- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 16 - ได้เจอจางอวิ๋นลู่อีกครั้ง
บทที่ 16 - ได้เจอจางอวิ๋นลู่อีกครั้ง
บทที่ 16 - ได้เจอจางอวิ๋นลู่อีกครั้ง
บทที่ 16 - ได้เจอจางอวิ๋นลู่อีกครั้ง
หอวินัยสำนักกระบี่ ในยุคก่อนการปฏิรูปครั้งใหญ่ มีหน้าที่ดูแลการลงทัณฑ์ภายในสำนักและควบคุมศิษย์ให้ปฏิบัติตามกฎ
แต่ในปัจจุบัน ยังรับผิดชอบดูแลความสงบเรียบร้อยของสังคมในเขตปกครองของสำนักกระบี่ด้วย หรือจะเรียกว่าสถานีตำรวจนั่นแหละ
ขอเสริมอีกนิดว่า ในเขตปกครองของสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะก็ใช้ชื่อนี้เหมือนกัน
หลินฉิวเซียนและเซียนกระบี่แซ่เฟิงถูกขังอยู่ที่สาขาหอวินัยประจำเมืองเสวียนเจี้ยน พอหลี่เฟิงผิงกลับมาถึงเมืองและส่งตัวอย่างจากแดนลึกลับออกไปแล้ว ก็รีบตรงดิ่งมาเยี่ยมเขาทันที
แต่เนื่องจากมีคนมาเยี่ยมผู้ต้องขังเยอะมาก เขาต่อคิวจนดึกดื่นกว่าจะได้เจอหลินฉิวเซียน ยังดีที่หอวินัยเปิดให้เยี่ยมได้นานพอสมควร
ภายใต้การนำทางของศิษย์หอวินัยระดับแก่นทองคำ เขาเดินมาถึงหน้าห้องเยี่ยม
"เข้าไปได้เลย ให้เวลาครึ่งชั่วโมงนะ"
"ขอบคุณครับ"
กล่าวขอบคุณเสร็จ หลี่เฟิงผิงก็เดินเข้าห้องเยี่ยม ส่วนศิษย์หอวินัยคนนั้นเดินเข้าไปในห้องข้างๆ เพื่อดักฟัง
กระจกนิรภัยพิเศษส่องแสงประกายของค่ายกล มีความสามารถในการสกัดกั้นพลังเวท ต่อให้เป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับวิญญาณแรกกำเนิดก็ต้องออกแรงเหนื่อยกว่าจะทุบแตก
แต่คงไม่มีใครกล้าทำแบบนั้นหรอก ยกเว้นว่าอยากจะมีชื่อขึ้นบัญชีดำของหอลงทัณฑ์ ซึ่งถ้าถึงขั้นนั้นก็คงโดนจับตายสถานเดียว
หลี่เฟิงผิงนั่งลงหน้ากระจก หลินฉิวเซียนที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามมีสีหน้าสงบนิ่ง ดูปลงตกราวกับมองทะลุทางโลกแล้ว
สองวันมานี้โดนรายการจราจรเอากรณีของเขาไปออกอากาศซ้ำแล้วซ้ำเล่า ภาพลักษณ์ดีงามอะไรคงไม่เหลือแล้ว รอให้เขาออกไปได้ คนคงหนีไปหมดแล้วมั้ง ช่างมันเถอะ ปล่อยจอยแล้ว
ช่วงนี้เมืองเสวียนเจี้ยนมีเรื่องเกิดขึ้นเยอะมาก แม้แต่ท่านเจ้าสำนักยังจับตามองที่นี่ ทำให้ตระกูลหลินของเขาอยากจะวิ่งเต้นช่วยเขาออกไปก็ยังทำไม่ได้
หนทางหมื่นลี้ เริ่มต้นที่ก้าวแรก
แต่ถ้ารีบเกินไปจนก้าวพลาด อาจเจ็บไปตลอดชีวิต
เจ็บ เจ็บจี๊ดเลย!
