- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 49 - ปาฏิหาริย์หรือของวิเศษ
บทที่ 49 - ปาฏิหาริย์หรือของวิเศษ
บทที่ 49 - ปาฏิหาริย์หรือของวิเศษ
บทที่ 49 - ปาฏิหาริย์หรือของวิเศษ
เฮ้อ~
ตัวประกอบระดับวิญญาณแรกกำเนิดอย่างฉัน เมื่อไหร่จะดังเปรี้ยงปร้างกับเขาสักทีนะ
เจียงจิ่วอวี้ถอนหายใจในใจ แต่ใบหน้ายังคงแย้มยิ้มหวานหยด ใช้เสียงไพเราะตอบคำถามผู้ชมในไลฟ์ทีละข้อ
ก่อนหน้านี้มีศิษย์พี่คนหนึ่ง เพื่อเรียกยอดคนดูถึงกับยอมแสดงโชว์เอาหน้าอกทุบหินก้อนโต
จะว่าไป เธอก็เคยคิดจะใช้มุกนี้เหมือนกัน แต่สุดท้ายก็ล้มเลิกไป
เกิดทุบไปทุบมาแล้วมันเล็กลงจะทำยังไงล่ะ!
คิดพลางสายตาก็เหลือบไปมองข้างทางอย่างไม่ตั้งใจ
หือ?
คนที่หิ้วตู้ปลาอยู่ตรงนั้น... หน้าตาคุ้นๆ เหมือนฉือจิ่วอวี๋แห่งสำนักกระบี่เลยแฮะ
ถ้าตัวเองหน้าตาเหมือนฉือจิ่วอวี๋บ้าง ก็คงเรียกกระแสได้ถล่มทลายแน่ๆ
แน่นอนว่าเจียงจิ่วอวี้ก็แค่คิดเล่นๆ ขืนไปปลอมตัวเป็นท่านอาจารย์อาทวดเล็กผู้ลึกลับแห่งสำนักกระบี่ ก็ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย
งานประลองเจ็ดสำนักคราวก่อน ศิษย์พี่ศิษย์น้องของเธอหลายคนโดนยัยฉือจิ่วอวี๋จับห้อยหัวตีมาแล้ว
เธอมองดูอีกที
ไม่ใช่สิ!
นั่นมันฉือจิ่วอวี๋ตัวจริงเสียงจริงนี่นา!
ถ้าเป็นคนทั่วไปอาจจะจำไม่ได้ แต่เจียงจิ่วอวี้เป็นศิษย์สำนักเซียน แถมยังเป็นผู้ฝึกวิชาเสน่ห์ที่ช่างสังเกตเป็นเลิศ
บุคลิกหลุดโลกแบบนั้น มีแค่คนเดียวแน่นอน!
ฉือจิ่วอวี๋มาอยู่ที่นี่ แถมยังมากับผู้ชายหน้าแปลกที่ไหนก็ไม่รู้!
หัวใจเธอเต้นตึกตัก นี่มันโอกาสทองในการเกาะกระแสชัดๆ!
ทว่าเท้าที่เพิ่งก้าวออกไปก้าวหนึ่งก็ชะงักกึก
อืม...
ดูจากนิสัยของฉือจิ่วอวี๋แล้ว ถ้าเธอทะเล่อทะล่าเข้าไปแบบนี้ จุดจบอาจจะไม่สวยเท่าไหร่
ยัยนั่นคงไม่เห็นแก่ความเป็นเพื่อนร่วมวงการ แล้วยั้งมือให้หรอก ดีไม่ดีอาจจะหนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ
แค่ลังเลไปนิดเดียว ฉือจิ่วอวี๋กับสวีสิงก็เดินข้ามถนนไปฝั่งตรงข้ามแล้ว
เห็นแบบนั้นเธอก็ถอดใจ
ช่างเถอะ ช่างเถอะ ไปเกาะกระแสผู้ฝึกตนโบราณที่เพิ่งออกจากด่านดีกว่า
คิดได้ดังนั้น เจียงจิ่วอวี้ก็หันมาส่งยิ้มยั่วยวนให้หน้าจอมือถือ "เอาล่ะค่ะทุกคน เดี๋ยวเค้าจะเข้าโรงแรมแล้ว วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะคะ~ (づ ̄3 ̄)づ╭~"
ปิดไลฟ์เสร็จ เธอก็เรียกเมฆหมอกเจ็ดสีออกมา ลอยตัวขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างช้าๆ
ผู้คนรอบข้างต่างเงยหน้ามองด้วยความตะลึงและหลงใหล
ถึงปากจะบอกว่าดูถูก แต่ลับหลังมีสักกี่คนที่ไม่เคยแอบ 'วิจารณ์' ผลงานของพวกเธอ?
