- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 37 - เนื้อหาในแชตที่ถูกลบ
บทที่ 37 - เนื้อหาในแชตที่ถูกลบ
บทที่ 37 - เนื้อหาในแชตที่ถูกลบ
บทที่ 37 - เนื้อหาในแชตที่ถูกลบ
ยังจะบอกว่าความสัมพันธ์ดีอีกนะ พวกนั้นจ้องจะเลื่อยขาเก้าอี้สำนักกระบี่ของพวกเราอยู่ชัดๆ ฉือจิ่วอวี๋บ่นอุบอิบในใจ
ในบรรดาสำนักเซียน สำนักกระบี่คืออันดับหนึ่ง
นี่คือความจริงที่ทั่วทั้งพิภพไท่เสวียนยอมรับ
ไม่ว่าจะเป็นพลังการต่อสู้ในระดับเดียวกัน หรือจำนวนผู้ฝึกตนระดับสูง สำนักกระบี่ก็นำหน้าสำนักอื่นไปไกลลิบ
รองลงมาคือนิกายประสานรัก ตั้งแต่ล้างภาพจำและหันมาเป็นฝ่ายธรรมะ ขนาดของนิกายก็ขยายใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ แม้จะเคยบอบช้ำหนักแต่ก็ฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ตอนนี้กลายเป็นสำนักเซียนอันดับสองรองจากสำนักกระบี่ ต้องบอกว่าพลังของพวกหื่นกามนี่จินตนาการไม่ถึงจริงๆ
แต่เพราะโดนเหยียดจากสายอาชีพอื่น เวลาคนทั่วไปจัดอันดับความแข็งแกร่งของสำนักเซียน ก็มักจะตัดนิกายนี้ออกไปเสมอ
ถัดมาก็คือสำนักเต๋าไท่ซั่ง อดีตเบอร์สองตลอดกาล ดินแดนในฝันของผู้ฝึกสายเวท หอคัมภีร์ของสำนักรวบรวมวิชาคาถาอาคมแทบทุกอย่างในพิภพไท่เสวียนเอาไว้
มีอัจฉริยะมากมายนับไม่ถ้วน แม้แต่เครือข่ายวิญญาณที่ครอบคลุมทั่วทวีปกลางในตอนนี้ ก็เป็นผลงานการพัฒนาของสำนักเต๋าไท่ซั่ง
ยุคสมัยนี้เหมาะแก่การเติบโตของสำนักเต๋าไท่ซั่งจริงๆ ไม่แปลกที่ผู้ฝึกตนบางคนในสำนักนั้นจะเริ่มมีความคิดอยากชิงดีชิงเด่น
แต่ความจริงแล้ว... เรื่องพวกนั้นไม่ได้สำคัญอะไรขนาดนั้น
"เอาล่ะ พาเธอไปพักผ่อนสักหน่อย แล้วเจ้าก็ไปทำธุระของเจ้าเถอะ"
จู่ๆ สวีสิงก็พูดขึ้นมา ฉือจิ่วอวี๋เกือบคิดว่าเรื่องที่เธอแอบกู้ประวัติแชตความแตกซะแล้ว
เธอสังเกตอยู่ครู่หนึ่ง เห็นอาจารย์อาพูดจบก็มองออกไปไกลๆ เหมือนกำลังเหม่อลอย
หือ?
ฉือจิ่วอวี๋มองตามสายตาสวีสิงไป แต่ก็ไม่เห็นอะไรเลย
เกาหัวแกรกๆ
เธอแบกร่างจางอวิ๋นลู่ขึ้นบ่า มืออีกข้างหยิบ "เคล็ดวิชาอ่านปราณม่วง" บนโต๊ะแล้วเดินเข้าไปข้างใน
ขณะเดียวกัน เธอก็รู้สึกว่าพลังเวทและสมรรถภาพร่างกายที่ถูกกดไว้ก่อนหน้านี้กำลังฟื้นคืนกลับมาอย่างรวดเร็ว
เดินเร็วๆ เข้าไปในห้องรับแขก วางจางอวิ๋นลู่ลงบนโซฟา แล้วโยนหนังสือวิชาอ่านปราณไว้ที่โต๊ะชาข้างๆ
ทำทุกอย่างเสร็จสรรพ ฉือจิ่วอวี๋ก็รีบวิ่งขึ้นชั้นสอง พุ่งเข้าห้องนอนตัวเอง
ปัง!