หลินฉิวเซียนรู้สึกว่าไม่เคยเข้าใจความหมายของประโยคพวกนี้ลึกซึ้งเท่านี้มาก่อน
"ศิษย์พี่ พี่... ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?"
"เฮ้อ~ ก็แค่ปลงตกในสัจธรรมบางอย่าง วางใจเถอะ ฉันไม่เป็นไร"
"..."
นี่เพิ่งผ่านไปแป๊บเดียวเองนะ ศิษย์พี่หลินผู้ห้าวหาญทำไมเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแบบนี้
"อย่าพูดเรื่องฉันเลย พูดเรื่องนายเถอะ นายมาหาฉันแสดงว่าภารกิจเสร็จแล้วสินะ"
"ใช่ครับศิษย์พี่ ผมไปขอให้ศิษย์ฝ่ายในหอคุมกฎเจียงจิ้ง กับผู้คุมกฎฝ่ายนอกหอวินัยชื่อสวีซานตาวช่วย วันนี้ตอนบ่ายเราเข้าไปในแดนลึกลับและทำภารกิจสำเร็จแล้วครับ"
เจียงจิ้ง... เหมือนจะเคยได้ยินชื่อ แต่จำไม่ได้ว่าเป็นใคร
แต่สวีซานตาวนี่สิ?
"น่าสนใจ เป็นเซียนกระบี่ระดับวิญญาณแรกกำเนิดแท้ๆ แต่ชื่อเชยระเบิด"
"เอ่อ ศิษย์พี่ซานตาวแกนิสัยดีมากเลยนะครับ ตอนเข้าแดนลึกลับพวกเราเผลอไปกระตุ้นกับดักปราณกระบี่เข้า ก็ได้แกช่วยรับไว้นี่แหละครับ"
"ไหนลองเล่าละเอียดๆ ซิ"
ความจริงหลินฉิวเซียนก็ไม่ได้สนใจเท่าไหร่หรอก แค่ในนี้มันน่าเบื่อจะตาย ฟังนิทานแก้เซ็งหน่อยก็ดี
............
เช้าวันรุ่งขึ้น ณ ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเสวียนเจี้ยน — ห้างวิถีสัจจะ
ตั้งแต่ของวิเศษ ยาอายุวัฒนะ อุปกรณ์การบำเพ็ญเพียร ไปจนถึงของใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถหาซื้อได้ที่นี่ทั้งหมด
แม้ว่ารูปแบบและการตกแต่งโดยรวมของห้างจะดูคล้ายกับห้างสรรพสินค้าในความทรงจำชาติก่อนของเขา แต่ชื่อร้านรวงต่างๆ ยังคงกลิ่นอายแบบโบราณ
อย่างเช่น ศาลาพิรุณทิพย์ หอซ่อนคม ร้านของแปลกเลิศล้ำ เป็นต้น...
สวีสิงเดินทอดน่องในห้าง กวาดสายตามองไปรอบๆ อย่างสบายใจ
ในเมื่อจะมีศิษย์หลานมาหา เขาเลยกะว่าจะเตรียมของขวัญเล็กๆ น้อยๆ ไว้ให้ แล้วก็ถือโอกาสซื้อวัสดุไปอัปเกรดค่ายกลที่บ้านพักด้วย
วัสดุที่เขาพกติดตัวมา เอามาใช้กับค่ายกลขนาดเล็กแบบนั้นมันสิ้นเปลืองเกินไป
สุดท้าย สวีสิงก็เดินเข้าไปในร้านชื่อ 【หอจันทร์ลึกลับ】 ร้านนี้เน้นขายวัสดุวิเศษ สมุนไพรล้ำค่า แร่ธาตุและเลือดสัตว์อสูรสำหรับฝึกวิชา
ในกระดานสนทนาบนเครือข่ายวิญญาณ หลายคนรีวิวร้านนี้ไว้ค่อนข้างดี
พอเดินเข้าไป พนักงานขายสาวสวยในชุดกี่เพ้าสีแดงก็ยิ้มแย้มเดินเข้ามาต้อนรับ "คุณลูกค้าคะ ไม่ทราบว่าต้องการสินค้าประเภทไหนคะ?"
