เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 11 หลอกสำเร็จ

บทที่ 11 หลอกสำเร็จ

บทที่ 11 หลอกสำเร็จ


โรเบิร์ตซึ่งกำลังจะตีเฟลิกซ์เหมือนที่คุยในโทรศัพท์ ได้เห็นหลานชายของเขาสวมสูททางการบวกกับรอยยิ้มอันอบอุ่น

ภาพนี้ทำให้สีหน้าที่เข้มงวดของเขาอ่อนลงเล็กน้อย

"ไอ้เด็กเวร แกทำบ้าอะไรถึงได้โทรหาฉันเมื่อวานนี้ ฉันจำได้ว่าปีที่แล้วแกไม่ได้โทรหาฉันเลยสักครั้งตั้งแต่แกมาอยู่ที่นี่"

เขาพูดขณะสัมผัสเข็มขัดเบา ๆ “พูดมา แกเผาโรงแรมจนลุกเป็นไฟ หรือใช้งบประมาณทั้งหมดของแกไปกับการเล่นสนุก?”

เฟลิกซ์ไม่กล้าพล่ามเมื่อเห็นคำเตือนของปู่

“ปู่ คราวนี้ปู่เข้าใจผมผิดแล้ว ผมคิดถึงปู่จริง ๆ และอยากให้ปู่ใช้เวลา 15 วันกับผมที่นี่”

เขาลงไปกอดเข่าปู่แน่นและคร่ำครวญทั้งน้ำตา “รอบตัวผมมีแต่ชายหาดและคนใช้ที่ไม่กล้าพูดเสียงดังต่อหน้าผม ผมรู้สึกเหงาตั้งแต่มาถึงที่นี่”

“ปีที่แล้วผมอยากโทรหาปู่หลายครั้ง แต่ผมรู้ว่าปู่กำลังใช้เวลาส่วนใหญ่สนุกสนานไปกับเพื่อนวัยเกษียณ ผมแค่ไม่อยากรบกวนปู่” เขาจบการแสดงด้วยท่าทางการเช็ดน้ำตาแบบคลาสสิกอย่างรวดเร็ว

โรเบิร์ตจ้องไปที่ดวงตาแดงก่ำของหลานชายและพูดอย่างเฉยเมยว่า "เอาล่ะ เลิกล้อเล่นซะที ฉันไม่ได้ปกครองจักรวรรดิธุรกิจในวัยหนุ่มโดยใช้สมองเพียงครึ่งเดียวเพื่อลงเอยด้วยการเชื่อเรื่องไร้สาระของแก"

เขาแยกตัวจากการกอดของหลานชาย วางอาวุธไว้บนไหล่ของเฟลิกซ์ และเสริมด้วยน้ำเสียงข่มขู่

“บอกมา ความจริงที่แกต้องการให้ฉันมาที่นี่ ส่วนเรื่องเหลวไหลเจ้าเล่ห์ของแก เก็บไว้ฟังคนเดียวเถอะ ฉันแน่ใจว่าแกเลือกเกาะนี้เพื่อที่จะอยู่เฉย ๆ”

เฟลิกซ์ตระหนักว่าแผนของเขาล้มเหลวอย่างน่าสังเวช เขาลืมตำนานความฉลาดของปู่เขาไปได้ยังไง ปู่ที่ยกธุรกิจครอบครัวเพียงลำพังจนถึงจุดที่มันกลายเป็นจักรวรรดิ

ทันใดนั้นน้ำตาของเขาก็เหือดแห้งราวกับเวทมนตร์ เขาทำท่าทางเคร่งขรึมและกระซิบว่า "ปู่ ผมจะบอกปู่เมื่อเราไปถึงโรงแรม เชื่อใจผมนะ"

“โอเค นำทางไป มาดูกันว่าปีที่ผ่านมาแกจัดการโรงแรมยังไง”

“แน่นอน ปู่จะรักการเปลี่ยนแปลงที่ผมทำกับที่นี้ ตามผมมาเลย” เฟลิกซ์ตอบด้วยรอยยิ้มทื่อ ๆ

....

