- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 88 - เคยตกเป็นอาหารของเผ่าชาง
บทที่ 88 - เคยตกเป็นอาหารของเผ่าชาง
บทที่ 88 - เคยตกเป็นอาหารของเผ่าชาง
บทที่ 88 - เคยตกเป็นอาหารของเผ่าชาง
ในห้องนอนของเซียวฝาน แสงสว่างจ้าพลันปรากฏขึ้น
"อ๊ากกก"
ท่ามกลางเสียงกรีดร้องอย่างโหยหวน เซียวฝานกุมลำคอเดินโซซัดโซเซถอยหลังไป จนในที่สุดก็ล้มลงบนเตียงนอน
ในหัวยังคงฉายภาพเหตุการณ์อันน่าสยดสยองซ้ำไปซ้ำมา ร่างเงาที่ดูดุร้ายน่ากลัวราวกับภูตผีปีศาจตนนั้น และกระบี่ที่ฟาดฟันลงมาในมือของนาง
"เสี่ยวฝาน เสี่ยวฝาน"
"ไม่เป็นไรนะลูก เสี่ยวฝาน"
เสียงเรียกอย่างร้อนรนของพ่อกับแม่ดังขึ้นที่ข้างหู จากนั้นเซียวฝานก็สัมผัสได้ถึงพลังปราณแท้ระดับสร้างรากฐานที่อ่อนโยนสายหนึ่งถูกส่งเข้ามาในร่างกาย
เขาค่อยๆ สงบลงทีละน้อย ลองตรวจสอบร่างกายของตัวเองดู
เอ่อ...
ดูเหมือนจะไม่เจ็บเลยสักนิด
นี่เรายังไม่ตายงั้นหรือ
เขาคลายมือที่กุมลำคอออก เมื่อมั่นใจว่าร่างกายของตนไม่มีปัญหาจริงๆ ในใจของเซียวฝานก็อดรู้สึกเก้อเขินไม่ได้
เพื่อบรรเทาความอับอาย และเพื่อไม่ให้ท่าทางเมื่อครู่ของตนดูแปลกประหลาดจนเกินไป
เขาจึงแกล้งทำเป็นดิ้นทุรนทุรายต่ออีกพักใหญ่ แล้วค่อยๆ สงบลงอย่างช้าๆ
จากนั้นจึงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ภาพที่ปรากฏแก่สายตาคือสีหน้าอันเป็นห่วงเป็นใยของพ่อแม่
ในใจของเซียวฝานรู้สึกผิดขึ้นมาทันที
"ขอโทษครับพ่อ แม่ เมื่อกี้ทำให้ตกใจแย่เลย"
"ไม่เป็นไรลูก ไม่เป็นไร ลูกปลอดภัยก็ดีแล้ว"
แม่ของเซียวฝานโผเข้ากอดลูกชายแน่น แม้จะยังรู้สึกขวัญผวา แต่ก็ยังเอ่ยปลอบโยน
พ่อของเซียวฝานที่ยืนอยู่ข้างๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยปากปลอบโยนเหมือนแม่ แต่ดูจากกำปั้นที่กำแน่นค่อยๆ คลายออก ก็รู้ได้ว่าในใจของเขาคงโล่งอกไปเปราะหนึ่งแล้ว
ส่วนเซียวหมิงยืนสังเกตการณ์อยู่อย่างเงียบๆ ที่หน้าประตูห้องนอน
ในฐานะผู้ฝึกกายาระดับแก่นทองคำขั้นสมบูรณ์ เมื่อเผชิญหน้ากับผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำกว่า เขาสามารถตัดสินได้ว่าคนคนนั้นกำลังโกหกหรือไม่ จากการเปลี่ยนแปลงของสีหน้าขณะพูด ความเร็วในการไหลเวียนของเลือดในร่างกาย อัตราการเต้นของหัวใจ และปัจจัยอื่นๆ
'คำขอโทษเมื่อครู่ของเสี่ยวฝาน ดูเหมือนจะออกมาจากใจจริง'
แต่เมื่อพิจารณาถึงพฤติกรรมอันแปลกประหลาดในแดนลึกลับ เซียวหมิงจึงยังไม่ด่วนสรุปในทันที
