- หน้าแรก
- จักรพรรดิกลืนสวรรค์ บัญชีแค้นล้างปฐพี
- บทที่ 21 - ศิษย์สายใน
บทที่ 21 - ศิษย์สายใน
บทที่ 21 - ศิษย์สายใน
บทที่ 21 - ศิษย์สายใน
"สำนักวิญญาณคราม คนนอกห้ามเข้า"
พอสวีเฉินเข้าใกล้ประตูสำนัก ก็ถูกศิษย์เฝ้าประตูขวางไว้
"ข้าชื่อสวีเฉิน นี่คือจดหมายแนะนำตัวและของยืนยัน!"
สวีเฉินไม่โกรธที่โดนขวาง ยื่นจดหมายกับป้ายหยกให้อย่างนอบน้อม
ศิษย์เฝ้าประตูได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าชักช้า เพราะคนที่มีสิทธิ์แนะนำศิษย์เข้าสำนักได้ ต้องเป็นผู้อาวุโสสายในหรือเจ้าสำนักเท่านั้น
นั่นหมายความว่า เด็กหนุ่มที่ดูธรรมดาคนนี้ มีผู้ยิ่งใหญ่อย่างน้อยระดับผู้อาวุโสหนุนหลังอยู่ ไม่ใช่คนที่ศิษย์สายนอกอย่างเขาจะล่วงเกินได้
เขารับจดหมายและป้ายหยกมาดู เห็นคำว่า 'อวิ๋น' สลักอยู่กลางป้าย
ผู้อาวุโสซูอวิ๋น!
คนคนนี้ถึงกับเป็นคนที่ผู้อาวุโสซูอวิ๋นแนะนำมา
แววตาของศิษย์เฝ้าประตูฉายแววตกตะลึง
ซูอวิ๋น ผู้อาวุโสสายในที่อายุน้อยที่สุดในสำนักวิญญาณคราม อนาคตไกลไร้ขีดจำกัด
"ศิษย์พี่ เชิญด้านในครับ"
ศิษย์เฝ้าประตูคืนของให้สวีเฉิน แล้วพูดด้วยความเคารพ
ท่าทีที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงทำให้สวีเฉินแปลกใจเล็กน้อย
ดูท่าซูอวิ๋นจะมีอิทธิพลในสำนักไม่น้อยเลยทีเดียว
เขาคิดในใจ
ภายใต้การนำทางของศิษย์เฝ้าประตู สวีเฉินเดินเข้าไปในหอแห่งหนึ่ง มีชายชราคนหนึ่งรอรับอยู่ กลิ่นอายสงบนิ่งเหมือนคนธรรมดา แต่สวีเฉินไม่กล้าประมาท เพราะเขาสัมผัสได้ถึงอันตรายที่แผ่ออกมาจากตัวชายชรา
สวีเฉินยื่นจดหมายและป้ายหยกให้ ชายชรากวาดตามอง แล้วถามเรียบๆ "ชื่อ อายุ ระดับพลัง!"
สวีเฉินตอบตามความจริง "สวีเฉิน 17 ขอบเขตปราณผสานขั้นสี่"
"ไม่เลว"
ชายชราให้คำวิจารณ์สั้นๆ
แล้วหยิบสมุดออกมาขีดเขียนไม่กี่ที
"ตอนนี้เจ้าเป็นศิษย์สายในของสำนักวิญญาณครามแล้ว นี่คือชุดศิษย์สายใน ป้ายประจำตัว และกุญแจที่พัก"
ชายชราเก็บสมุด หยิบห่อผ้าจากใต้โต๊ะส่งให้สวีเฉิน
รับห่อผ้า เดินออกจากหอ สวีเฉินยิ้มกว้าง ตั้งแต่วันนี้ไป เขาคือศิษย์สำนักวิญญาณครามแล้ว
ในขณะเดียวกัน
ซูเยว่ถูกคนสองคนหามขึ้นเขา
ศิษย์คนอื่นที่เห็นสภาพสะบักสะบอมของซูเยว่ต่างพากันตกใจ เพราะปกติซูเยว่จะวางก้ามใหญ่โต อาศัยบารมีอาหญิงที่เป็นผู้อาวุโสสายในรังแกคนไปทั่ว น้อยครั้งนักที่จะเห็นเขาตกอยู่ในสภาพดูไม่จืดแบบนี้
สัมผัสได้ถึงสายตาสมน้ำหน้าจากคนรอบข้าง ซูเยว่กัดฟันกรอดด้วยความแค้น
"ศิษย์พี่ ไปหาผู้อาวุโสซูกันเถอะ ท่านรักศิษย์พี่ที่สุด ถ้ารู้ว่าศิษย์พี่โดนรังแก ต้องออกหน้าให้แน่ๆ"
เด็กหนุ่มที่หามซูเยว่เสนอไอเดีย
ซูเยว่ด่าสวน "ไอเดียโง่ๆ แบบนี้มีแต่แกที่คิดได้ ถ้าอาเล็กรู้ว่าข้าโดนเด็กที่เด็กกว่ารังแก คนแรกที่จะโดนตีกบาลก็คือข้านี่แหละ"
เด็กหนุ่มโดนด่าจนหงอ ไม่กล้าพูดอะไรอีก หามซูเยว่เดินไปได้สักพัก จู่ๆ เขาก็ตาโต ชี้ไปที่เด็กหนุ่มคนหนึ่งข้างหน้า แล้วพูดรัวเร็ว "ศิษย์พี่ ดูนั่น ใช่ไอ้เด็กที่ทำร้ายศิษย์พี่ไหม?"
