- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 56 - อันดับการทดสอบรอบแรก
บทที่ 56 - อันดับการทดสอบรอบแรก
บทที่ 56 - อันดับการทดสอบรอบแรก
บทที่ 56 - อันดับการทดสอบรอบแรก
เวลาล่วงเลยมาถึงตอนเที่ยง ฉือจิ่วอวี๋นอนคว่ำหน้าอยู่บนเตียง ไถดูเครือข่ายวิญญาณ
ในฐานะคนที่รู้ความจริงของการทดสอบครั้งนี้นอกจากอาจารย์อา (นางคิดเองเออเอง)
เธอมองดูการคาดเดาสุดมั่วซั่วและเพ้อเจ้อในโลกออนไลน์ แล้วก็อดไม่ได้ที่จะเข้าไปเยาะเย้ย
โดยเฉพาะเจ้า 'เสี่ยวจ้าวผู้ฝึกตนเงียบๆ' นั่น เธอถึงกับสมัครไอดีใหม่ไปด่าโดยเฉพาะ
แถมหลังจากนั้น เธอยังตั้งกระทู้เองอีกหลายกระทู้ เพราะรู้สาเหตุที่แท้จริง ความน่าเชื่อถือเลยดูสูงกว่ากระทู้อื่นๆ มาก
ทำเอาหลายคนเข้ามาถามเซ้าซี้ แต่เธอก็แกล้งทำเป็นไม่พูดให้ชัดเจน
"ฮี่ฮี่!"
พอนึกภาพคนที่เข้ามาถามกำลังคันคะเยอ อยากรู้แต่ไม่ได้รู้ เธอก็มีความสุขจนกลิ้งไปกลิ้งมาบนเตียง
ในห้องรับแขก สวีสิงถอนหายใจเบาๆ
ตัวเองบอกให้นางทำตัวตามสบาย แต่นางดูจะปล่อยเนื้อปล่อยตัวเกินไปหน่อยไหม
ช่างเถอะ ปล่อยนางไป
ในดวงตาสวีสิงมีแสงเงาไหลเวียน ตอนนี้การทดสอบรอบแรกเหลือคนอยู่อีกไม่กี่คนแล้ว แต่ผลงานไม่ค่อยโดดเด่น มองข้ามไปได้
อันดับก็น่าจะสรุปได้แล้ว
ไม่นาน รายชื่อก็เรียงรายลงมาตามผลงานการทดสอบของแต่ละคน
คนที่อยู่อันดับหนึ่ง ไม่ใช่จางอวิ๋นลู่ และยิ่งไม่ใช่เซียวฝาน แต่เป็น...
หลินฉิวเซียน!
ในฐานะหัวกะทิของศิษย์สำนักกระบี่ เขาเชี่ยวชาญวิชากระบี่นับไม่ถ้วน ประสบการณ์ต่อสู้โชกโชน
เผชิญหน้ากับสายกายาระดับเดียวกัน สามกระบี่ปลิดชีพ ในบรรดาผู้เข้าร่วมการทดสอบ ไม่มีใครเร็วกว่าเขาอีกแล้ว
รองลงมา ก็คือผู้ฝึกกระบี่แซ่เฟิงที่โดนจับขังพร้อมกับเขา
ถัดมาเป็นผู้ฝึกกายาจากสำนักราชันคชสาร
อันดับสี่คือหลี่เฟิงผิง
ถึงจะซวยซ้ำซ้อน แต่คนของสำนักกระบี่ทั้งสามคนนี้ก็ถือว่าฝีมือใช้ได้
อันดับห้าคือหยูหมิง ผู้อำนวยการฝ่ายปกครองโรงเรียนมัธยมที่สาม หรือก็คือตาแก่ที่โดนฉือจิ่วอวี๋ชี้ตัวนั่นแหละ