หลังจากเซียวฝานปลอบโยนพ่อแม่จนสงบลงแล้ว เขาก็หันไปมองเซียวหมิงที่ยืนอยู่หน้าประตู
สายตาของสองพี่น้องประสานกัน
เซียวฝานเกาหัวแก้เก้อ "พี่ครับ พี่เองก็ตกรอบเหมือนกันเหรอ"
หืม
คิ้วของเซียวหมิงขมวดเข้าหากัน
นี่ไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งทำไขสือกันแน่
เมื่อมองดูท่าทางของน้องชายที่ดูไม่เหมือนเสแสร้ง เซียวหมิงก็เริ่มสับสนขึ้นมาบ้างแล้ว
"อืม พี่ก็ตกรอบแล้ว" เขาเว้นจังหวะนิดหนึ่ง ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ก็พี่โดนนายเขี่ยตกรอบไม่ใช่หรือไง"
"หา"
เซียวฝานถึงกับมึนตึ้บไปเลย
เราเนี่ยนะทำให้พี่ตกรอบ
จะเป็นไปได้ยังไง
พ่อกับแม่ของเซียวฝานได้ยินข่าวนี้ก็ตกใจเช่นกัน แต่พวกเขาไม่อยากเห็นพี่น้องต้องมาทะเลาะกันเพราะเรื่องนี้ ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากห้าม
"ให้ข้าเป็นคนอธิบายดีกว่า" น้ำเสียงนุ่มนวลสายหนึ่งดังเข้าหูของสองพี่น้อง
ในชั่วพริบตา สองพี่น้องรู้สึกราวกับว่าสรรพสิ่งรอบกายกำลังถอยห่างออกไป เหมือนตอนที่ถูกดึงเข้าสู่มิติการต่อสู้ในแดนลึกลับไม่มีผิด
เพียงแต่เมื่อเทียบกับมิติการต่อสู้สีเทาหม่นแล้ว ภาพตรงหน้ากลับขาวโพลนไปหมด ร่างเงาที่มีรูปลักษณ์ธรรมดาแต่เปี่ยมด้วยกลิ่นอายอ่อนโยนยืนอยู่ตรงกลาง ส่งยิ้มมองมาที่ทั้งสองคน
"ท่านอาวุโสฮั่ว" เซียวฝานหลุดปากเรียกออกมา
หืม
เสี่ยวฝานรู้จักผู้ยิ่งใหญ่ลึกลับที่โผล่มาคนนี้ด้วยหรือ
งั้นความเปลี่ยนแปลงของเขาก่อนหน้านี้ ก็เกี่ยวข้องกับผู้ยิ่งใหญ่ลึกลับคนนี้ด้วยใช่ไหม
"ถูกต้อง ความเปลี่ยนแปลงของเขาเกี่ยวข้องกับข้าจริงๆ" ฮั่วดูเหมือนจะมองทะลุความคิดของเซียวหมิง
เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย
หัวใจของเซียวหมิงสั่นสะท้าน รีบทำความเคารพอย่างนอบน้อม
"ขอถามท่านผู้อาวุโส เหตุใดท่านจึงต้องทำเช่นนี้ด้วย"
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับน้องชายของเขา ต่อให้ถามไปแล้วจะเป็นการเสียมารยาท เขาก็ไม่สนแล้ว
"ข้าเห็นว่าเขามีจิตใจดีงาม ถึงขนาดยอมตัดหนทางของตนเองเพื่อพี่ชาย ข้าทนดูไม่ได้ จึงได้มอบวาสนาให้เขาอย่างหนึ่ง"
หา
เดี๋ยวนะ ท่านเรียกสิ่งนี้ว่า 'วาสนา' งั้นหรือ
ความเข้าใจต่อคำคำนี้ของข้ามันผิดเพี้ยนไปหรือเปล่าเนี่ย
"ได้ต่อเส้นทางบำเพ็ญเพียร ได้รับโอกาสวาสนาอย่างต่อเนื่อง แบบนี้ไม่ใช่เรียกว่าวาสนาหรือ"
"แต่ว่า..."
