เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 38 - การประลองศิษย์สายใน

บทที่ 38 - การประลองศิษย์สายใน

บทที่ 38 - การประลองศิษย์สายใน


บทที่ 38 - การประลองศิษย์สายใน

เมื่อสวีเฉินมาถึง ลานประลองยุทธ์ก็เนืองแน่นไปด้วยผู้คนมากมาย

"คนเยอะเหลือเกิน"

เมื่อเห็นภาพฝูงชนมืดฟ้ามัวดิน สวีเฉินก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึก

ผู้คนที่อยู่ที่นี่มีไม่ต่ำกว่าสามหมื่นคน

นอกจากศิษย์ของสำนักแล้ว เขายังเห็นผู้คนจากขุมกำลังอื่นด้วย คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นแขกที่ได้รับเชิญมา

ลานประลองยุทธ์มีลักษณะคล้ายชามขนาดยักษ์ บริเวณขอบชามเป็นอัฒจันทร์แบบขั้นบันไดที่เต็มไปด้วยผู้ชม

ส่วนก้นชามเป็นลานกว้างที่มีขนาดเทียบเท่ากับสนามฟุตบอลสามสิบสนาม บนลานกว้างมีเวทีประลองทรงกลมขนาดมหึมาตั้งอยู่ถึงสิบเวที

ศิษย์ที่ลงทะเบียนเข้าร่วมการประลองศิษย์สายในได้มารวมตัวกันอยู่ด้านล่างอย่างพร้อมเพรียงแล้ว

สวีเฉินไม่ได้ลงทะเบียน เขาจึงหาที่นั่งบนอัฒจันทร์เพื่อเฝ้าดูความสามารถของศิษย์สายในสำนักวิญญาณคราม

ไม่นานนัก

ก็ถึงเวลาเริ่มการประลอง

ผู้อาวุโสสายในสิบคนที่มีลมปราณแข็งแกร่งเดินเข้ามาในลานประลองยุทธ์ ก่อนจะกระโดดขึ้นไปบนเวทีประลองแต่ละเวที

สิบเวทีประลอง สิบผู้อาวุโส พวกเขาจะทำหน้าที่เป็นกรรมการเพื่อรักษาความเป็นธรรมให้กับการประลอง

ไม่นาน

ผู้อาวุโสทั้งสิบก็เริ่มขานรายชื่อ

เนื่องจากมีผู้ลงทะเบียนเป็นจำนวนมาก การประลองจึงจัดแบ่งออกเป็นสิบกลุ่มและดำเนินการพร้อมกันในสิบเวที

ผู้ที่ถูกขานชื่อจะต้องไปยังเวทีที่ตนเองสังกัดอยู่

"แปะ"

จู่ๆ สวีเฉินก็รู้สึกว่าถูกใครบางคนตบบ่าจากด้านหลัง

เขาหันขวับไปมองด้วยความประหลาดใจ

พบว่าเป็นซูเยว่นั่นเอง

เจ้านี่ช่างตามรังควานไม่เลิกราเสียจริง

เมื่อซูเยว่เห็นสวีเฉินหันมา เขาก็แสร้งทำสีหน้าประหลาดใจเกินจริง พลางเอ่ยว่า "ทำไมเจ้ายังไม่ลงไปอีก"

สวีเฉินหันหน้าหนี เมินเฉยต่ออีกฝ่าย

"ข้าแอบลงชื่อให้เจ้าแล้ว"

คำพูดต่อมาของซูเยว่ ทำให้สวีเฉินต้องหันกลับมามองอีกครั้ง

เขาจ้องหน้าซูเยว่ "เจ้าว่าอย่างไรนะ"

ซูเยว่แสยะยิ้มเจ้าเล่ห์ "หึหึ ข้าแอบลงชื่อให้เจ้าแล้ว ไม่ต้องขอบใจข้าหรอกนะ"

