักเต๋าไท่ซั่งนี่ช่างสรรหาวิธีซ่อนตัวจริงๆ"
"ผลงานของน้องจางก็ไม่เลวเลยนี่นา"
เธอวิจารณ์ไปพลาง นั่งขัดสมาธิลงไปพลาง
กระบี่ยาวสีเขียวอมทองเล่มหนึ่งบินออกมา ลอยนิ่งอยู่ตรงหน้าฉือจิ่วอวี๋
เธอวางถุงกระดาษใส่อาหารสองใบลงบนตัวกระบี่
จากนั้น เธอก็หยิบน่องไก่ทอดเหลืองกรอบออกมาจากถุง กัดเข้าปากดังกร้วม
วูม
กระบี่ยาวสีเขียวอมทองส่งเสียงร้องประท้วงอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ
"ไม่หรอกน่า ข้าจะไปทรมานเจ้าได้ยังไง เจ้าเป็นคู่หูที่สำคัญที่สุดของข้านะ" ฉือจิ่วอวี๋พูดหน้าตาย "แต่ในฐานะจิตวิญญาณกระบี่ที่โตแล้ว นอกจากจะช่วยเจ้านายสู้รบตบมือ ก็ต้องรู้จักแบ่งเบาภาระในชีวิตประจำวันให้เจ้านายด้วย เจ้าว่าจริงไหม"
กระบี่คู่กายของเธอมีระดับสติปัญญาไม่สูงนัก พอโดนเธอกล่อมเข้าหน่อย ก็เริ่มลังเล ส่งเสียงร้องอย่างไม่แน่ใจ
วูม
เป็นอย่างนั้นจริงๆ หรือ
"แน่นอนสิ"
...ยัยนี่ถึงกับล้างสมองจิตวิญญาณกระบี่ของตัวเองเลยเรอะ
เพียะ
ฉือจิ่วอวี๋รู้สึกเจ็บที่ท้ายทอย
"ใครวะ"
เธอหันขวับกลับไป แต่ข้างหลังนอกจากพระจันทร์สีเลือดดวงนั้นแล้ว ก็ไม่มีอะไรเลย
หรือว่าจะเป็น...
"ท่านอาจารย์อา"
"เจ้าคิดมากไปแล้ว ถ้าข้าจะตีเจ้า ข้าไม่มานั่งลอบกัดหรอก" สวีสิงเอ่ยเรียบๆ
ฉือจิ่วอวี๋ชะงัก ฟังดูมีเหตุผลแฮะ
แล้วจะเป็นใครล่ะ
เธอบ่นพึมพำ แล้วก้มหน้าแทะน่องไก่ดูผู้เข้าทดสอบข้างล่างต่อ
แทะไปแทะมา เหมือนนึกอะไรขึ้นได้
ค่อยๆ หันกลับไปมองพระจันทร์สีเลือดที่สว่างไสวเจิดจ้านั้นอย่างแข็งทื่อ
ที่นี่เหมือนจะเป็น แดนลึกลับสำหรับเลี้ยงกระบี่ ใช่ไหมนะ
งั้นคงไม่ใช่มั้งว่า...
อึก
ฉือจิ่วอวี๋รีบกระเถิบตัวเข้าไปใกล้ๆ สวีสิง แล้วเงยหน้าถาม
"ท่านอาจารย์อา ว่าแต่ว่า ไม่เคยเห็นกระบี่ของท่านเลย กระบี่ของท่านชื่ออะไรหรือ"
ในที่สุดก็รู้ตัวแล้วสินะ
"เยว่หยิ่ง (เงาจันทร์)"
"หืม"
"กระบี่ของข้า มีนามว่า [เยว่หยิ่ง]"
"หา ทำไมถึงตั้งชื่อแบบนี้ล่ะ"
พูดยังไม่ทันจบประโยค ฉือจิ่วอวี๋ก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ ราวกับมีตัวตนที่น่าสะพรึงกลัวกำลังจ้องมองเธอเขม็ง เล่นเอาเธอนั่งไม่ติด
มะ ไม่ใช่นะ
ข้าไม่ได้ว่าชื่อของท่านมีปัญหา ข้าแค่สงสัยเฉยๆ
จริงๆ นะ
เชื่อข้าเถอะ
"เพราะว่า..."