35 นาทีต่อมา

บริเวณหน้าทางเข้าโรงแรม

นิ้วของโรเบิร์ตสั่นเทาขณะชี้ไปที่โรงแรมซึ่งดูเหมือนกำลังจะพังทลายได้ทุกวินาที “ไอ้ ไอ้เด็กเวร แกทำให้มันอยู่ในสภาพที่เลวร้ายอย่างนี้ได้ยังไง!”

เขาหายใจเข้าลึก ๆ และจ้องมองหลานชายด้วยแววตาคมกริบ “แกมีงบประมาณ 30 ล้านดอลลาร์ ถ้าใช้ให้ดี อย่างน้อยแกก็ทำให้มันดูใหม่และสดใสได้ แต่นี่มันอะไรกัน!”

“แกอยู่โรงแรมหรือถ้ำ! บอกมาสิ!!”

เฟลิกซ์รู้สึกอายเล็กน้อยที่ต้องขายหน้าต่อหน้าคนใช้ที่รอต้อนรับปู่ของเขา

เขาไอเพื่อคลายความโกรธของปู่ “ปู่ นี่เป็นแค่ภายนอก ผมใช้งบประมาณส่วนใหญ่ไปกับการตกแต่งภายใน ตามผมมา”

ขณะที่พวกเขาเดินเข้าไปข้างใน เฟลิกซ์ก็ยังคงแนะนำสินค้าฟุ่มเฟือยที่ตัวเขาคนก่อนซื้อด้วยการใช้เงินงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์

“ดูโซฟาตัวนี้สิ มันทำมาจากผ้าฝ้ายและไหมแท้ โรยด้วยผงสีทอง”

“โต๊ะนี้ทำด้วยไม้บริสุทธิ์ และโรยด้วยผงเงิน”

เฟลิกซ์ไม่รู้ว่าเขากำลังพูดอะไร เขายังคงใช้ประโยคออนไลน์ที่มีชื่อเสียงเพื่ออธิบายเฟอร์นิเจอร์เหล่านี้

“พอ ไอ้เวร ไม้บริสุทธิ์อะไร ไม้เหี้ย ๆ นี่ผสมกับหินหรืออะไรสักอย่างชัด ๆ แล้วโรยด้วยผงทองผงเงินนี่มันอะไรกัน มันไม่ใช่การแต่งหน้าเค้กนะโว้ย!” โรเบิร์ตคำรามด้วยใบหน้ามืดมนหลังจากฟังคำอธิบายไร้สาระของหลานชายมามากพอแล้ว

เขากระทืบพื้นอย่างแรงขณะที่ตะโกนโดยไม่สนใจภาพลักษณ์หรือปัญหาสุขภาพของเขา “นี่มันไม่จริงใช่ไหม ฉันเป็นอัจฉริยะด้านธุรกิจ แม่ของแกเป็นอัจฉริยะด้านอิทธิพลทางสังคม และพ่อของแกเป็นแมงมุมการลงทุนที่สัญชาตญาณไม่เคยผิดพลาด แต่ แกไม่สืบทอดอะไรจากพวกเราเลย นี่มันหลอกลวงกันชัด ๆ”

“ทำไมแกไม่เหมือนลูกพี่ลูกน้องของแกที่ทำงานหนัก และพยายามอย่างเต็มที่ที่จะเลี้ยงดูพ่อแม่ของพวกเขา ทำไมแกถึงไม่เหมือนเดิมล่ะ”

เฟลิกซ์ตอบอย่างโกรธจัด “เพราะผมไม่มีพ่อแม่ไง นั่นล่ะเหตุผล!”

