- หน้าแรก
- บรรพชนเอ๋ย ยุคสมัยมันเปลี่ยนไปแล้ว
- บทที่ 15 - ความแตก?
บทที่ 15 - ความแตก?
บทที่ 15 - ความแตก?
บทที่ 15 - ความแตก?
ผู้บำเพ็ญเพียรระดับสูงนี่ด่าไม่ได้จริงๆ
"พี่ นั่นมันหญ้าสื่อธรรมใช่ไหม?" คนตัวสูงชี้ไปที่ทุ่งหญ้าสื่อธรรมตรงหน้า
คนตัวเตี้ยเพ่งมอง
ใช่จริงๆ ด้วย!
เพราะมัวแต่สนใจพระจันทร์สีเลือดบนหัว เมื่อกี้เลยไม่ทันสังเกตว่าทุ่งหญ้าตรงหน้านี่มันหญ้าสื่อธรรมล้วนๆ!
มองไปไกลๆ เห็นเขาดาบตั้งตระหง่าน โซ่ตรวนที่พันธนาการอยู่ยิ่งเสริมบรรยากาศให้ดูน่าสะพรึงกลัว
"หรือว่าที่นี่จะเป็นสถานที่เลี้ยงกระบี่ของผู้ยิ่งใหญ่สายกระบี่สักท่าน?"
"เมื่อกี้ตอนโดนดูดเข้ามาก็ไม่เห็นทางออก แสดงว่าน่าจะเป็นแดนลึกลับแบบอิงอาศัย"
"ดูจากสไตล์ในแดนลึกลับนี้ เป็นไปได้มากว่าจะเป็นฝีมือของจอมมารสักคน"
คนตัวเตี้ยวิเคราะห์สถานการณ์อย่างใจเย็น จอมมารระดับนี้มักจะโหดเหี้ยมอำมหิต แดนลึกลับที่สร้างขึ้นย่อมอันตรายสุดขีด ไม่มีทางปรานีเพียงเพราะเห็นว่าเป็นคนฝ่ายมารเหมือนกันหรอก
"จริงสิ เครื่องตรวจจับอายุแดนลึกลับพลังวิญญาณของเราล่ะ รีบเอาออกมาวัดดูหน่อย"
"เอ่อ... พี่ไม่ใช่เหรอที่บอกว่าของอะไรที่ไม่สำคัญ พกพาลำบากไม่ต้องสนใจ ให้รีบหนี ไอ้เครื่องนั่นมันใหญ่เทอะทะ ผมเลยทิ้งไว้ที่นั่นแล้ว"
"..."
ไอ้ฉิบหาย!
ไอ้ตัวล้างผลาญ!
เครื่องตรวจจับอายุแดนลึกลับเครื่องนั้นราคาตั้งสามล้านกว่าเหรียญวิญญาณ เป็นเงินเก็บที่พวกเขาหามาอย่างยากลำบากตั้งหลายสิบปี ของแบบนั้นเรียกว่าไม่สำคัญเรอะ?!
คนตัวเตี้ยน้ำตาตกใน อยากจะงัดกะโหลกน้องชายงี่เง่าออกมาดูจริงๆ ว่าข้างในมันใส่อะไรไว้
คนตัวสูงเห็นสีหน้าพี่ชาย ในใจก็เริ่มหวั่นๆ
คนตัวเตี้ยรู้สึกจุกในอก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาทะเลาะกัน
"ช่างเถอะ เดี๋ยวฉันจะวัดความเสถียรของมิติที่นี่ดูก่อน ว่าจะเปิดช่องทางออกไปได้ไหม" คนตัวเตี้ยหยิบยันต์ออกมาแผ่นหนึ่ง "แกก็ระวังหน่อย อย่าไปทำหญ้าสื่อธรรมพวกนี้หักล่ะ"
กำชับเสร็จ เขาก็ถ่ายเทพลังเวทเข้าไปในยันต์ระหว่างนิ้ว
ยุคสมัยนี้ ผู้บำเพ็ญเพียรได้สรุปขั้นตอนการสำรวจแดนลึกลับออกมาเป็นสูตรสำเร็จแล้ว
เริ่มจากใช้เครื่องตรวจจับอายุแดนลึกลับวัดอายุก่อน ยิ่งเก่ายิ่งอันตราย จากนั้นก็ใช้ยันต์เปิดมิติวัดความเสถียรของพื้นที่ เพื่อให้แน่ใจว่ามีทางหนีทีไล่ ถ้าท่าไม่ดีจะได้ชิ่งทัน
ต้องยืนยันสองจุดนี้ก่อน ถึงจะเริ่มสำรวจขั้นต่อไปได้
ยันต์เปิดมิติในมือคนตัวเตี้ยพอได้รับพลังเวท ก็มีเปลวไฟสีเหลืองนวลลุกโชน พื้นที่ที่ถูกไฟเผาเริ่มบิดเบี้ยว เหมือนจะแตกออกได้ทุกเมื่อ
เวลาผ่านไป เปลวไฟสีเหลืองนวลค่อยๆ เปลี่ยนเป็นสีฟ้า พื้นที่ที่บิดเบี้ยวดูเหมือนจะถึงขีดจำกัด
เพล้ง!