เพราะรากฐานเสียหาย เขาเลยยังไม่ได้เลื่อนเป็นระดับแปลงเทพจริงๆ ในเกณฑ์ที่สวีสิงตั้งไว้ เขาก็ยังถือว่าอยู่ในขอบเขตวิญญาณแรกกำเนิด
ไล่เรียงลงมา
อันดับหกคือเจียงจิ้ง ศิษย์หอกระบี่พิทักษ์กฎที่เคยเจอตอนทำภารกิจ วันนั้นมีผู้ฝึกกระบี่อีกหลายคน แต่พวกเขาออกจากเมืองเสวียนเจี้ยนไปแล้ว เลยไม่ได้เข้าร่วม
อันดับเจ็ดและแปด เป็นอาจารย์จากโรงเรียนมัธยมที่หนึ่ง และผู้คุมกฎของหอวินัย
อันดับเก้า จางอวิ๋นลู่
เธอมีประสบการณ์โชกโชนที่สุดในกลุ่มอย่างไม่ต้องสงสัย แต่ดวงไม่ค่อยดี สุ่มเจอสายกายา
สายกายาหนังหนาเลือดเยอะ เธอไม่เคยมีประสบการณ์รับมือมาก่อน เลยเสียเวลาตอดอยู่นานกว่าจะเอาชนะได้
อันดับสิบ ศิษย์หอสดับทิพย์
อันดับสิบเอ็ด ศิษย์หุบเขาโอสถสงเคราะห์
อันดับสิบสอง ศิษย์หอสรรพาวุธเทพกลไก
เหมือนอันดับในงานประลองเจ็ดสำนักเป๊ะ
ไล่เรียงลงไปเรื่อยๆ จนถึงอันดับที่สามสิบสาม ถึงจะเป็นเจียงจิ่วอวี้จากนิกายประสานรัก
ส่วนสำนักเต๋าไท่ซั่ง...
ฝีมือไม่ได้ด้อย แต่ทุกคนดูเหมือนจะออมมือไว้ เลยวนเวียนอยู่แถวอันดับแปดสิบกว่า
มองลงไปอีก ส่วนใหญ่เป็นระดับวิญญาณแรกกำเนิดและแก่นทองคำท้องถิ่นเมืองเสวียนเจี้ยน รวมถึงศิษย์และผู้คุมกฎของหอจัดการธุระและหอวินัยสำนักกระบี่
ในบรรดาศิษย์สำนักเซียน มีคนเดียวที่หลุดจากสามพันอันดับแรก
คือนักปรุงยาจากหุบเขาโอสถสงเคราะห์
จะว่าไปหมอนี่ก็ซวยจัด สุ่มเจ็ดครั้ง เจอสายกายาไปเจ็ดรอบ
วิชาพิษของเขาพอมาเจอกับสายกายาที่ต้านทานสถานะผิดปกติสูงลิบ แถมยังหนังหนาเตอะ มันเสียเปรียบสุดๆ
อีกสามครั้งที่เหลือ เจอสายกระบี่สองครั้ง สายเวทหนึ่งครั้ง
ตอนเจอสายกระบี่ก็ยื้อจนบาดเจ็บล้มตายไปทั้งคู่
รอบสุดท้ายที่เจอสายเวท เขาชนะมาได้ แต่น่าเสียดายที่คะแนนรวมไม่ติดหนึ่งในสามพัน
ส่วนเซียวฝานที่ฮั่วหนุนหลัง อยู่อันดับพันกว่าๆ กลางๆ ไม่สูงไม่ต่ำ
เมื่อจัดอันดับเสร็จ แสงเงาในดวงตาสวีสิงก็หายวับไป
…………
ในมิติการทดสอบสีเทาหม่น
หลินฉิวเซียนสะบัดกระบี่จนเกิดหมอกสีเทาฟุ้งกระจาย
เคร้ง! เคร้ง!