ถ้าทุกคนไม่ดูจริงๆ สำนักประสานรักคงไม่กลายเป็นสำนักที่มียอดการเข้าชมสูงที่สุดในทวีปกลางหรอก
แถมคนตรงหน้านี้ยังเป็นผู้ฝึกวิชาเสน่ห์ตัวเป็นๆ ไม่ใช่ดูผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ ครั้งสุดท้ายที่มีผู้ฝึกวิชาเสน่ห์มาที่เมืองเสวียนเจี้ยน ก็ตอนที่หอจันทร์ลึกลับเพิ่งเปิดใหม่ๆ
น่าเสียดายที่โดนนายกเทศมนตรีสั่งปิดด้วยข้อหาทำลายภาพลักษณ์เมือง
สัมผัสได้ถึงสายตาที่มองมาจากรอบทิศ เจียงจิ่วอวี้รู้สึกกระหยิ่มใจ เธอต้องการผลลัพธ์แบบนี้แหละ ไม่อย่างนั้นคงไม่ลอยขึ้นไปช้าๆ แบบนี้หรอก
"นิสัยไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ" ฉือจิ่วอวี๋หันไปมองแล้วอดบ่นไม่ได้ "แต่นางจำข้าได้แล้วแท้ๆ ทำไมไม่เข้ามาเกาะกระแสล่ะ"
ใช่แล้ว เธอสังเกตเห็นตั้งนานแล้ว
"เจ้าตั้งใจรอให้นางเข้ามาหา จะได้มีข้ออ้างจัดการนางล่ะสิ" สวีสิงพูดดักคออย่างรู้ทัน
"จะ... จะเป็นงั้นได้ไง" ฉือจิ่วอวี๋กะพริบตาปริบๆ ทำหน้าใสซื่อ
......
อีกด้านหนึ่ง เซียวฝานเพิ่งลาออกจากงาน เพราะเป็นพนักงานชั่วคราวที่ไม่ได้เซ็นสัญญาอะไร ขั้นตอนเลยง่ายมาก
แค่รู้สึกผิดกับพี่หลี่นิดหน่อย พี่เขาอุตส่าห์ดูแลอย่างดี
เดินอยู่บนทางเดินออกจากสวนสัตว์ ในใจเขารู้สึกไร้หนทาง
กลับโรงเรียนก็ไม่ได้ งานก็ทำไม่ไหว ตอนนี้ดูเหมือนจะมีแค่ทางเดียวคือกลับไปตั้งใจบำเพ็ญเพียรต่อที่บ้าน
ทันใดนั้น แก้วน้ำที่ห่อไว้อย่างดี ลวดลายโบราณสวยงามใบหนึ่งก็กลิ้งมาหยุดที่เท้าเขา บนแก้วมีโลโก้สวนสัตว์และรูปการ์ตูนนกวิหคเพลิงพิมพ์อยู่
เป็นของที่ระลึกที่ขายในสวนสัตว์นั่นเอง
ขวามือไม่ไกลมีร้านขายของที่ระลึกตั้งอยู่ อันนี้น่าจะเผลอทำตกออกมา
เซียวฝานก้มลงเก็บ ตั้งใจจะเอาไปคืน แต่พอสัมผัสโดน ในใจกลับเกิดความรู้สึกวูบวาบแปลกประหลาด
นี่คือของวิเศษ
ความคิดเพ้อเจ้อที่ไร้เหตุผลผุดขึ้นมาในหัว
"บ้าไปแล้วเรา"
ส่ายหัวไล่ความคิดบ้าๆ นั้นออกไป
ของพรรค์นี้เพิ่งจะออกมาจากโรงงานหมาดๆ จะไปเป็นของวิเศษได้ยังไง
เขาคิดว่าตัวเองคงคิดมากไปเอง เลยถือแก้วที่เก็บได้เดินเข้าไปในร้านขายของที่ระลึก
"พวกคุณทำของตกน่ะครับ"
ในร้านมีพนักงานขายแค่คนเดียว เป็นเด็กสาวอายุประมาณสิบหกสิบเจ็ด ท่าทางขี้อาย
"อุ๊ย! ขอ... ขอโทษค่ะ รบกวนคุณลูกค้าแล้ว!"
"ไม่เป็นไรครับ แค่เรื่องเล็กน้อย"
เซียวฝานกวาดตามองในร้าน นอกจากที่วางอยู่บนเคาน์เตอร์แล้ว บนชั้นวางของข้างๆ ก็ยังมีแก้วหน้าตาแบบเดียวกันวางเรียงเป็นตับ
ตัวเองคิดมากไปจริงๆ นั่นแหละ
จังหวะที่กำลังจะส่งแก้วคืนให้พนักงาน ความรู้สึกวูบวาบในใจก็กลับมาอีกครั้ง แถมยังรุนแรงกว่าเดิม
ถ้าคืนไปต้องเสียใจแน่
"ผมว่าแก้วใบนี้สวยดี ขายยังไงครับ"
"เอ๊ะ อ๋อ! ใบนี้ห้าเหรียญวิญญาณค่ะ คุณลูกค้าดูสิคะ ลวดลายพวกนี้จำลองมาจากของวิเศษยุคโบราณ..."