สวีเฉินอยากจะถามว่าทำไปทำไม แต่ผู้อาวุโสประจำเวทีที่เจ็ดก็ขานชื่อเขาขึ้นมาพอดี

คราวนี้เขาเชื่อสนิทใจแล้ว

ซูเยว่แอบลงชื่อให้เขาจริงๆ ด้วย

ผู้อาวุโสประจำเวทีที่เจ็ดเห็นไม่มีผู้ใดก้าวออกมา ก็ขมวดคิ้วและขานชื่ออีกครั้ง

สวีเฉินรู้ดีว่าไม่อาจชักช้าได้อีก จึงผุดลุกขึ้น กระโดดลงไป แล้วรีบวิ่งเหยาะๆ ไปยังเวทีที่เจ็ด

ณ ตอนนี้

ด้านล่างเวทีที่เจ็ดมีผู้มารวมตัวกันหลายสิบคนแล้ว

"เรียนผู้อาวุโส ขออภัยที่ศิษย์มาสายขอรับ" สวีเฉินโค้งคำนับผู้อาวุโสบนเวที

ในเวลาเดียวกัน

ซูเยว่ก็หัวเราะเยาะอย่างได้ใจ "ข้าสู้เจ้าไม่ได้ ไม่อาจชำระความแค้นในวันนั้นได้ด้วยตนเอง แต่ในหมู่ศิษย์สายในมีคนเก่งกาจมากมาย ฮ่าฮ่า ข้าจะรอดูเจ้าถูกซ้อมจนต้องวิ่งหนีหัวซุกหัวซุนด้วยตาของข้าเอง"

เขาหัวเราะลั่น

ราวกับเห็นภาพสวีเฉินถูกซ้อมจนสะบักสะบอมอยู่ตรงหน้าแล้ว

แม้เขาจะไม่ได้เป็นคนลงมือเอง แต่จุดเริ่มต้นก็มาจากเขา ถือว่าเป็นการล้างแค้นให้ตัวเองแล้วเช่นกัน

อารมณ์ดีขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก

ผู้อาวุโสประจำเวทีที่เจ็ดปรายตามองสวีเฉินแวบหนึ่ง ก่อนจะขานชื่อคนต่อไป

ผ่านไปครู่หนึ่ง

การขานชื่อก็เสร็จสิ้น

ด้านล่างเวทีที่เจ็ด มีผู้มารวมตัวกันถึงร้อยกว่าคน

ผู้เข้าแข่งขันทั้งสิบเวทีรวมกันแล้ว น่าจะมีประมาณหนึ่งพันคน

แม้ศิษย์สายในของสำนักวิญญาณครามจะมีจำนวนมาก แต่ผู้ที่มีความมั่นใจและลงทะเบียนเข้าร่วมการประลองศิษย์สายใน มีไม่ถึงหนึ่งในสามของจำนวนศิษย์ทั้งหมดด้วยซ้ำ

"ดูเหมือนผู้เข้าแข่งขันในกลุ่มที่เจ็ดของเราจะไม่มีตัวเต็งเก่งๆ เลยนะ"

ศิษย์สายในผู้หนึ่งกวาดตามองไปรอบๆ ก่อนจะเอ่ยกับคนข้างกาย

"สิบอันดับแรกของศิษย์สายในไม่มีใครอยู่ในกลุ่มนี้เลย เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นแล้ว กลุ่มของเราถือว่าไม่มีตัวตึงเลยจริงๆ"

"ใครบอกกัน เฉินเฟิงแม้จะอยู่อันดับที่สิบสามของศิษย์สายใน แต่ได้ยินมาว่าเมื่อเร็วๆ นี้เขาเพิ่งทะลวงระดับ พลังฝีมือเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล พลังรบที่แท้จริงของเขาน่าจะติดสิบอันดับแรกได้แล้ว เพียงแต่เขายังไม่ได้ท้าประลองกับศิษย์ในสิบอันดับแรกก่อนการประลองศิษย์สายในเท่านั้นเอง"

"เฉินเฟิงเก่งกาจจริง หากเขาทะลวงระดับแล้วจริงๆ ก็อาจจะสามารถเบียดเข้าสู่สิบอันดับแรกได้"

"นอกจากเฉินเฟิงแล้ว กลุ่มเรายังมีฉินอี้อันดับที่สิบเจ็ด กงซุนเซิ่งอันดับที่ยี่สิบ ฉีอวิ๋นอันดับที่ยี่สิบเอ็ด..."