ตัวกระบี่สีเงินขาวปะทะกับกรงเล็บคู่ที่แห้งเหี่ยวแต่แหลมคมน่ากลัว เล็บยาวสีแดงฉานเหมือนกรงเล็บปีศาจ ประกายไฟแตกกระเด็น
ทุกครั้งที่เงาร่างผอมแห้งตวัดกรงเล็บ จะมีกลิ่นคาวเลือดเข้มข้นพัดโชยมา
กลิ่นคาวเลือดนี้เป็นพิษร้ายแรง กัดกร่อนอวัยวะภายใน ปนเปื้อนพลังวิญญาณ
หลินฉิวเซียนสีหน้าเรียบเฉย รอจนกรงเล็บเกือบจะถึงตัว ถึงค่อยตวัดกระบี่สวนกลับอย่างใจเย็น
ผู้ฝึกโลหิต!
หนึ่งในวิถีมาร
ยุคสมัยนี้หาตัวจับยากมาก และที่เหลืออยู่ก็แทบจะไปกองกันอยู่ที่สนามรบดารา ปกติแทบไม่มีโอกาสได้ประมือ
[การทดสอบรอบที่หนึ่งสิ้นสุดลง]
ตัวอักษรสีทองที่ลอยขึ้นมาทำให้หลินฉิวเซียนชะงักไปนิดหนึ่ง ผู้ฝึกโลหิตฉวยโอกาสตะปบกรงเล็บใส่ลำคอเขาพร้อมกลิ่นคาวเลือดคละคลุ้ง
หลินฉิวเซียนเอียงตัวหลบเล็กน้อย แล้วตวัดกระบี่ฟันขวาง ตัวกระบี่เคลือบแสงวิญญาณบางเบา วาดเป็นครึ่งวงกลมสวยงาม เลือดสาดกระเซ็น
ตุ้บ!
หัวหลุดกระเด็น กลายเป็นหมอกสีเทาสลายไป
หลินฉิวเซียนเก็บกระบี่ ยืนนิ่งจ้องมองตัวอักษรสีทองที่กำลังค่อยๆ ปรากฏขึ้น
[ชื่อ: หลินฉิวเซียน]
[ระดับพลัง: วิญญาณแรกกำเนิดขั้นกลาง (ถูกกดพลังเหลือระดับกลั่นลมปราณชั้นเก้า)]
[อันดับปัจจุบัน: หนึ่ง]
ที่หนึ่ง!
ความดีใจอย่างบ้าคลั่งระเบิดขึ้นในอก หูอื้ออึงได้ยินแต่เสียงหัวใจเต้นโครมคราม
เขาพยายามข่มความรู้สึกอยากตะโกนร้องฟ้าให้สุดเสียง จ้องมองตัวอักษรสีทองนั้น ย้ำคิดย้ำทำกลัวว่าตัวเองจะตาฝาด
[การทดสอบรอบที่สองจะเริ่มในอีกสองวัน ผู้ที่ติดอันดับห้าร้อยคนแรกจะผ่านเข้าสู่รอบที่สาม]
"สามพันคัดเหลือห้าร้อยเหรอ"
หลินฉิวเซียนพยายามทำใจให้สงบ
อาจเพราะระดับพลังถูกกดไว้ ผลกระทบจากข้อบกพร่องของวิชาเลยน้อยลง การสงบสติอารมณ์ทำได้ง่ายกว่าตอนอยู่ข้างนอกเยอะ
ไม่นาน เสียงหัวใจที่เต้นรัวเหมือนกลองศึกก็ค่อยๆ แผ่วลง
ฟู่ว~
หลินฉิวเซียนพ่นลมหายใจออกยาวเหยียด
'ให้เวลาสองวัน น่าจะอยากดูว่าพวกเราจะใช้พื้นที่นี้พัฒนาตัวเองได้มากแค่ไหนในอีกไม่กี่วันข้างหน้า'
หลังจากจบการทดสอบ คนที่ผ่านเข้ารอบยังสามารถอยู่ต่อได้ แถมยังเลือกคู่ต่อสู้จากสายอาชีพต่างๆ มาฝึกมือได้ด้วย
และมิติการทดสอบนี้ก็สมจริงสุดๆ ทั้งการไหลเวียนของพลังวิญญาณ และผลตอบสนองจากการต่อสู้ เหมือนโลกความจริงเปี๊ยบ
"ตั้งค่า ผู้ฝึกกระบี่ขั้นรู้แจ้ง!"