พนักงานสาวร่ายยาวเหยียดแนะนำสินค้า อาการขี้อายเมื่อกี้หายวับไปกับตา
ตั้งแต่กระบวนการผลิตไปจนถึงลวดลายและประวัติศาสตร์ แก้วธรรมดาๆ ใบหนึ่ง ถูกเธอโม้ซะกลายเป็นงานศิลปะล้ำค่าหายาก
"..."
มิน่าถึงมาเป็นพนักงานขายได้ สกิลการขายแน่นปึ้ก
จะว่าไป พอฟังเธอโม้จบ ต่อให้ไม่มีความรู้สึกแปลกๆ นั่น เขาก็เริ่มอยากได้ขึ้นมานิดหน่อย
แต่... สุดท้ายเขาก็ไม่ได้ซื้อ
ก็มันจนปัญญาจริงๆ นี่นา!
ใครใช้ให้ตอนนี้เขามีเงินติดตัวแค่สามเหรียญวิญญาณ แถมยังต่อราคาไม่ได้อีก
เฮ้อ~
ห้าเหรียญวิญญาณ
ต่อให้มันเป็นของวิเศษจริงๆ ก็คงไม่มีวาสนาต่อกัน
ปลอบใจตัวเองเสร็จ เซียวฝานก็เดินออกจากร้านไป
มองดูเขาเดินจากไป พนักงานสาวถึงกับงง อุตส่าห์แกล้งทำตัวขี้อาย แถมยังโม้จนคอแห้ง แต่ดันไม่ซื้อเนี่ยนะ?
ไอ้คนจนเอ๊ย
บ่นในใจเสร็จ เธอก็วางแก้วกลับที่เดิม แล้วรินน้ำให้ตัวเองแก้วหนึ่ง
พูดจนคอแห้งผาก สมัยนี้เงินทองมันหายากจริงๆ
ขณะที่เธอกำลังบ่นอุบในใจ ลูกค้าอีกคนก็เดินเข้ามา หน้าตาธรรมดา บุคลิกดูอบอุ่น ใส่ชุดลำลองแต่สวมรองเท้าหนังขัดมันวับ
"ของในร้านนี้ทั้งหมด ผมเหมาหมด"
ห๊ะ?
ป๋าขนาดนี้เลยเหรอ?
"ได้เลยค่า!" พนักงานสาวยิ้มแก้มปริ รีบต้อนรับขับสู้ "ทั้งหมดแปดแสนเจ็ดหมื่นเก้าพันหกร้อยสามเหรียญวิญญาณค่ะ ตัดเศษให้เหลือแปดแสนเจ็ดหมื่นเก้าพันหกร้อยถ้วนก็ได้ค่ะ ไม่ทราบว่าคุณลูกค้าจะ...?"
"รูดบัตร"
ชายคนนั้นหยิบบัตรหยกใบหนึ่งออกมา บนบัตรมีตราสัญลักษณ์รูปกระบี่สีทองประทับอยู่
บัตรที่ออกโดยสำนักกระบี่ ยินดีให้ปลอมแปลง (ถ้ากล้า)
"คุณลูกค้าตาถึงจริงๆ ค่ะ ของในร้านเราทุกชิ้นล้วนเป็น..."
พนักงานสาวปากก็โม้ไป มือก็หยิบเครื่องรูดบัตรออกมา เอาบัตรหยกเสียบเข้าไป
หน้าจอเครื่องแสดงตัวเลขยาวเหยียด
หน่วย สิบ ร้อย พัน หมื่น แสน ล้าน... พ่อแก้วแม่แก้ว!
ตัวเลขยาวเหยียดทำเอาพนักงานสาวตาลาย
นี่มันมหาเศรษฐีจากไหนเนี่ย!
"เสร็จหรือยัง"
"เสร็จแล้วค่ะเสร็จแล้ว!"
เจอระดับมหาเศรษฐีแบบนี้ พนักงานสาวไม่กล้าตุกติก รีบหักเงินแปดแสนกว่าแล้วส่งบัตรหยกคืนให้อย่างนอบน้อม
"งั้นของในนี้เป็นของผมหมดแล้วนะ"
"แน่นอนค่ะ ของคุณลูกค้าทั้งหมดเลย ให้ทางเราจัดคนช่วยขนย้ายไหมคะ..."
"ไม่ต้อง"
พนักงานสาวรู้สึกแค่ว่าภาพตรงหน้าพร่ามัวไปวูบหนึ่ง พอสายตากลับมาชัดเจน ก็พบว่ามหาเศรษฐีคนนั้นพร้อมกับของที่ระลึกทั้งร้าน หายวับไปกับตาแล้ว
[จบแล้ว]