"หากดูแบบนี้แล้ว ความแข็งแกร่งโดยรวมของกลุ่มเราก็ไม่ได้อ่อนด้อยไปกว่ากลุ่มอื่นเลย"

ผู้คนในกลุ่มที่เจ็ดกระซิบกระซาบพูดคุยกัน

เฉินเฟิงเดินเข้ามาหาสวีเฉิน เอ่ยด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาว่า "ไอ้หนู ข้าส่งคนไปจับตาดูเจ้ามาพักใหญ่แล้ว แต่เจ้าฉลาดมาก นับตั้งแต่วันนั้น เจ้าก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้องไม่ยอมออกมาเลย ไม่เปิดโอกาสให้ข้าลงมือสังหารเจ้าเลย แต่เจ้าหนีได้เพียงชั่วครั้งชั่วคราว ไม่อาจหนีได้ตลอดไปหรอกนะ"

สวีเฉินเลิกคิ้วขึ้น

เขาเก็บตัวฝึกฝน

แต่อีกฝ่ายกลับเข้าใจผิดคิดว่าเขาหวาดกลัว จึงขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง

"เจ้านี่ช่างชอบร่อนเร่หาเรื่องตายเสียจริงนะ"

สวีเฉินแสยะยิ้มเย้ยหยันตอบกลับ

เฉินเฟิงชะงักไปเล็กน้อย

เขานึกไม่ถึงเลยว่า คนที่หวาดกลัวตนจนไม่กล้าออกจากห้อง จะกล้าอวดดีต่อหน้าเขาถึงเพียงนี้

คิดว่าในการประลองศิษย์สายใน เขาไม่กล้าลงมือสังหารอีกฝ่ายอย่างนั้นหรือ

แม้การประลองศิษย์สายในจะให้สู้กันพอหอมปากหอมคอ แต่การต่อสู้จะควบคุมให้พอดีได้อย่างไร หากควบคุมไม่ดี ก็อาจจะทำให้คู่ต่อสู้ตายหรือพิการได้ ซึ่งเรื่องทำนองนี้ก็เคยเกิดขึ้นมาแล้ว

แววตาของเฉินเฟิงเย็นเยียบ น้ำเสียงแฝงไว้ด้วยจิตสังหาร "หวังว่าในการประลอง เจ้าคงไม่โชคร้ายมาเจอข้าหรอกนะ มิเช่นนั้น ข้าคงอดใจไม่ไหวที่จะฆ่าเจ้าทิ้งเสีย"

สวีเฉินลอบหัวเราะหยันในใจ

เฉินเฟิงก็แค่ผู้ฝึกยุทธ์ขอบเขตปราณผสานขั้นที่เก้าเท่านั้น เขาสังหารคนระดับนี้มานักต่อนักแล้ว อย่าให้ตกมาอยู่ในมือเขาเชียว มิเช่นนั้นเขาไม่รังเกียจที่จะส่งอีกฝ่ายไปลงนรกอย่างมีศิลปะหรอกนะ

"ดีแต่ปากก็เปล่าประโยชน์ ถึงเวลาลงมือแล้วจะได้รู้กัน"

"ได้ ดีมาก"

เฉินเฟิงถลึงตาใส่สวีเฉินอย่างดุร้าย

ในใจเขาตัดสินประหารชีวิตสวีเฉินไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ในขณะที่ทั้งสองคนกำลังต่อปากต่อคำกัน การประลองศิษย์สายในก็เริ่มต้นขึ้น

การประลองจะใช้วิธีจับฉลากจับคู่

ผู้เข้าแข่งขันจะทยอยขึ้นไปจับฉลากบนเวที

จากนั้น ผู้อาวุโสก็จะจับฉลากเลือกหมายเลขให้ขึ้นมาประลองกันบนเวทีเพื่อหาผู้ชนะ

การประลองจะใช้ระบบเก็บคะแนน

ชนะได้สองคะแนน เสมอได้หนึ่งคะแนน แพ้ไม่ได้คะแนน

...