"ใช่แล้วครับพี่ วิชาของเผ่าสุดยอดมากเลยนะ คัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตน ช่วยให้ผมสร้างรากฐานวิถีฟ้าประทานได้โดยไม่ต้องพึ่งของวิเศษจากฟ้าดินเลยด้วยซ้ำ" เซียวฝานรีบพูดแทรกขึ้นมา
เมื่ออิทธิพลของกู่หายไป บวกกับกระบี่ของสวีสิงที่ตัดขาดความเชื่อมโยงส่วนใหญ่ไปแล้ว ตอนนี้เขากลับมาเป็นเด็กหนุ่มจิตใจดีที่เทิดทูนพี่ชายคนเดิมแล้ว
เพียงแต่ เขายังคงเข้าใจว่าเผ่าชางเป็นสาขาหนึ่งของเผ่ามนุษย์ เป็นชนกลุ่มน้อยที่เคยเก่งกาจในยุคโบราณแต่ปัจจุบันตกต่ำลง
ฮั่ว: "......"
ถึงวิธีการจะดูแปลกประหลาดไปหน่อย แต่ก็ถือว่ายังรักษาตัวตนเดิมไว้ได้ล่ะนะ
แต่ถ้าเทียบกับเด็กปั้นของท่านพี่ชายแล้ว ก็ยังห่างชั้นกันเกินไป
เซียวหมิงไม่ได้ยินเลยว่าเซียวฝานพูดอะไร เขาเห็นเพียงปากของน้องชายขยับขึ้นลงเท่านั้น
"เผ่าชาง ไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิด มันไม่ใช่สาขาหนึ่งของเผ่ามนุษย์ ในทางกลับกัน เผ่าชางคือศัตรูคู่อาฆาตของเผ่ามนุษย์เราต่างหาก" ในที่สุดฮั่วก็เริ่มอธิบาย
เซียวฝานยืนอึ้งไปทั้งตัว คำพูดเหล่านี้ขัดแย้งกับความเข้าใจของเขาอย่างรุนแรง
"ในแดนลึกลับ เจ้าใช้คัมภีร์เลี้ยงดูวิญญาณบำรุงตนเก็บเกี่ยวจิตวิญญาณ จนสุดท้ายถูกบรรพชนเผ่าชางฉวยโอกาสยึดครองร่างกาย"
เราถูกยึดร่างงั้นหรือ
"จากนั้น บรรพชนเผ่าชางตนนั้นก็บัญชาการปีศาจหญ้าสื่อธรรมที่ตนเองบงการ รุมสังหารพี่ชายของเจ้า"
เรา... ฆ่าพี่ชาย
ไม่
เป็นไปไม่ได้
แต่เมื่อเสียงของฮั่วดังเข้าหู ความทรงจำบางอย่างในหัวก็เริ่มฟื้นคืนกลับมา
เรายืนอยู่ต่อหน้าพี่ชายที่บาดเจ็บสาหัส แล้วใช้นิ้วเจาะทะลุหว่างคิ้วของพี่ชายอย่างไร้ความปรานี
หลังจากนั้น เราก็ตามไปไล่ฆ่าเพื่อนนักเรียนจาง...
ใช่แล้ว
มิน่าล่ะสุดท้ายเราถึงตายด้วยน้ำมือของเธอ ที่แท้บาดแผลบนตัวเธอก็เป็นฝีมือเรานี่เอง
"แต่เผ่า..."