จากนั้นเขาก็ตรงไปที่บันได “ปู่ลิฟต์อยู่ด้านขวา ผมจะไปพบปู่ที่ห้องชุดผม แจ็คจะพาปู่ไปที่นั่น”

โรเบิร์ตอ้าปากค้างตัวแข็งทื่อในทันที เขาไม่รู้ว่าจะโต้กลับอย่างไร

เนื่อง​จาก​เขา​รู้​ว่า​การ​เสีย​พ่อ​แม่​ไป​ใน​วัยเด็ก อาจ​กระตุ้น​คน​เรา​ให้​ทำ​งาน​หนัก​ หรือ​ในกรณี​ของ​เฟลิกซ์คือตรงกันข้าม

เขาถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้และสั่ง "แจ็ค นำทางไป"

.....

เฟลิกซ์ซึ่งแสดงความโกรธไปเมื่อไม่นานนี้กำลังยิ้มอย่างชั่วร้ายขณะเดินขึ้นบันได

เขาเข้าใจว่าเขาไม่สามารถหลอกให้ปู่อยู่บนเกาะนี้ได้โดยไม่ให้เหตุผลที่แท้จริงกับเขา แต่ตอนนี้ด้วยการเพิ่มพ่อแม่ของเขาเข้าไป

เขาสามารถโกรธปู่ได้จนกว่าความโกลาหลครั้งใหญ่จะมาถึง โรเบิร์ตจะไม่กล้าออกจากเกาะโดยที่ยังไม่รักษาความสัมพันธ์ของเขากับหลานชาย

'ฮิฮิฮิ ตลกจริง ๆ ฉันไม่ใช่เด็กที่จะโวยวายเหมือนคนขี้แยเรื่องที่พ่อแม่ตายอีกต่อไป ฉันยอมรับความตายของพวกเขาได้นานแล้วและเดินหน้าต่อไป'

'ฉันรู้ว่าแม่ต้องภูมิใจในตัวฉัน และปรบมือเมื่อเธอเห็นว่าฉันสามารถช่วยปู่ได้ยังไง'

'หลับให้สบายนะแม่'

เขาจูบสามนิ้วแล้วชี้ขึ้นไปในอากาศอย่างอบอุ่น

....

ครึ่งชั่วโมงต่อมา

เฟลิกซ์กำลังนั่งอยู่บนโซฟาในห้องนั่งเล่นกับปู่ของเขา ดูหนังเรื่อง 'The Invasion day'

(TL: The Invasion day ชื่อไทย ‘ชิปไวรัสล้างโลก’ หนังปี 2013)

โรเบิร์ตกำลังนั่งเหมือนเก้าอี้มีตะปูโรยอยู่ เขาขยับจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งขณะอ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แล้วเขาก็ถอนหายใจและปิดปาก

เขาทำอย่างนั้นไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเฟลิกซ์ตะโกนว่า "นั่งนิ่ง ๆ แล้วดูหนังได้ไหมให้ตายเถอะ มันสำคัญมากสำหรับผมนะ"

โรเบิร์ตเริ่มให้ความสนใจกับหนังเรื่องนี้อย่างเชื่อฟัง เพราะเขาไม่ต้องการทำให้เฟลิกซ์อารมณ์เสียอีก

'ขอโทษนะปู่ มันก็เพื่อประโยชน์ของปู่เองนะ'

...

สองชั่วโมงต่อมา

ฉากเครดิตกำลังเลื่อนขึ้นหน้าจอซึ่งเป็นจุดสิ้นสุดของภาพยนตร์

โรเบิร์ตพยายามเริ่มบทสนทนาโดยใช้ประโยชน์จากสิ่งที่พวกเขาเพิ่งดูไป

“นี่เป็นหนังที่ดี มันแสดงให้เห็นว่ามนุษย์ไม่ควรเพิกเฉยต่อกัน เพราะไม่มีใครรู้ว่าข้างนอกมีอะไร นรก พรุ่งนี้เวลานี้เราอาจจะถูกรุกรานและถูกฆ่า แกไม่มีทางรู้หรอก”