"อยากได้วัสดุค่ายกลหน่อย ไม่จำกัดชนิด ไม่ต้องเกรดสูงมากก็ได้"
ที่แท้ก็เป็นปรมาจารย์ค่ายกล
ในบรรดาศาสตร์ทั้งร้อยแขนง ปรุงยา หลอมอาวุธ ค่ายกล เขียนยันต์
แม้จะมีอาชีพใหม่ๆ เกิดขึ้นมากมาย ทำให้ความสามารถในการโกยเงินของศาสตร์เหล่านี้ลดลงไปบ้าง แต่ก็ยังถือว่ารวยกว่าผู้บำเพ็ญเพียรทั่วไปอยู่ดี
"ถ้าเป็นวัสดุค่ายกล เชิญด้านหน้าเลี้ยวซ้ายโซน C ค่ะ ต้องการให้ดิฉันนำทางไหมคะ?"
"ไม่เป็นไร ผมเดินไปเองได้"
"ได้ค่ะ"
พนักงานขายพยักหน้าเบาๆ รอยยิ้มยังคงประดับบนใบหน้า แล้วถอยกลับไปยืนที่เดิม พนักงานยืนเรียงกันเป็นแถว แต่ละคนรูปร่างหน้าตาระดับท็อป มองแล้วเจริญหูเจริญตา
ได้ยินมาว่าเมื่อก่อนร้านนี้เคยจ้างผู้บำเพ็ญเพียรสายเสน่ห์จากนิกายประสานรักมาเป็นพรีเซ็นเตอร์หน้าร้าน กิจการรุ่งเรืองสุดๆ
แต่ไม่นานก็โดนคู่แข่งร้องเรียน ประจวบเหมาะกับท่านนายกเทศมนตรีคนใหม่มารับตำแหน่งแล้วจัดระเบียบเมือง พวกสายเสน่ห์เหล่านั้นเลยโดนเลิกจ้างไป
สวีสิงเดินเข้าไป เลี้ยวซ้ายไปที่โซน C
มองไปรอบๆ เห็นวัสดุวิเศษหลากหลายชนิดวางเรียงรายอยู่ในตู้โชว์ที่สว่างไสว ราคามีตั้งแต่หนึ่งพันเหรียญวิญญาณไปจนถึงหลายแสน
"ราคาก็ไม่ถือว่าแพงมาก"
อำนาจการซื้อของสิบเหรียญวิญญาณเทียบเท่ากับหินวิญญาณมาตรฐานหนึ่งหน่วย วิธีการแบ่งหน่วยเงินตรานี้ได้รับการเสนอโดยผู้อาวุโสท่านหนึ่งในสมาพันธ์ฝ่ายธรรมะ และจักรพรรดิศักดิ์สิทธิ์หยวนก็นำไปปรับปรุง จนกลายเป็นระบบเงินตราที่ใช้กันทั่วพิภพไท่เสวียน
พลังวิญญาณที่บรรจุอยู่ในหินวิญญาณมาตรฐานหนึ่งหน่วย เทียบเท่ากับปริมาณพลังวิญญาณที่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับกลั่นลมปราณชั้นหนึ่งดูดซับได้ในยี่สิบสี่ชั่วโมง
พลังวิญญาณคืออำนาจการซื้อ ดังนั้นโดยพื้นฐานแล้วจึงไม่มีการปลอมแปลง
สวีสิงเดินดูวัสดุตามตู้โชว์ คัดพวกที่พลังวิญญาณเสื่อมถอย อายุไม่ถึง หรือมีตำหนิภายในออกไป
"อันนี้ อันนี้ แล้วก็อันนั้นด้วย ช่วยห่อให้หน่อย"
ผลึกแก้วใสที่มีเส้นใยสีขาวงอกอยู่ข้างใน ไผ่ท่อนเท่าฝ่ามือที่มีลวดลายสีม่วง และก้อนหินที่มีจุดสีทองจางๆ
สามอย่างนี้ถือว่าเป็นของดีในบรรดาวัสดุที่มีขายอยู่
"ได้ค่ะคุณลูกค้า กรุณารอสักครู่" พนักงานขายหลังเคาน์เตอร์พยักหน้า วัสดุทั้งสามชิ้นถูกบรรจุลงในกล่องไม้อย่างประณีต "รับถุงด้วยไหมคะ?"
