เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 17 อ่อนโยนแต่แฝงอันตราย

บทที่ 17 อ่อนโยนแต่แฝงอันตราย

บทที่ 17 อ่อนโยนแต่แฝงอันตราย


บทที่ 17 อ่อนโยนแต่แฝงอันตราย

เย่ต้าซานเองก็รู้สึกทั้งตื่นเต้นและประหม่าระคนกัน ร่างกายเกร็งเขม็งไปหมด

เขาเดินกลับไปกลับมาภายในห้อง สมองว่างเปล่า ทำอะไรไม่ถูก

จูหมิ่นไม่ค่อยได้เห็นท่าทีเช่นนี้ของสามีบ่อยนัก จึงเอ่ยขึ้น "ไหนท่านบอกคนในเผ่าว่าไม่ต้องห่วงไม่ใช่หรือ แล้วตัวท่านเองกังวลเรื่องอะไร"

เย่ต้าซานกล่าวว่า "เจ้าลองคิดดูสิ ว่านังหนูไป๋จื่อไปข้องแวะกับราชันหมาป่าหิมะได้ยังไง"

"นั่นคือราชันหมาป่าหิมะเชียวนะ! ราชาแห่งสัตว์อสูรในแดนเหนือของเรา ผู้ที่เราไม่กล้าแม้แต่จะคิดฝันว่าจะได้เข้าใกล้!"

"มีสัตว์เพศเมียชนชั้นสูงมากมายอยากแต่งงานกับราชันอสูร แต่ไม่มีใครเข้าใกล้เขาได้เลยสักคน เขาดูไม่สนใจอิสตรี ราวกับตัดขาดจากทางโลก"

"เขาเป็นเพียงตัวตนในตำนาน แต่ตอนนี้ข้าไม่เพียงได้เห็นตัวจริง หลานสาวข้ายังตั้งท้องเลือดเนื้อเชื้อไขของเขาอีก นี่มันเหมือนฝันชัดๆ"

เย่ต้าซานยังคงรู้สึกเหมือนภาพหลอน

"ถึงข้าจะมองว่าไป๋จื่อเป็นเด็กดีมาก แต่คนอื่นไม่ได้รู้ด้วย แถมยังมีข่าวลือเรื่องประสบการณ์แย่ๆ ของไป๋จื่อที่ฟังดูไม่ดีเลยสักนิด"

"ว่ากันว่าหินทดสอบในพิธีบรรลุนิติภาวะของนางไม่มีปฏิกิริยา แต่ตอนนี้นางกลับมีลูกกับราชันอสูร แสดงว่าหินทดสอบนั่นเชื่อถือไม่ได้"

จูหมิ่นเองก็รู้สึกเหลือเชื่ออยู่บ้าง แต่ในใจกลับตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง

"ไม่ว่ายังไง ไป๋จื่อก็อุ้มท้องลูกของราชันอสูร ต่อไปนางย่อมได้รับการคุ้มครองจากเขา ใครหน้าไหนก็คงไม่กล้าทำร้ายนางซี้ซั้วอีก"

"แม้แต่เผ่ากระต่ายของเราก็พลอยได้รับอานิสงส์ไปด้วย"

"เพียงแต่ไป๋จื่อไม่รู้ตัวเลยว่าตั้งท้อง พวกเราที่เป็นผู้ใหญ่ก็สะเพร่า โชคดีจริงๆ ที่ไม่เกิดเรื่องร้ายแรงขึ้น"

จูหมิ่นนึกย้อนกลับไปก็รู้สึกหวาดเสียวไม่หาย

"เป็นเพราะความโลภของเผ่าแมวที่วางแผนร้ายต่อเผ่ากระต่ายของเรา จะว่าไปแล้ว ไป๋จื่อก็เหมือนช่วยชีวิตพวกเราไว้"

"เด็กคนนี้เป็นดั่งดาวนำโชคจริงๆ"