เฟลิกซ์ตอบกลับอย่างเฉยเมย “ปู่พูดถูก ปู่ไม่มีทางรู้หรอกว่าข้างนอกนั้นเป็นยังไง นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมคน ๆ หนึ่งจึงต้องรักษาอารมณ์ให้คงที่และสงบอยู่เสมอ เพื่อไม่ให้เกิดอันตรายแก่ตัวเองในกรณีที่เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น”

โรเบิร์ตพยักหน้าเห็นด้วยแล้วถามว่า “ตอนนี้แกจะทำอะไร”

“ผมจะไปข้างนอก อาหารในโกดังกำลังจะว่างเปล่า”

โรเบิร์ตยิ้ม “ไปเถอะ ไปทำงานเถอะ ฉันจะอยู่ที่นี่ดูทีวี”

เฟลิกซ์หยิบโทรศัพท์และแจ็คเก็ตของเขาเดินออกจากห้องชุด

โรเบิร์ตหยิบรีโมทขึ้นมาแล้วคลิกบนเมนู Netflix

จากนั้น เขาก็เข้าไปในเพลย์ลิสต์ของเฟลิกซ์เพื่อชมภาพยนตร์ที่หลานชายของเขาบันทึกไว้ดู

“เวร มีหนังเอเลี่ยนบุกมากกว่า 20 เรื่อง นี่คงเป็นแนวใหม่ที่เขาชอบแน่ ๆ”

เขาอุทานด้วยความตกใจหลังจากได้เห็นภาพยนตร์เอเลี่ยนจำนวนมากที่เตรียมไว้สำหรับล้างสมองเขา แต่เขายังไม่รู้ตัว

“การจะสานสัมพันธ์กับเขาได้ ฉันต้องเข้าใจรสนิยมการดูภาพยนตร์ของเขา เราจะได้มีเรื่องไว้คุยกัน”

จากนั้นเขาก็สุ่มเลือกภาพยนตร์และเริ่มไล่ดูเพลย์ลิสต์อย่างเต็มอิ่มด้วยความสนใจ

....

เฟลิกซ์ไม่ได้โกหกปู่เรื่องที่อาหารในโกดังว่างเปล่า เนื่องจากไลลาส่งข้อความเตือนเขาให้นำเสบียงใหม่เข้ามา

ทันใดนั้นเขาก็นึกถึงความโกลาหลครั้งใหญ่ที่กำลังจะเกิดขึ้น และราคาอาหารที่จะพุ่งขึ้นสู่ระดับที่น่าทึ่งในช่วง 2-3 เดือนระหว่างนั้น

เฟลิกซ์ตระหนักว่านี่เป็นโอกาสดีในการใช้ประโยชน์จากมัน

เนื่องจากตอนนี้เขาสามารถซื้ออาหารได้ในราคาถูก และสามารถนำไปใช้จ่ายเป็นค่าธรรมเนียมในการสร้างเกาะใหม่ในเวลาต่อมา

เฟลิกซ์เชื่อว่าในช่วงความโกลาหลครั้งใหญ่ จะต้องมีคนสนใจมายังเกาะที่ว่างเปล่า ซึ่งมีอาหารมากมายและรับประกันความปลอดภัยในระหว่างการปล้นสะดมที่โกลาหล

ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจอย่างรวดเร็ว แต่เขาต้องทำเงียบ ๆ เนื่องจากเขาไม่ต้องการกวนน้ำมากเกินไป กลัวว่าลูกพี่ลูกน้องของเขาจะสังเกตเห็นและเริ่มสอดแนมทุกย่างก้าวที่เขาทำ ไม่ว่าจะเพื่อขัดขวางหรือขโมยความคิดของเขา

นี่เป็นเรื่องปกติในประเพณีครอบครัว เนื่องจากเป็นการแข่งขันระหว่างรุ่นน้อง

เราไม่เพียงแค่มุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูกิจการเท่านั้น แต่ยังต้องระวังกับการแทรกแซงของลูกพี่ลูกน้องคนอื่นด้วย

เขาหยิบโทรศัพท์ออกมาโทรหาเพื่อนสนิทของแม่

ริง ริง...