"ไม่เอา"
"เชิญตรวจสอบสินค้าค่ะ" ทันทีที่กล่องตกถึงมือสวีสิง มันก็หายวับไปทันที
"ทั้งหมดหนึ่งแสนเจ็ดหมื่นสามพันห้าร้อยเหรียญวิญญาณค่ะ" พนักงานขายหยิบเครื่องมือหน้าตาคล้ายกับที่เจอในหอจัดการธุระออกมา
สวีสิงหยิบป้ายหยกสีเขียวออกมาเสียบเข้าไป
แต้มผลงานของสำนักกระบี่สามารถใช้แทนเหรียญวิญญาณได้โดยตรง แต่ใช้ได้เฉพาะในเขตปกครองของสำนักกระบี่เท่านั้น
อัตราแลกเปลี่ยนคือ 1 ต่อ 1000
เมื่อวานทำภารกิจเสร็จ เขาได้มาหนึ่งพันแต้มผลงาน แลกเป็นเงินก็ล้านเหรียญวิญญาณพอดี
"ติ๊ด! เวอร์ชันต่ำเกินไป กรุณาอัปเกรดก่อนใช้งาน"
เสียงจักรกลไร้อารมณ์ดังออกมาจากเครื่อง พนักงานขายเงยหน้ามองสวีสิงด้วยความกระอักกระอ่วน
"คุณลูกค้าคะ คือว่า..."
ป้ายประจำตัวของร่างอวตารสวีซานตาวอันนี้ เขาทำขึ้นตั้งแต่ก่อนปิดด่าน ถึงแม้มันจะเพิ่งถูกเปิดใช้งาน
แต่เทคโนโลยีการผลิตมันตกยุคไปหลายรุ่นแล้ว ช่วงยุคปฏิรูปครั้งใหญ่ ป้ายประจำตัวของสำนักกระบี่ไม่รู้ว่าถูกปรับปรุงไปกี่ครั้งต่อกี่ครั้ง
"งั้นใช้อันนี้แล้วกัน"
สวีสิงดึงป้ายหยกออก แล้วหยิบแหวนมิติวงหนึ่งออกมาแทน
พนักงานขายรับไปแล้วส่งสัมผัสวิญญาณเข้าไปดู ข้างในมีหินวิญญาณวางเรียงรายเป็นระเบียบ
หือ? หินวิญญาณ?
เธอนึกว่าจะเป็นเหรียญวิญญาณซะอีก
"คุณลูกค้ากรุณารอสักครู่ ดิฉันต้องไปเรียนถามเถ้าแก่ก่อนค่ะ"
"ได้"
พนักงานขายรีบวิ่งออกไป
'ดูท่าพอกลับไปคราวนี้ ต้องอัปเดตป้ายประจำตัวของพวกร่างอวตารหน่อยแล้ว'
ขณะกำลังคิด ก็มีคนเดินเข้ามาในร้านอีกคน
โอ๊ะ?
นั่นแม่หนูน้อยจางอวิ๋นลู่นี่นา
[จบแล้ว]