ผู้เข้าแข่งขันทยอยขึ้นไปจับฉลากบนเวที

สวีเฉินจับได้หมายเลข 20

หลังจากที่ศิษย์จับฉลากเสร็จสิ้น ก็ถึงคราวที่ผู้อาวุโสจะจับฉลากบ้าง

เมื่อผู้อาวุโสจับฉลากได้หมายเลขใด เจ้าของหมายเลขนั้นก็จะต้องขึ้นเวที

"กลุ่มที่หนึ่ง หมายเลขเจ็ด ปะทะ หมายเลขสิบสาม"

"กลุ่มที่สาม หมายเลขหนึ่ง ปะทะ หมายเลขแปดสิบสี่"

"กลุ่มที่สี่ หมายเลขสาม ปะทะ หมายเลขหก"

"..."

...

ศิษย์ที่ถูกขานหมายเลขต่างทยอยขึ้นไปบนเวที

สำหรับกลุ่มที่เจ็ดของสวีเฉิน คู่แรกที่ต้องประลองกันคือหมายเลขแปดและหมายเลขยี่สิบหก

เมื่อทั้งสองคนขึ้นเวทีและประลองกันไปได้สิบกว่ากระบวนท่า หมายเลขแปดก็เป็นฝ่ายชนะ

ทันทีที่รู้ผลแพ้ชนะ ผู้อาวุโสบนเวทีก็เริ่มจับฉลากคู่ต่อไปทันที

"กลุ่มที่เจ็ด หมายเลขหนึ่ง ปะทะ หมายเลขเจ็ดสิบ"

เฉินเฟิงขึ้นไปบนเวที

เขาคือหมายเลขหนึ่ง

และเมื่อคู่ต่อสู้ของเขาเห็นว่าตนเองต้องเผชิญหน้ากับเฉินเฟิงซึ่งเป็นตัวเต็งของกลุ่มที่เจ็ด ก็รีบขอยอมแพ้ไปอย่างรู้รักษาตัวรอด

เฉินเฟิงชนะไปโดยไม่ต้องลงมือแม้แต่น้อย

เฉินเฟิงกระโดดลงจากเวที ขณะที่เดินผ่านสวีเฉิน เขาก็เอ่ยด้วยเสียงแผ่วเบาว่า "หากเจ้าโชคร้ายมาเจอข้า หวังว่าเจ้าจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ แบบนี้นะ"

สวีเฉินปรายตามองเฉินเฟิง ก่อนจะเบนสายตาไปยังเวทีอื่น

เขาเพิ่งเข้ามาอยู่ในสำนักวิญญาณครามได้ไม่นาน จึงไม่ค่อยคุ้นเคยกับยอดฝีมือระดับท็อปของสำนักสายใน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสไตล์การต่อสู้หรือไพ่ตายของพวกนั้นเลย

รู้เขารู้เรา รบกวนครั้งชนะร้อยครั้ง

เขาต้องใช้โอกาสนี้ในการสังเกตการณ์การต่อสู้ของพวกนั้นอย่างละเอียด

แต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องผิดหวังก็คือ

ทุกครั้งที่ศิษย์ระดับท็อปของสำนักสายในขึ้นเวที คู่ต่อสู้ของพวกเขามักจะขอยอมแพ้อย่างไม่ลังเล

จนถึงตอนนี้ เขายังไม่ได้เห็นการต่อสู้ที่น่าสนใจเลยแม้แต่ครั้งเดียว

"กลุ่มที่เจ็ด หมายเลขยี่สิบ ปะทะ หมายเลขสามสิบสาม"

สวีเฉินกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันที

ในที่สุดก็ถึงตาเขาขึ้นเวทีเสียที

เขาแตะปลายเท้าเบาๆ กระโดดขึ้นไปบนเวที

ทางฝั่งอัฒจันทร์ผู้ชม

ซูเยว่ที่คอยจับตาดูเวทีที่เจ็ดมาโดยตลอด เมื่อเห็นสวีเฉินขึ้นเวที เขาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเช่นกัน

ทว่าสิ่งที่ทำให้เขาต้องผิดหวังก็คือ คู่ต่อสู้ของสวีเฉินกลับเป็นชายหนุ่มร่างอวบอ้วนตุ้ยนุ้ยที่ดูมีฐานะ

"ดูท่าทางแล้วคงจะไม่มีฝีมือเท่าไหร่นะ"