เสียงแตกดังกรุบ รอยบิดเบี้ยวแตกออก มองลอดเข้าไปเห็นทิวทัศน์ภายนอก
แต่ไม่นาน หมอกสีเทาก็เข้ามาบดบัง
"สำเร็จ!" คนตัวเตี้ยสะบัดมือขวา ไฟบนยันต์เปิดมิติดับลง "ความเสถียรระดับ C ไม่ถือว่าแข็งมาก"
เขาอยู่ระดับแปลงเทพขั้นปลาย น้องชายอยู่ระดับแปลงเทพขั้นกลาง สามารถถอยหนีได้ทุกเมื่อ
"ระวังตัวด้วย อย่าโลภมาก ต่อให้ครั้งนี้เก็บหญ้าสื่อธรรมออกไปได้แค่ไม่กี่ร้อยต้น พวกเราก็กำไรบานแล้ว"
เพื่อความปลอดภัย คนตัวเตี้ยไม่คิดจะเข้าไปใกล้เขาดาบลูกนั้น รู้พิกัดที่นี่แล้ว วันหลังจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้
เอาหญ้าสื่อธรรมพวกนี้ไปขาย รอให้เรื่องเงียบแล้วค่อยไปเปลี่ยนอุปกรณ์ ถึงตอนนั้นค่อยไปคิดบัญชีกับพี่น้องตระกูลจาง!
"วางใจเถอะพี่ ผมจะระวัง" คนตัวสูงพยักหน้า ยื่นมือไปคว้าหญ้าสื่อธรรมที่เท้า
ใบของหญ้าสื่อธรรมธาตุกระบี่แหลมคม ถ้าไม่ระวังอาจบาดผิวหนังได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นทำอันตรายผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพ
คว้าหมับเข้าที่ต้นหญ้า ขยุ้มใบมารวมกัน
"อย่ารุนแรงนักสิ เดี๋ยวสรรพคุณยาจะเสีย... หลบไป!" จู่ๆ คนตัวเตี้ยก็ตะโกนลั่น
คนตัวสูงยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ร่างกายทำตามคำสั่งพี่ชายโดยสัญชาตญาณ ทว่าก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง
ฉัวะ!
เลือดสาดกระจาย วาดเป็นเส้นโค้งกลางอากาศ แขนข้างหนึ่งที่ติดไหล่ครึ่งซีกขาดกระเด็นออกจากร่างคนตัวสูง รอยตัดเรียบกริบ
ปราณกระบี่!
แต่ทำไมล่ะ?
คนตัวสูงหน้าเหวอ ยังตั้งสติไม่ทัน จนกระทั่งความเจ็บปวดแล่นพล่าน
"อ๊าก!!!!"
พลังเวทระเบิดออก กระแสลมกรรโชก หญ้าสื่อธรรมรอบๆ รัศมีหลายลี้ถูกกดจนเอนลู่
สัมผัสวิญญาณอันบ้าคลั่งขยายวงกว้าง คนตัวสูงตาทั้งสองข้างแดงก่ำ ในหัวมีแค่ความคิดเดียว—หาตัวไอ้คนที่ลอบกัด แล้วทรมานมันให้ตาย!
ความโกรธแค้นหยุดชะงักในวินาทีถัดมา ปราณกระบี่ไร้สภาพนับสิบสายพุ่งสวนกันไปมา พลังเวทที่เพิ่งจะโคจรขึ้นมาเปราะบางราวกับกระดาษ ถูกเจาะทะลุและเชือดเฉือนอย่างง่ายดาย
บนใบหน้าปรากฏเส้นสีแดงถี่ยิบ คนตัวสูงอ้าปาก เนื้อหลุดร่วงลงมาเป็นชิ้นๆ
คนตัวเตี้ยตาแทบถลน ไม่สนเรื่องระวังตัวแล้ว พุ่งเข้าไปหา แต่คว้าได้แค่ก้อนเนื้อสองก้อน
ภายใต้การสังหารของปราณกระบี่ ไม่เพียงแต่พลังชีวิตของร่างกาย แม้แต่จิตวิญญาณก็ถูกทำลายจนเกลี้ยง
นอกจากปราณกระบี่สายแรก พลังเวทที่ระเบิดออกยังไปกดทับหญ้าสื่อธรรมบางส่วนจนหัก แม้ลำต้นและใบจะเหนียวแค่ไหน แต่เมื่อเทียบกับแรงกดดันของผู้บำเพ็ญเพียรระดับแปลงเทพ มันก็เปราะบางเกินไป
ถ้าไม่ใช่เพราะแบบนี้ ปราณกระบี่คงน้อยกว่านี้ เขาอาจจะยังมีโอกาสรอด
ก้อนเนื้อกองเกลื่อน เลือดไหลนองย้อมหญ้าสื่อธรรมจนแดงฉาน คนตัวเตี้ยโศกเศร้าแทบขาดใจ
"ไม่ได้การ ต้องรีบออกไป!" เขาตัดสินใจอย่างมีเหตุผลที่สุด
รีบคุ้ยหาแหวนมิติจากกองเลือดเนื้อ เก็บใส่ตัว ลุกขึ้นยืนเตรียมจะเปิดช่องทางหนี แต่ภาพตรงหน้าทำให้เขาสิ้นหวังโดยสิ้นเชิง
ปราณกระบี่ไม่ได้หายไปไหน แต่มันกำลังปรับความรุนแรง เลยมาช้าหน่อย
หลายร้อย? หรือเป็นพัน?