ปิดประตูแล้วลงกลอนทันที
จากนั้นก็กระโจนใส่เตียง หยิบมือถือออกมา กดเข้าไปที่แชตรูปเป็ดเหลืองถือกระบี่
นั่นไง ประวัติการสนทนาที่ถูกลบกู้คืนมาได้แล้วจริงๆ แถมยังค้างอยู่ที่ประโยคสุดท้ายที่อาจารย์ตอบกลับมา
เลื่อนลงดู
"/มีดปังตอเลือดอาบ"
"/เป็ดเหลืองหัวร้อน"
สติกเกอร์อาจารย์นี่หลากหลายอารมณ์จริงๆ ถัดลงมาก็เป็นข้อความที่อาจารย์อาส่ง
"ข้าเอง ศิษย์พี่"
"ศิษย์น้อง!"
อ่านผ่านจอยังรู้สึกได้ถึงความดีใจกระดี๊กระด๊าของอาจารย์
"เดี๋ยวนะ! จิ่วอวี๋ เจ้าปลอมตัวเป็นอาจารย์อาของเจ้าใช่ไหม"
ใช่สิ!
ฉือจิ่วอวี๋นึกเสียใจแทบตาย ทำไมเมื่อกี้ถึงคิดมุกนี้ไม่ออกนะ!
"ข้าเองจริงๆ ตอนนี้ลูกศิษย์ของเจ้าก็อยู่ข้างๆ ข้านี่แหละ นางฝากบอกว่าเมื่อกี้แค่ล้อเล่น อย่าเก็บไปใส่ใจเลย"
รูปถ่ายหนึ่งใบ ในรูปเป็นภาพเธอกำลังมองไปทางเวทีประลอง
ถ่ายตอนไหนเนี่ย ไม่รู้ตัวเลยสักนิด...
"ศิษย์น้องจริงๆ ด้วย! เจ้าจะกลับมาเมื่อไหร่ /เป็ดเหลืองกุมใจ"
ฉือจิ่วอวี๋: "..."
นี่ใช่อาจารย์ของฉันจริงเหรอ?
แล้วประโยคที่อาจารย์อาช่วยแก้ตัวให้ข้า อาจารย์เมินมันไปดื้อๆ เลยเหรอ?!
"ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลา แต่คงอีกไม่นานหรอก"
"งั้นให้จิ่วอวี๋ติดตามเจ้าไปแล้วกัน ปกตินางอาจจะดูไม่ค่อยเอาถ่าน แต่เวลาคับขันนางหัวไวใช้ได้เลย"
"อืม รบกวนศิษย์พี่ช่วยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หยวนให้หน่อย ข้าสนใจคนคนนี้มาก"
"อื้ม! แต่ข้อมูลในสำนักเราไม่ค่อยละเอียด เดี๋ยวหลังจากนี้ข้าจะไปที่หอสดับทิพย์ดู"
"หอสดับทิพย์?"
"ตอนที่ 'หยวน' ปรากฏตัวต่อหน้าชาวโลกครั้งแรก มีเด็กรุ่นหลังของหอสดับทิพย์คนหนึ่งติดตามเขาอยู่ ทั้งสองคนมีความสัมพันธ์ที่สนิทสนมกันมาก"
"งั้นพอกลับไปข้าจะไปเยือนด้วยตัวเอง"
"ได้เลย"
ทั้งสองคนถามตอบกันไปมา นอกจากช่วงแรกๆ แล้ว เนื้อหาที่อาจารย์คุยกับอาจารย์อาก็ดูปกติดีนี่นา
ประโยคถัดมาอาจารย์เป็นฝ่ายส่งมา
"ปิดด่านคราวนี้ได้อะไรบ้างไหม"
"คืบหน้าไปเยอะเลย พวกท่านก็น่าจะรู้สึกได้"
พวกท่าน?
คำว่า 'พวก' นี่หมายถึงใครบ้าง?
จากนั้นก็เป็นข้อความเสียงจากอาจารย์
"ใช่ ตั้งแต่เจ้าออกจากด่าน พวกเราก็สัมผัสได้ถึงความเปลี่ยนแปลงของพิภพไท่เสวียน 'ฮั่ว' นั่งไม่ติดแล้ว ตอนนี้นางมุ่งหน้าไปหาเจ้าแล้วล่ะ"
น้ำเสียงเย็นชาและว่างเปล่า ยากจะจินตนาการว่าเป็นเจ้าของเสียงเดียวกับคนที่ชอบส่งสติกเกอร์เป็ดเหลืองน่ารักๆ
ฉือจิ่วอวี๋ชินแล้วเลยไม่รู้สึกแปลกอะไร แต่ที่เธอสนใจคืออีกเรื่องต่างหาก
ฮั่ว?
ฮั่วไหน? หายนะ? หรือแซ่ฮั่ว?
นี่ใครอีกเนี่ย?
แล้วก็มาถึงประโยคสุดท้าย ที่อาจารย์สั่งให้อาจารย์อาลบแชตทิ้ง
......