ทำไมตอนนั้นถึงตั้งชื่อนี้นะ
เรื่องนี้ สวีสิงยังจำได้แม่นยำจนถึงทุกวันนี้
"ตอนนั้นข้าหวังว่าตัวเองจะเป็นเหมือนชื่อนี้ สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรบางอย่างได้"
นี่คือความคาดหวังที่มีเพียงตัวเขาเองเท่านั้นที่เข้าใจ
[เยว่หยิ่ง]
สองคำนี้มีคำไหนเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงตรงไหนเนี่ย
ฉือจิ่วอวี๋งงเต็ก
แต่เธอรู้สึกได้ว่า พอท่านอาจารย์อาพูดประโยคนี้จบ ความรู้สึกเสียวสันหลังวาบก็หายวับไปราวกับหิมะละลายในฤดูใบไม้ผลิ
เฮ้อ
เธอค่อยๆ หันกลับไปมอง พระจันทร์สีเลือดดวงนั้นลอยเด่นเป็นสง่า ผิวดวงจันทร์กระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น
คำพูดของท่านอาจารย์อานี่ศักดิ์สิทธิ์จริงๆ
......
ขณะเดียวกัน ที่บริเวณหุบเขาดาบ
หลินฉิวเซียนลืมตาโพลง มองไปทางทิศหนึ่ง
ไม่ใช่เพราะคู่ต่อสู้รู้ผลแพ้ชนะกันแล้ว
แต่เห็นร่างเงาที่มีสายฟ้าสีม่วงพันรอบกายพุ่งออกมาจากกองหิน แล้วรีบเข้าไปในเขตปลอดภัยใกล้หุบเขาดาบอย่างรวดเร็ว
ภายใต้การค้นหาของปีศาจหญ้าสื่อธรรมนับสิบตัว ในที่สุดหานอวิ้นก็ซ่อนตัวไม่อยู่
จะถอยหลังก็เป็นไปไม่ได้ เพราะอันตรายกว่าเดิม ดังนั้นจึงทำได้แค่วิ่งเข้ามา
เมื่อเห็นหลินฉิวเซียนอยู่ไม่ไกล หานอวิ้นหน้าตึงไปวูบหนึ่ง แต่ก็ยังประสานมือคารวะ
"สำนักเต๋าไท่ซั่ง หยางเซิน คารวะสหายเต๋า"
ที่แท้ก็สหายเต๋าจากสำนักเต๋าไท่ซั่ง มิน่าล่ะตนถึงหาที่ซ่อนของเขาไม่เจอ
"สำนักกระบี่ หลินฉิวเซียน คารวะสหายเต๋า"
ทั้งสองต่างทำความเคารพซึ่งกันและกัน
จากนั้น หลินฉิวเซียนก็ชักกระบี่ยาวออกมาทันที "ขอสหายเต๋าโปรดชี้แนะ"
พูดจบก็ไม่สนว่าหานอวิ้นจะตอบตกลงหรือไม่ เดินดุ่มๆ เข้าหาทันที
หานอวิ้นเห็นท่าไม่ดีก็ตกใจ
อย่าเพิ่งสิสหายเต๋า เราเพิ่งจะเจอกันอย่างเป็นทางการ นั่งคุยกันก่อนไม่ได้หรือ
ถ้าไม่รังเกียจ ข้าพกใบชามาด้วยนะ พวกเรามานั่งจิบชาด้วยกันดีไหม
เห็นเพียงหลินฉิวเซียนก้าวเท้าเข้ามาหนึ่งก้าว หานอวิ้นก็ถอยหลังไปหนึ่งก้าว
ทั้งสองคนรุกรับสลับกัน สุดท้ายกลายเป็นการวิ่งไล่จับกันรอบหุบเขาดาบ
จะว่าไป ในฐานะผู้ใช้อาคม ท่าร่างของหานอวิ้นรวดเร็วอย่างเหลือเชื่อ หลินฉิวเซียนไล่ตามไม่ทันไปชั่วขณะหนึ่ง
ในขณะที่ทั้งสองกำลังวิ่งไล่จับกันอยู่นั้น
จางอวิ๋นลู่ก็มาถึงบริเวณใกล้เคียง เห็นภาพนี้เข้าก็ชะงักไป
ทำอะไรกันน่ะ
เนื่องจากความเร็วของทั้งสองคนสูงมาก แถมยังวิ่งวนรอบหุบเขาดาบ แวบแรกจึงดูไม่ออกว่าใครไล่ใครหนี
ช่างเถอะ
เธอไม่ได้คิดอะไรมาก เดินตรงเข้าไป ยกกระบี่ฟันปีศาจหญ้าสื่อธรรมที่กระโจนเข้ามาตายคาที่ แล้วก้าวเข้าสู่เขตปลอดภัย
หานอวิ้นหนีมาทางนี้พอดี จะหลบก็ไม่ทันแล้ว
สายตาของทั้งสองประสานกัน ฝ่ายหนึ่งตกตะลึง ฝ่ายหนึ่งสงบนิ่ง
แต่วินาทีถัดมา ทั้งสองคนก็หายวับไปพร้อมกัน
หลินฉิวเซียน: "......"
ทำไมโดนปาดหน้าเค้กอีกแล้ววะ
[จบแล้ว]