นับไม่ถ้วนแล้ว
ปฏิกิริยาลูกโซ่ทำให้ปราณกระบี่ที่มีอานุภาพเทียบเท่าระดับแปลงเทพขั้นปลายรวมตัวกันมหาศาล ราวกับสึนามิพายุคลั่ง ถาโถมเข้ามาบดขยี้ปูพรมเต็มท้องฟ้า
"ไอ้เหี้ยเอ้ย!"
............
กลางเขา แสงสีแดงวาบผ่าน กล่องหยกเปื้อนเลือดตกลงมาจากความว่างเปล่า
ไม่นาน ลิงขาวตัวหนึ่งก็มาถึง
ด้วยความอยากรู้อยากเห็น มันทิ้งผลไม้ในมือ หยิบกล่องหยกขึ้นมาพลิกดู กัดไปสองสามคำ พอรู้ว่าไม่ใช่ของกิน มันก็หมดความสนใจ ทิ้งกล่องหยกแล้ววิ่งขึ้นยอดเขาไป
ในขณะเดียวกัน สวีสิงได้กลับมาถึงเมืองเสวียนเจี้ยนแล้ว
ภายในบ้าน แสงวิญญาณบนผนังสว่างวาบ สายลมเย็นสบายพัดมาเอื่อยๆ
สวีสิงเอนตัวลงบนเก้าอี้หวาย ในมือถือป้ายหยกสีเขียว
แต้มผลงานรางวัลภารกิจถูกโอนเข้าบัญชีเขาหลังจากกลับมาได้ไม่นาน หรือพูดให้ถูกคือเข้าบัญชีของร่างอวตาร 'สวีซานตาว'
จำนวนไม่น้อยเลย แต่สวีสิงไม่ได้สนใจเรื่องนั้น สิ่งที่มาพร้อมกับแต้มผลงานคือข้อความประโยคหนึ่ง
【ฉันให้ลูกศิษย์ไปหานายแล้ว】
การปรากฏของประโยคนี้ หมายความว่ามีคนในสำนักกระบี่รู้แล้วว่าคนที่ออกจากด่านที่เมืองเสวียนเจี้ยนคือเขา แต่ร่างอวตารนี้มีคนรู้แค่ไม่กี่คน
ไม่น่าจะเป็นไปได้
ตอนที่เขาส่งข่าวให้สำนักกระบี่มาชี้แจงสถานการณ์เพื่อระงับความวุ่นวาย เขาใช้ร่างอวตารระดับสูงที่ไม่ค่อยมีคนรู้
ทำไมความถึงแตกได้ล่ะ?
"หรือจะเป็นตอนนั้น?" เขานึกขึ้นได้
ตอนอยู่ที่หอจัดการธุระ เขาเคยถ่ายเทพลังเวทเข้าไปเพื่อยืนยันตัวตน คิดไปคิดมาก็มีแค่จุดนี้แหละที่มีโอกาสโป๊ะแตก
สามารถมองทะลุการปลอมแปลงของเขาได้... เทอร์มินัลของเครื่องตรวจสอบพลังเวทนั่นไม่ธรรมดาจริงๆ
"ประมาทไปหน่อยแฮะ"
ยิ้มอย่างจนใจ สวีสิงเปิดทีวี
ในทีวีกำลังฉายรายการรณรงค์ความปลอดภัยจราจร ช่วงนี้มีรายการแบบนี้เยอะมาก แถมตามท้องถนนก็มีการรณรงค์
สองวันนี้คนกลับมาเมืองเสวียนเจี้ยนเยอะเกินไป อุบัติเหตุร้ายแรงอย่างการขี่กระบี่ชนกันเกิดขึ้นหลายครั้ง
ที่ซวยที่สุดคือเซียนกระบี่แซ่หลินและแซ่เฟิง ในฐานะกลุ่มแรกที่โดนจับ แถมยังเป็นศิษย์สำนักกระบี่ เลยถูกยกมาเป็นกรณีตัวอย่างซ้ำแล้วซ้ำเล่า
[จบแล้ว]