พลบค่ำ จางอวิ๋นลู่ตื่นขึ้นมา พูดคุยกับสวีสิงนิดหน่อยก็เตรียมตัวกลับบ้าน
ฉือจิ่วอวี๋กะว่าจะออกไปหาอะไรกินพอดี ก็เลยอาสาไปส่ง
"สร้างรากฐานแล้ว ไม่ต้องกินอาหารก็ได้ไม่ใช่เหรอคะ" จางอวิ๋นลู่สงสัย
"คนบ้าเท่านั้นแหละที่ไม่กินข้าว เกิดมาทั้งทีข้าวปลาไม่กิน ยังจะเรียกว่าคนได้อีกเหรอ?"
"ขากลับซื้อมาฝากข้าด้วยนะ" เสียงสวีสิงดังมาจากข้างหลัง
"เห็นไหมล่ะ! ผู้ฝึกตนที่เก่งกาจระดับอาจารย์อาก็ยังต้องกินข้าวเลย"
พูดจบ ฉือจิ่วอวี๋ก็ลากจางอวิ๋นลู่เดินออกไป
"เจ้าเป็นคนพื้นที่ ของกินขึ้นชื่อเมืองเสวียนเจี้ยนน่านะรู้นะ?"
"...หนูรู้จักร้่านซุปวุ้นเส้นเลือดเป็ดอยู่ร้านหนึ่ง อร่อยมากค่ะ"
เมื่อก่อนตอนยังไม่เจอตัวจริง เธอเคยคิดว่าฉือจิ่วอวี๋เป็นผู้ฝึกตนสายเคร่งขรึม ไม่ยิ้มแย้มพูดน้อย
แต่พอมาเจอตัวจริง... เหมือนจะไม่ใช่อย่างที่คิดแฮะ?
"งั้นไปกัน ข้าเป็นคนขี่ เจ้าบอกทาง"
"ได้ค่ะ"
จางอวิ๋นลู่รู้สึกคาดหวังนิดหน่อย
ระดับตำนานอย่างฉือจิ่วอวี๋ รถที่จะขับต้องเป็นแบบไหนกันนะ?
......
สิบกว่านาทีต่อมา จางอวิ๋นลู่นั่งเหม่อลอยอยู่บนกระบะหลังรถสามล้อถีบ
พูดตรงๆ ตอนฉือจิ่วอวี๋งัดรถสามล้อออกมา เธอช็อกตาตั้งเลยทีเดียว
แต่เขาเอาออกมาแล้ว จะไม่นั่งก็เสียมารยาท
ตลอดทางเธอพยายามกล่อมตัวเองในใจ
รถที่นั่งอยู่นี่คนถีบคือตำนานรุ่นใหม่เชียวนะ หลายคนอยากนั่งยังไม่มีบุญได้นั่งเลย
"ข้างหน้านั่นใช่ไหม!"
เบรกเอี๊ยดดริฟต์เข้าจอดอย่างเท่ รถสามล้อจอดสนิทหน้าร้านอาหารเพิงหมาแหงนที่มีคนนั่งแน่นขนัด ใครจะไปรู้ว่านางใช้รถสามล้อทำท่าแบบนี้ได้ยังไง
คนเยอะมาก จนต้องตั้งโต๊ะเก้าอี้เรียงรายออกมาถึงหน้าร้าน
เพราะการปรากฏตัวอันเอิกเกริกของฉือจิ่วอวี๋ สายตาทุกคู่เลยจับจ้องมาที่พวกเธอ
จางอวิ๋นลู่: "o((⊙﹏⊙))o"
ความเลื่อมใสและจินตนาการอันสวยหรูที่เหลืออยู่น้อยนิด แตกสลายไม่มีชิ้นดี
"โห คนเยอะเหมือนกันนะเนี่ย!"
ฉือจิ่วอวี๋มองซ้ายมองขวาหาที่ว่าง จางอวิ๋นลู่เดินลงจากรถอย่างคนไร้วิญญาณ
"เอาน่า ทำหน้าตึงไปได้ เจ้าเป็นคนที่สามเลยนะที่ได้นั่งรถข้า นอกจากอาจารย์กับอาจารย์อาแล้ว"
"..."
หนูควรดีใจใช่ไหมเนี่ย?
แต่สิ่งที่ฉือจิ่วอวี๋ไม่ได้บอกก็คือ เพราะเรื่องนั้นนางเลยโดนอาจารย์จับแขวนตีไปชุดใหญ่
ที่มุมหนึ่งของร้าน หลี่เฟิงผิงมองสองคนที่เพิ่งมาใหม่อย่างตกตะลึง จนช้อนในมือร่วงกราว
"ทะ... ท่านอาจารย์อาทวดเล็ก?!"
[จบแล้ว]