ซูเยว่ส่ายหน้าด้วยความผิดหวัง

ในมุมมองของเขา ชายอ้วนผู้นี้น่าจะไม่ใช่คู่มือของสวีเฉิน คงไม่อาจสั่งสอนสวีเฉินแทนเขาได้แน่

"ผู้ใดไม่มีฝีมือกัน"

จู่ๆ ก็มีเสียงผู้หญิงที่ไพเราะเพราะพริ้งดังขึ้นข้างหูซูเยว่

เมื่อซูเยว่ได้ยินเสียงนี้ ร่างกายของเขาก็เกร็งขึ้นมาโดยสัญชาตญาณ เขาหันหน้าไปมองหญิงสาวที่มานั่งอยู่ข้างๆ ตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่รู้ ก่อนจะส่งยิ้มประจบประแจง พลางร้องเรียก

"ท่านอาหญิง"

ในความทรงจำของเขา ท่านอาหญิงเป็นคนเย็นชา ไม่ชอบความวุ่นวาย ไม่น่าจะมาปรากฏตัวในสถานที่แบบนี้ได้นี่นา

อีกอย่าง ท่านอาหญิงเพิ่งจะได้เลื่อนขั้นเป็นผู้อาวุโสสายใน และยังไม่ได้รับศิษย์คนใด แล้วจะมาดูการประลองศิษย์สายในทำไมกัน

เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ

แต่ก็ไม่กล้าเอ่ยปากถามออกไป

บนเวทีที่เจ็ด

สวีเฉินและคู่ต่อสู้ประสานมือคารวะกัน

จากนั้นก็แนะนำตัว

"สวีเฉิน"

"จูหลง"

จูหลงก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว จ้องมองสวีเฉินพลางหัวเราะหึหึ "สวีเฉิน ข้ารู้จักเจ้า เจ้าเคยเอาชนะเซียวเกิงได้ มีชื่อเสียงในหมู่ศิษย์สายในไม่น้อย แต่โชคร้ายหน่อยนะที่ต้องมาเจอข้า..."

สวีเฉินหันไปมองผู้อาวุโสที่อยู่ด้านข้าง

ผู้อาวุโสประกาศด้วยสีหน้าเรียบเฉย "เริ่มได้"

"ฟิ้ว"

ทันทีที่สิ้นเสียงผู้อาวุโส ร่างของสวีเฉินก็หายไปจากจุดเดิม เสียงปังดังขึ้น จูหลงยังไม่ทันได้ตั้งตัว ร่างก็กระเด็นลอยละลิ่วออกไปแล้ว

"ตุบ"

ร่างของเขาร่วงกระแทกพื้นอย่างแรงจนจุกและมึนงงไปหมด

เขาลูบหน้าอกตัวเอง รู้สึกเจ็บปวดแต่ก็ไม่ได้บาดเจ็บรุนแรง เห็นได้ชัดว่าสวีเฉินออมมือให้เขา แต่เขาก็ยังสงสัยอยู่ดีว่า การประลองเพิ่งจะเริ่มขึ้น แล้วเขาตกลงมาจากเวทีได้อย่างไร

"สวีเฉิน ชนะ"

ผู้อาวุโสประกาศเสียงดังฟังชัด

สวีเฉินกระโดดลงจากเวที

"เฉินเฟิง สวีเฉินผู้นี้เอาชนะจูหลงที่มีขอบเขตปราณผสานขั้นที่หกได้อย่างง่ายดาย ไม่ธรรมดาเลยนะ"

ฉินอี้ปรายตามองสวีเฉินที่กระโดดลงจากเวที ก่อนจะเอ่ยกับเฉินเฟิงด้วยน้ำเสียงราบเรียบ

เฉินเฟิงมั่นใจในตัวเองมาก "เมื่อเทียบกับสวะคนอื่นๆ ก็ถือว่าเก่งกว่านิดหน่อย แต่หากต้องมาเจอกับข้า มันไม่มีทางชนะได้หรอก"

ฉินอี้เอ่ยด้วยรอยยิ้ม "ได้ยินมาว่าเจ้ามีความแค้นกับเขา แม้เขาจะไม่ใช่คู่มือของเจ้า แต่การผ่านเข้ารอบสิบคนสุดท้ายของกลุ่มก็ไม่น่าจะมีปัญหา"