"สวัสดี เฟลิกซ์น้อย สบายดีไหม ฉันคิดถึงเธอจัง" เสียงหวานจากปลายสายตอบอย่างอบอุ่น

เฟลิกซ์ตอบอย่างสุภาพว่า “สวัสดีครับป้าแมรี่ ตอนนี้ผมสบายดี ผมแค่โทรมาเช็คสวัสดิภาพของป้า และขอความช่วยเหลือจากป้านิดหน่อย”

ป้าแมรี่หัวเราะอย่างไพเราะและพูดว่า “คิดมากน่าเฟลิกซ์ ว่ามาเลย เธอก็รู้ว่าไม่มีกำแพงกั้นระหว่างเรา”

เฟลิกซ์โกหกหน้านิ่งทันที

“ป้าแมรี่ ผมคิดว่าผมสืบทอดสัญชาตญาณการลงทุนมาจากพ่อ ตอนนี้มันรู้สึกเสียวซ่าและต้องการจะซื้ออาหารมาตุนเป็นจำนวนมาก ผมไม่รู้ว่าทำไม แต่ผมเชื่อในของขวัญของพ่อ” เขาเสริมอย่างรวดเร็วว่า “และแม้ว่าการลงทุนของผมจะไม่ประสบความสำเร็จ ผมก็ไม่เสียหายอะไร เพราะมันเป็นเพียงอาหารแค่ 2 ล้านเหรียญ”

“เจ้าหนู เธอไม่ได้โกหกใช่ไหม เธอก็รู้ดีว่าสัญชาตญาณด้านการลงทุนของพ่อเธอไม่เคยผิดแม้แต่ครั้งเดียว ถ้าเธออ้างว่าเธอมีสัญชาตญาณเดียวกับเขา ฉันจะเสี่ยงลงทุนกับสิ่งที่เธอทำ”

“เชื่อผมเถอะป้า ผมไม่ได้โกหกป้า เพราะผมไม่ได้อะไรจากการทำแบบนั้นเลย”

“ได้ บอกมาว่าต้องการอาหารเท่าไหร่ และอะไรบ้าง”

"ผมต้องการอาหารแห้ง 2 ล้านดอลลาร์ ข้าวสาลี ธัญพืช…ฯลฯ พยายามส่งมาอย่างเงียบ ๆ นะครับป้า ผมไม่อยากเตือนญาติ"

“โอเค อีก 3 วันเธอจะได้รับของที่ส่งไปทางเรือ ฉันจะซื้ออาหารสัก 2-3 ล้านด้วย”

เธอพูดต่ออย่างนุ่มนวล “ถ้าเธอมีสัญชาตญาณของพ่อจริง ๆ สิ่งนี้จะกลายเป็นกำไรมหาศาล แต่ถ้าเป็นเพียงลางสังหรณ์ธรรมดา สูญเสียไปเพียงไม่กี่ล้าน ไม่มีอะไรร้ายแรง”

“ขอบคุณครับป้า ป้าเก่งที่สุด ผมจะโอนเงินไปยังบัญชีธนาคารของป้าตอนนี้เลย บายครับ”

“บายเฟลิกซ์ตัวน้อย”

จากนั้นเฟลิกซ์ก็วางสายและโอนเงิน 2 ล้านดอลลาร์จาก 26 ล้านดอลลาร์ที่เหลืออยู่หลังจากเฟลิกซ์คนก่อนเผาเงิน 4 ล้านดอลลาร์ไปในปีที่ผ่านมาเพื่อซื้อของฟุ่มเฟือยเหล่านั้น

------------------------

จบบทที่ บทที่ 11 หลอกสำเร็จ

คัดลอกลิงก์แล้ว