รากฐานวิถีแห่งการรังสรรค์จำเป็นต้องเข้าถึง 'สัจธรรม' หรือ 'รู้แจ้ง' นั่นเป็นสภาวะที่จับต้องไม่ได้ ผู้ที่มีรากฐานระดับนี้แต่ละคนมีกระบวนการรู้แจ้งที่ต่างกันไป
บ้างก็รอดตายมาได้อย่างปาฏิหาริย์ บ้างก็อยู่ท่ามกลางความเป็นความตาย บ้างก็รู้แจ้งตอนใกล้ตาย... แล้วก็ตายไปเลย
จุดร่วมเพียงอย่างเดียวคือ กระบวนการนี้ต้องเกิดขึ้นในสถานการณ์สุดขั้ว และมีเพียงเผ่ามนุษย์เท่านั้นที่ทำได้
หลินฉิวเซียนเคยเสียเวลาไปกับเรื่องนี้นานมาก ถึงขั้นยอมลดตัวลงไปเป็นระดับกลั่นลมปราณเพื่อขึ้นสนามรบดารา ใช้ชีวิตอยู่บนดาวที่มีแต่สัตว์ประหลาดต่างดาวตามลำพังหลายเดือน เฉียดตายหลายหน แต่ก็ยังไม่บรรลุ
สุดท้ายก็จำใจต้องเลือกรากฐานระดับรองลงมา
ระหว่างที่ความคิดแล่นผ่าน ในหมอกสีเทาก็มีร่างคนปรากฏขึ้น ในมือถือกระบี่ธรรมดาๆ เล่มหนึ่ง เดินเข้ามาหาเขาช้าๆ
[ศัตรู: ผู้ฝึกกระบี่ระดับกลั่นลมปราณชั้นแปด (รู้แจ้ง)]
นอกจากวงเล็บคำว่า 'รู้แจ้ง' ง่ายๆ นั้น ก็ไม่มีคำอธิบายอื่นอีก
"กลั่นลมปราณชั้นแปด..."
ต้องชนะผู้ฝึกกระบี่ขั้นรู้แจ้งระดับชั้นแปดให้ได้ก่อน ถึงจะท้าทายระดับที่สูงกว่าได้
หลินฉิวเซียนไม่กล้าประมาท เตรียมพร้อมเต็มที่ ในหัวคิดคำนวณว่าจะออกกระบี่แรกยังไงดีที่สุด
และเงาร่างผู้ฝึกกระบี่นั้นก็เดินมาถึงตรงหน้าเขาแล้ว
ยังคงมองไม่เห็นหน้าตา รูปร่างดูบอบบาง ดู 'อ้อนแอ้น' กว่าเงาร่างผู้ฝึกตนที่เคยเจอก่อนหน้านี้
เห็นมันยกมือขึ้น กระดิกนิ้วเรียก
หือ?
ยั่วโมโหเป็นด้วย?
สีหน้าหลินฉิวเซียนเคร่งเครียดขึ้น
แต่พอเห็นเขาไม่ยอมลงมือสักที เงาร่างนั้นดูเหมือนจะหงุดหงิด
ฉัวะ!
แสงกระบี่สว่างวาบตรงหน้า
เร็วมาก!
เร็วซะจนเขาแม้แต่จะยกกระบี่ขึ้นกันยังไม่ทัน วิชาความรู้ทั้งหมดที่มีเหมือนไร้ความหมายในวินาทีนี้ นี่มันความเร็วในการออกกระบี่ของระดับกลั่นลมปราณจริงๆ เหรอ
รู้สึกแค่ว่าโลกหมุนคว้าง เห็นร่างไร้หัวของตัวเองผ่านตาไป
และเงาร่างผู้ฝึกกระบี่นั้นยืนอยู่ข้างหลังร่างไร้หัว ใบหน้าเลือนรางหันมามองเขา พร้อมกับควงกระบี่เล่น
[จบแล้ว]