เฉินเฟิงแค่นเสียงเย็น เอ่ยว่า "ในสายตาข้า พวกที่เข้ารอบชิงชนะเลิศไม่ได้ก็เป็นแค่พวกสวะเท่านั้น"

เมื่อได้ยินดังนั้น ฉินอี้ก็ไม่ได้โกรธเคืองแต่อย่างใด เพราะเขาเห็นด้วยกับคำพูดของเฉินเฟิงอย่างยิ่ง ผู้ที่เข้ารอบชิงชนะเลิศไม่ได้ก็เป็นแค่ไม้ประดับ

และเขาก็มั่นใจว่าจะต้องผ่านเข้ารอบสามคนสุดท้ายของกลุ่ม และได้เข้าไปสู่รอบชิงชนะเลิศอย่างแน่นอน

ซูเยว่จ้องมองแผ่นหลังของสวีเฉิน "พลังฝีมือของเขานับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"

ในความคิดของเขา แม้จูหลงจะไม่ใช่คู่มือของสวีเฉิน แต่ทั้งสองฝ่ายก็น่าจะต่อสู้กันอย่างน้อยสิบถึงร้อยกระบวนท่าก่อนจะรู้ผลแพ้ชนะ

แต่ความเป็นจริงกลับผิดคาดไปไกล

กระบวนท่าเดียว

ใช้เวลาเพียงกระบวนท่าเดียวก็สามารถเอาชนะจูหลงได้แล้ว

ในขณะที่เขากำลังตกตะลึงกับชัยชนะอันเด็ดขาดของสวีเฉินอยู่นั้น เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า ท่านอาหญิงผู้แสนเย็นชาของเขา กำลังจ้องมองแผ่นหลังของสวีเฉินตาไม่กะพริบ

"กลุ่มที่เจ็ด หมายเลขสาม ปะทะ หมายเลขหกสิบแปด"

เสียงของผู้อาวุโสดังมาจากบนเวที

เฉินเฟิงชี้ไปที่ฉินอี้ พลางเอ่ยว่า "ถึงตาเจ้าแล้ว"

"ฟุ่บ"

ร่างของฉินอี้หายวับไปจากจุดเดิม และปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งบนเวทีที่อยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตรในชั่วพริบตา

"ซี๊ดดด เขาขึ้นไปบนเวทีตั้งแต่เมื่อใดกัน"

"วิชาร่างแหรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ"

"รวดเร็วเหลือเกิน ข้ามองตามการเคลื่อนไหวของเขาไม่ทันเลย"

"สมกับเป็นฉินอี้ผู้เลื่องลือด้านความเร็ว วิชาร่างแหของเขานับวันยิ่งร้ายกาจขึ้นเรื่อยๆ"

"ได้ยินมาว่าศิษย์พี่ฉินอี้ฝึกฝนก้าวเงาวายุ และสามารถฝึกก้าวเงาวายุจนถึงขั้นสูงสุดได้แล้ว ดูท่าข่าวลือคงจะเป็นความจริง"

"ก้าวเงาวายุเป็นเพียงวิชาร่างแหระดับเหลืองขั้นสูง ศิษย์พี่ฉินอี้กลับสามารถฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุดได้ หากพูดถึงเรื่องความเร็ว ศิษย์พี่ฉินอี้น่าจะติดอันดับหนึ่งในสามของศิษย์สายในได้อย่างสบายๆ"

เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์จากผู้ชมรอบข้าง

สวีเฉินก็มองฉินอี้ด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

ไม่คิดเลยว่าอีกฝ่ายจะฝึกฝนก้าวเงาวายุเช่นเดียวกับเขา

แม้ก้าวเงาวายุจะเป็นเพียงวิชาร่างแหระดับเหลืองขั้นสูง แต่หากฝึกฝนจนถึงขั้นสูงสุด ความเร็วของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าวิชาร่างแหระดับนิลขั้นต่ำเลย นอกเสียจากว่าผู้ฝึกจะสามารถฝึกฝนวิชาร่างแหระดับนิลขั้นต่ำจนบรรลุขั้นสมบูรณ์หรือสูงกว่านั้นได้ มิเช่นนั้นก็ไม่มีทางที่จะเร็วกว่าก้าวเงาวายุขั้นสูงสุดได้อย่างแน่นอน