มองตามมือไป ซูเยว่เห็นสวีเฉินที่เพิ่งเดินออกมาจากหอ
"มันนั่นแหละ!"
ซูเยว่กัดฟันกรอด
สวีเฉินก็เห็นพวกซูเยว่เหมือนกัน ตอนนี้เขาอารมณ์ดี เลยยิ้มให้พวกนั้นนิดหนึ่ง แล้วหันหลังเดินจากไป
"มัน... มันหมายความว่าไง? ท้าทายเหรอ? รังแกกันเกินไปแล้ว!"
ซูเยว่หน้าเขียวคล้ำ
ถ้าไม่ใช่เพราะบาดเจ็บ ขยับตัวลำบาก เขาคงพุ่งเข้าไปสั่งสอนมันแล้ว
"หลี่จี้ เจ้าไปหาเซียวเกิง มันอยากได้บุปผาพันหางจากข้ามาตลอดไม่ใช่เหรอ? ไปบอกมันว่า ขอแค่ช่วยสั่งสอนไอ้เด็กไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงนั่น บุปผาพันหางข้ายกให้เลย"
ซูเยว่กลืนความแค้นไม่ลง ต้องหาคนมาสั่งสอนสวีเฉินให้ได้
หลี่จี้ เด็กหนุ่มข้างกายซูเยว่ทำหน้ากังวล "ศิษย์พี่ เซียวเกิงมันบ้านะครับ ลงมือไม่รู้จักหนักเบา"
"หึ..."
ซูเยว่แค่นเสียง "ขอแค่ไม่ถึงตายก็พอ"
"รีบไปรีบมา!"
ซูเยว่เร่ง
"ครับ ผมจะรีบไป"
หลี่จี้รับคำ แล้ววิ่งแน่บไปทันที
...
"อะไรนะ? เจ้าไม่ได้หลอกข้าใช่ไหม? ซูเยว่ยอมให้บุปผาพันหางกับข้าจริงๆ?"
ชายร่างกำยำคนหนึ่งหันมาจ้องหลี่จี้ด้วยความตื่นเต้น
คนคนนี้คือ เซียวเกิง
หลี่จี้ย้ำ "ศิษย์พี่บอกว่า ให้บุปผาพันหางได้ แต่มีข้อแม้ เจ้าต้องช่วยจัดการคนคนหนึ่งให้เขา"
"ใคร?"
เซียวเกิงขมวดคิ้ว
หลี่จี้บอก "ไม่ต้องห่วง จากที่ข้าดู เจ้านั่นอย่างเก่งก็แค่ขอบเขตปราณผสานขั้นหก ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าหรอก ไม่งั้นศิษย์พี่ซูคงไม่ทุ่มทุนจ้างเจ้าหรอก"
เซียวเกิงตาเป็นประกาย ไม่ลังเลอีกต่อไป "ตกลง!"
"จะให้หักขาหรือหักแขน?"
"อะไรนะ?"
หลี่จี้งง
เซียวเกิงถามเสียงเหี้ยม "ข้าถามว่า จะให้หักขามันข้างหนึ่ง หรือแขนข้างหนึ่ง หรือจะหักทั้งแขนทั้งขา?"
หลี่จี้ลังเลครู่หนึ่ง ก่อนตอบ "ศิษย์พี่ซูบอกว่า ขอแค่ไม่ถึงตายก็พอ"
เซียวเกิงพยักหน้า "งั้นข้าจะทำให้มันนอนหยอดน้ำข้าวต้มสักปีครึ่งปีละกัน"
...