ในใจเขายังคงมีความเพ้อฝันอันสวยงามต่อเผ่าชางหลงเหลืออยู่บ้าง
ภาพเงาร่างที่เลี้ยงดูหมู่ดาว บงการสรรพวิญญาณ แวบผ่านเข้ามาในหัว...
นั่นจะไม่ใช่เผ่ามนุษย์ได้อย่างไร
คนที่มีความห้าวหาญเกรียงไกรขนาดนั้น สมควรจะเป็นเผ่ามนุษย์สิ
เผ่าชางก็ควรจะเป็นสาขาหนึ่งของเผ่ามนุษย์
อืม...
พอบิดเบือนการรับรู้แล้ว ดันกลายเป็นความคิดสุดโต่งแบบนี้ไปซะได้
จะว่าไป มันก็แปลกอยู่หน่อยๆ เหมือนกัน
แต่เขาดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าทำไมกู่ถึงเลือกยึดครองร่างของเด็กคนนี้
"ไม่ว่าเจ้าจะเชื่อหรือไม่ เผ่าชางก็คือศัตรูตัวฉกาจของมนุษย์" เรื่องบางเรื่องจำเป็นต้องพูดให้ชัดเจน "ตอนนี้เจ้ามีสายเลือดเผ่าชางอยู่ในตัว ข้าจะพูดถึงของสิ่งหนึ่ง เจ้าก็น่าจะรู้สึกได้เอง"
"เจ้าคิดว่า... น้ำทิพย์พันวิญญาณ เป็นอย่างไร"
น้ำทิพย์พันวิญญาณหรือ
เมื่อสิ้นเสียงของฮั่ว สายเลือดเผ่าชางในร่างกายดูเหมือนจะส่งข้อมูลบางอย่างออกมา
น้ำทิพย์พันวิญญาณ ต้องใช้ทารกมนุษย์อายุไม่ครบขวบปีจำนวนสามพันคน ควักหัวใจรีดเลือด ผสมกับแก่นจันทราบริสุทธิ์ ใช้แก่นตะวันสีชาดเป็นเชื้อเพลิง ดึงเอารอบวิญญาณบริสุทธิ์ของทารกมาเป็นฟืน เคี่ยวกรำเป็นเวลาเก้าปี จึงจะได้น้ำทิพย์หนึ่งจอก
รสชาติของมันวิเศษสุดพรรณนา สามารถเพิ่มพูนพลังวิญญาณได้
ภาพเหตุการณ์ที่สมจริงและชัดเจนอย่างยิ่งปรากฏขึ้นตรงหน้า ราวกับกำลังอธิบายกระบวนการผลิตน้ำทิพย์พันวิญญาณอย่างละเอียด
เมื่อมองดูเด็กทารกเหล่านั้นถูกควักหัวใจท่ามกลางเสียงร้องไห้จ้า สีหน้าของเซียวฝานเปลี่ยนไปอย่างรุนแรง
แต่ในวินาทีถัดมา เรื่องที่ทำให้เขาจิตตกยิ่งกว่าก็เกิดขึ้น
ในปากพลันรู้สึกถึงรสชาติหวานล้ำเลิศรสอย่างที่สุด จิตวิญญาณของเขาแทบจะล่องลอยขึ้นสวรรค์ด้วยการกระตุ้นของรสชาตินี้
รสชาตินี้ คือรสชาติของน้ำทิพย์พันวิญญาณนั่นเอง
อ้วก
เซียวฝานทนไม่ไหวอีกต่อไป ทรุดลงกับพื้นแล้วอาเจียนออกมาทันที
เขาอาเจียนไปพลาง ร้องไห้ไปพลาง
รสชาติสดใหม่หอมหวาน แต่พอคิดว่ารสชาตินี้มาจากการเคี่ยวกรำเลือดหัวใจของทารกสามพันคน เขาก็รู้สึกสะอิดสะเอียนจนทนไม่ไหว
สิ่งที่อาเจียนออกมาไม่ได้กองอยู่บนพื้น แต่กลับหายวับไปทันที
"เสี่ยวฝาน"
แม้เซียวหมิงจะไม่ได้ยินว่าพวกเขาคุยอะไรกัน แต่พอเห็นน้องชายเป็นแบบนี้ ในใจก็ร้อนรนจนแทบบ้า อยากจะวิ่งเข้าไปดูอาการ แต่กลับพบว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้