"ศิษย์พี่ฉิน ข้าน้อยหลี่เหลย ขอคำชี้แนะด้วยขอรับ" หลี่เหลยรู้ดีว่าระดับพลังของตนแตกต่างจากอีกฝ่ายมาก แต่ก็ไม่ได้ขอยอมแพ้ในทันที

เมื่อฉินอี้เห็นว่าหลี่เหลยไม่ยอมแพ้ ใบหน้าของเขาก็ไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆ ออกมา แต่ภายในใจกลับรู้สึกหงุดหงิด และตัดสินใจที่จะหยอกล้ออีกฝ่ายเล่น

"ลงมือสิ"

เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา

เมื่อได้ยินดังนั้น หลี่เหลยก็ชักกระบี่ออกมา สูดลมหายใจเข้าลึกๆ กระบี่ยาวพุ่งทะยานแหวกอากาศ แทงตรงไปยังหน้าอกของฉินอี้

ฉินอี้ยืนนิ่งไม่ไหวติง

กระบี่ยาวพุ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว ในขณะที่กำลังจะแทงถูกตัวเขา เขาก็แตะปลายเท้าเบาๆ ร่างกายถอยร่นไปด้านหลังราวกับสายลม

ในวินาทีนี้

เขาราวกับกำลังขับขี่สายลม

พลิ้วไหวและเป็นอิสระ

สบายๆ และผ่อนคลาย

หลี่เหลยถือกระบี่พุ่งตามไปได้ระยะหนึ่ง ก็พบว่าปลายกระบี่ของเขายังคงห่างจากหน้าอกของฉินอี้อยู่สามชุ่นเสมอ

สีหน้าของหลี่เหลยเปลี่ยนไปเล็กน้อย

วินาทีต่อมา

ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย

เพราะฉินอี้ถอยร่นจนเกือบจะถึงขอบเวทีแล้ว หากถอยหลังไปอีกนิด ก็จะตกลงจากเวที

หากตกลงจากเวที เขาก็จะเป็นฝ่ายชนะ

"ฟิ้ว"

เขาตวัดกระบี่แทงออกไปอีกครั้ง หวังจะบีบให้ฉินอี้ตกลงจากเวทีรวดเดียว

"ฉึก"

ฉินอี้ไม่ถอยอีกต่อไป ถูกกระบี่แทงเข้าที่หน้าอกอย่างจัง

แต่บนใบหน้าของหลี่เหลยกลับไม่มีรอยยิ้มแห่งความดีใจเลยแม้แต่น้อย

เพราะ

เขาไม่รู้สึกเหมือนแทงถูกสิ่งของใดๆ เลย

กระบี่นี้ แทงพลาดแล้ว

สายลมพัดผ่าน

ร่างของฉินอี้ค่อยๆ เลือนหายไป

ที่แท้ก็เป็นเพียงภาพติดตา

"ข้าอยู่ข้างหลังเจ้าต่างหาก"

จู่ๆ เสียงของฉินอี้ก็ดังมาจากด้านหลัง ทันทีที่หลี่เหลยหันขวับไป หน้าอกของเขาก็ถูกต่อยเข้าอย่างจังจนกระอักเลือดและกระเด็นลอยละลิ่วออกไป

"ศิษย์พี่ฉินร้ายกาจเกินไปแล้ว หลี่เหลยทุ่มสุดตัวยังแตะต้องชายเสื้อของศิษย์พี่ฉินไม่ได้เลย"

"ที่แท้ก้าวเงาวายุก็ยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ข้าเองก็อยากจะฝึกก้าวเงาวายุบ้าง"

"เจ้าล้มเลิกความคิดนั้นไปเถอะ ศิษย์พี่ฉินมีพรสวรรค์ล้ำเลิศ จึงสามารถฝึกฝนก้าวเงาวายุจนถึงขั้นสูงสุดและมีความเร็วอันน่าทึ่งเช่นนี้ได้"

"วิชาร่างแหของศิษย์พี่ฉินน่าจะเป็นอันดับหนึ่งของศิษย์สายในใช่หรือไม่"

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 38 - การประลองศิษย์สายใน

คัดลอกลิงก์แล้ว