สวีเฉินเดินตามหมายเลขกุญแจ ต้องออกแรงหาอยู่พักใหญ่ กว่าจะเจอบ้านพักของตัวเอง เป็นเรือนที่มีพื้นที่ประมาณสองร้อยตารางเมตร
เรือนตั้งอยู่กลางเขา เรือนรอบๆ ยังไม่มีคนอยู่ ดูเงียบสงบดี
ในเรือนมีบ่อน้ำ มีแปลงสมุนไพร
ถึงจะเล็กแต่ก็มีครบทุกอย่าง
คิดว่าต้องอยู่ที่นี่ไปอีกนาน สวีเฉินเลยสงบใจ ทำความสะอาดเรือนตั้งแต่ข้างในยันข้างนอก
มองดูเรือนที่สะอาดเอี่ยม สวีเฉินพยักหน้าอย่างพอใจ ยังขาดของใช้ประจำวันนิดหน่อย
ล็อกประตู ออกไปข้างนอก
ซื้อของเสร็จ สวีเฉินไม่เถลไถล รีบเดินกลับที่พัก
แต่ไกลๆ
เขาก็เห็นประตูเรือนพังยับ
เศษไม้กระจัดกระจายเต็มพื้น
เห็นแบบนั้น สวีเฉินขมวดคิ้ว
เขาเดินเข้าไปในเรือน เห็นชายร่างกำยำนั่งวางก้ามอยู่บนแท่นหิน
ภาพนี้ทำให้สวีเฉินตาหรี่ลง ห้องพักถือเป็นทรัพย์สินส่วนตัวของศิษย์แต่ละคน คิดไม่ถึงว่าจะมีคนฉวยโอกาสตอนเขาไม่อยู่ พังประตูเข้ามา แถมยังมานั่งรอเขาอย่างหน้าด้านๆ
มาไม่ดีแน่
สวีเฉินเสียงเย็นชา "ถ้าจำไม่ผิด กฎสำนักห้ามบุกรุกเรือนคนอื่นโดยพลการ เจ้าพังประตูเข้ามาโดยที่ข้าไม่รู้เรื่อง ข้าถือว่าเจ้าเป็นศัตรู และฆ่าทิ้งตรงนี้ได้เลยนะ!"
เขาไม่รู้จักคนตรงหน้า
ย่อมไม่เคยไปล่วงเกิน
แต่ดูท่าทางแล้ว อีกฝ่ายจ้องจะหาเรื่อง
ต้องมีคนบงการแน่
"ข้ารู้ดี ยังไม่ได้ทำอันตรายเจ้าของเรือน ก็แค่ชดใช้หินปราณนิดหน่อย"
เซียวเกิงชี้ไปที่ประตูที่พังยับ "แค่ประตูบานเดียว จ่ายคืนก้อนหนึ่งพอมั้ย?"
พูดจบ
ก็โยนหินปราณก้อนหนึ่งให้สวีเฉิน
สวีเฉินเบี่ยงตัวหลบหินปราณ
"ที่นี่ไม่ต้อนรับ เชิญออกไป" สวีเฉินตีหน้ายักษ์ ไล่แขก
เซียวเกิงตอบ "ข้าไปแน่ แต่เจ้าต้องไปกับข้าด้วย"
"ไม่ว่าง!"
สวีเฉินปฏิเสธทันที
"หืม?!"
เซียวเกิงเห็นสวีเฉินกล้าปฏิเสธ ก็เลิกคิ้ว แววตาฉายแววอำมหิต
เขาตบมือลงไปข้างล่าง
"ตูม!"
โต๊ะหินแตกเป็นเสี่ยงๆ
"ไม่ไปก็ได้ แต่อย่าเสียใจทีหลังละกัน"
เซียวเกิงขู่
ดวงตาสวีเฉินวาวโรจน์
เพิ่งมาถึงสำนักวิญญาณคราม เขาไม่อยากมีเรื่อง แต่ก็มีพวกงี่เง่าหลงตัวเองชอบเข้ามาหาตีน
เขามองเซียวเกิงด้วยสายตาเย็นชา
แล้วเดินหนี
"จะไปไหน?"
เซียวเกิงถาม
สวีเฉินไม่หันหลังกลับ "อยากให้ไปกับเจ้าไม่ใช่เหรอ? นำทางสิ!"
ในสำนักวิญญาณคราม ห้ามศิษย์ฆ่ากันเอง ถ้ามีความแค้นที่เคลียร์ไม่ได้ ให้ไปขึ้นลานประลอง
ลานประลองแบ่งเป็น ลานประลองเป็นตาย และลานประลองธรรมดา
ลานประลองเป็นตาย ก็ตามชื่อ ขึ้นไปแล้วต้องมีฝ่ายหนึ่งตาย ทางสำนักจะไม่เอาผิด
ส่วนลานประลองธรรมดา เน้นประลองฝีมือ รู้แพ้รู้ชนะ ไม่ถึงกับเอาชีวิต
"ใจกล้าดีนี่!"
เซียวเกิงยิ้มอย่างผู้ชนะที่แผนสำเร็จ
[จบแล้ว]