"เพราะสหายเต๋าของข้าท่านหนึ่ง ช่วยให้เจ้าหลุดพ้นจากอิทธิพลของสายเลือดเผ่าชางได้ชั่วคราว แต่นั่นไม่ได้หมายความว่ามันจะจบลงแค่นี้" ฮั่วพูดต่อ "อีกไม่นานเจ้าก็จะชินชา เผลอๆ อาจจะชอบรสชาตินี้ด้วยซ้ำ แล้วเจ้าจะทำอย่างไร"
"บางทีเจ้าอาจจะเลือกจับพ่อแม่และพี่ชายของเจ้ากินก็ได้ ใครจะไปรู้"
อ้วก
ราวกับจะขย้อนเอาเครื่องในออกมาให้หมด
ผ่านไปนาน รสชาติในปากถึงค่อยๆ จางหายไป เซียวฝานแทบจะหมดแรง แต่ก็ยังฝืนยันกายลุกขึ้นยืน
เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อมที่สุด
"ข้าควรทำอย่างไรครับ ท่านผู้อาวุโส"
เขาไม่อยาก เขาไม่อยากกลายเป็นสัตว์ประหลาดกินคนพรรค์นั้นเลยสักนิด
"ข้าจะสอนวิธีกดข่มสายเลือดเผ่าชางให้เจ้า แต่เจ้าก็ต้องจำใส่ใจไว้เสมอ ว่าตัวเองคือมนุษย์ตลอดไป"
เซียวฝานไม่ลังเลเลยแม้แต่น้อย ทรุดตัวลงคุกเข่า โขกศีรษะอย่างแรง
"ศิษย์เซียวฝาน คารวะท่านอาจารย์"
อาจเป็นเพราะลูกศิษย์สุดเพี้ยนที่น่าสนใจของท่านจอมกระบี่ หรืออาจเป็นเพราะกระบี่เล่มนั้นของท่านพี่ชาย
สรุปก็คือ ฮั่วอยากจะรับศิษย์สักคน
......
ภายในแดนลึกลับ
ใต้หุบเขาดาบที่อยู่ตรงกลาง หลินฉิวเซียนนั่งหลับตาปรับลมปราณ เวลานี้ใต้หุบเขาดาบมีเพียงเขาคนเดียวเท่านั้น
ส่วนด้านนอกหุบเขาดาบ ห่างออกไปหลายร้อยเมตร
ร่างเงาหนึ่งกำลังเคลื่อนที่อย่างระมัดระวังไปตามซอกหินแคบๆ เก็บงำกลิ่นอายจนถึงขีดสุด แทบจะตรวจสอบไม่พบ
ทุกครั้งที่ขยับไปได้ระยะหนึ่ง เขาจะหยุดสังเกตอย่างละเอียด เมื่อมั่นใจว่าไม่มีอันตรายจึงค่อยขยับต่อ
ขยับตัวไปข้างหน้าแบบนี้ได้เกือบร้อยเมตร ทัศนวิสัยค่อยๆ เปิดกว้าง จนมองเห็นหลินฉิวเซียนที่นั่งอยู่ใต้หุบเขาดาบ
ปุ้ง
เสียงเบาหวิวดังขึ้น ร่างเงานั้นกลายเป็นถั่วเม็ดเล็กสีทึมๆ พอตกถึงพื้นก็แตกออก กลมกลืนไปกับพื้นดินขรุขระ
ห่างออกไปหลายลี้ กลุ่มก้อนหินที่ดูธรรมดาๆ กลุ่มหนึ่ง
แต่ภายในกลับซ่อนถ้ำมองเอาไว้ เป็นพื้นที่ที่จุคนได้หลายคน หานอวิ้นนั่งอยู่ที่มุมหนึ่ง ค่อยๆ ลืมตาขึ้น
"กะแล้วเชียว คนที่ไปถึงก่อนใครเพื่อนคือพวกบ้าพลังสำนักกระบี่"
ไอ้พวกบ้าพลังที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาพุ่งชน ไม่รู้จักความมั่นคงเอาเสียเลย
"น่าเสียดาย ที่วิชาโปรยถั่วเป็นกองทัพของข้ายังห่างชั้นกับศิษย์น้องมากนัก"
ดังนั้นจนถึงตอนนี้ เขาถึงเพิ่งสำรวจเส้นทางที่ปลอดภัยและลับตาคนที่จะมุ่งหน้าไปยังใต้หุบเขาดาบได้แค่สิบเจ็ดเส้นทางเท่านั้น
ส่วนศิษย์น้องหยาง...
ด้วยวิชาโปรยถั่วเป็นกองทัพของหมอนั่น เกรงว่าคงสำรวจเส้นทางปลอดภัยได้มากกว่าสามสิบเส้นทางแล้วมั้ง
ช่วยไม่ได้ ที่นี่ใช้วิชาตัดกระดาษเป็นคนไม่ได้ แสงไฟตอนเผามันสะดุดตาเกินไป
ดูท่าพอกลับไปแล้ว ข้าคงต้องฝึกวิชาร่างแยกเพิ่มอีกสักหน่อย
ในสำนักมีคาถาอาคมประเภทนี้อยู่ไม่น้อย แถมอาจารย์ลุงอาจารย์อาบางท่านยังดัดแปลงให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับต่ำใช้ได้ด้วย
จากนั้น หานอวิ้นก็นั่งสมาธิฟื้นฟูพลังปราณ
อย่างน้อยต้องสำรวจให้ได้มากกว่าห้าสิบเส้นทาง เขาถึงจะยอมเดินหน้าต่อ
เติบโตอย่างเงียบเชียบ อย่าทำตัวเด่น
นี่คือคติประจำใจของเขา
แต่ในขณะนั้นเอง ร่างอรชรอ้อนแอ้นร่างหนึ่งกำลังวิ่งหนีตายมาอย่างรวดเร็ว และดันวิ่งเข้ามาใกล้ตำแหน่งที่หานอวิ้นซ่อนตัวอยู่เสียด้วย
คนคนนี้ก็คือเจียงจิ่วอวี้ ในแววตาเต็มไปด้วยความหวาดผวา
เมื่อครู่เธอแอบพักอยู่ในที่แห่งหนึ่ง บังเอิญเห็นผู้ฝึกตนหญิงจากหอสดับทิพย์และเซียนกระบี่หญิงท่าทางเย็นชาคนหนึ่งเข้าไปในมิติการต่อสู้
ทว่าผ่านไปเพียงไม่กี่วินาที เซียนกระบี่หญิงคนนั้นก็ออกมาแล้ว
เชี่ยเอ๊ย
ไม่กี่วินาที คิดว่าเหยียบแมลงสาบอยู่หรือไง
ที่เวอร์กว่านั้นคือ ปีศาจหญ้าสื่อธรรมนับสิบตัวที่ถูกดึงดูดมา กลับถูกนางฆ่าล้างบางในพริบตา
เหมือนกับตัดหญ้าไม่มีผิด
ถึงไอ้พวกนี้โดยเนื้อแท้มันจะเป็นหญ้าจริงๆ ก็เถอะ แต่นั่นมันหญ้าระดับกลั่นลมปราณขั้นเก้าเชียวนะโว้ย
[จบแล้ว]