จูหมิ่นเข้าใจแจ่มแจ้งว่า หากไม่มีเย่ไป๋จื่อ เสวี่ยโยวเฉินก็คงไม่ปรากฏตัว

เผ่าแมววางแผนเล่นงานเผ่ากระต่ายไว้อย่างรัดกุม ไม่รู้เลยว่าพวกตนจะรอดชีวิตได้หรือไม่

ดังนั้นเมื่อจูหมิ่นเห็นเย่ต้าซานกลับมาอย่างปลอดภัย นางจึงรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก

"สถานการณ์เมื่อครู่อันตรายมาก เผ่าแมวส่งนักรบฝีมือดีมาซุ่มโจมตีเผ่าเราตั้งเยอะ กะจะฆ่าล้างเผ่ากันเลยทีเดียว ดีที่ราชันอสูรโผล่มาจัดการพวกมันได้ทัน"

"เรียกได้ว่าเฉียดฉิว แต่พวกเรารอดแล้ว"

มิฉะนั้น ผลที่ตามมาคงเกินจะจินตนาการ

ทุกคนยังคงรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย

แต่คนในเผ่ากระต่ายต่างรู้ดีว่าเย่ไป๋จื่อคือผู้ช่วยชีวิตทุกคน

เย่ซั่วกำลังบดสมุนไพรและคั้นน้ำยาให้บิดาพลางกล่าวว่า "ท่านพ่อ ทายานี่ที่แผลแล้วจะดีขึ้นขอรับ"

เย่ต้าซานตอบ "พ่อไม่เป็นไร เมื่อกี้ราชันหมาป่าหิมะมอบโอสถให้เม็ดหนึ่ง พอกินเข้าไปอาการบอบช้ำภายในก็หายเป็นปลิดทิ้ง เหลือแค่แผลภายนอกนิดหน่อย ไม่หนักหนาอะไร"

สมกับเป็นราชาแห่งแดนเหนือ ถึงกับมอบโอสถล้ำค่าให้โดยตรง

ต้องยอมรับว่าสรรพคุณของโอสถนั้นดีเลิศจริงๆ

แน่นอนว่าเขาก็มอบให้เย่ลู่น้องสาวของตนด้วย ตอนนี้นางจึงปลอดภัยดีแล้ว

จูหมิ่นเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ "ข้าได้ยินมาว่าราชันหมาป่าหิมะเคยได้รับบาดเจ็บในมหาสงครามสัตว์อสูร ประกอบกับร่างกายที่มีไอเย็นจัดและพรสวรรค์ที่สูงส่งเกินไป ทำให้สัตว์เพศเมียตั้งท้องลูกของเขาได้ยากมากไม่ใช่หรือ?"

แล้วทำไมเย่ไป๋จื่อถึงตั้งท้องลูกของราชันหมาป่าหิมะได้ง่ายดายปานนั้น?

เย่ต้าซานกล่าว "เรื่องพรรค์นี้ใครจะไปรู้แน่ชัด? บางทีนังหนูไป๋จื่ออาจจะได้ดีเพราะลูกก็ได้!"

ทั้งเย่ต้าซานและจูหมิ่นต่างเชื่อว่า ที่เย่ไป๋จื่อได้รับความสำคัญจากราชันหมาป่าหิมะ ก็เพราะนางอุ้มท้องลูกของเขา

แต่หลังจากคลอดเด็กออกมาแล้ว ราชันหมาป่าหิมะอาจจะไม่ดูแลเย่ไป๋จื่อเช่นนี้อีกต่อไป

ไม่ใช่ว่าพวกเขาอยากมองโลกในแง่ร้าย แต่นี่คือความเป็นจริงที่ใครๆ ก็ยอมรับ

ความแตกต่างของสถานะและพลังนั้นมากเกินไป มันชัดเจนอยู่ตรงหน้า ความหวังของพวกเขาจึงไม่ได้สูงส่งถึงเพียงนั้น

เย่ต้าซานหวังลึกๆ อยากให้หลานสาวได้ติดตามราชันหมาป่าหิมะไปเสวยสุขที่เผ่าหมาป่าหิมะ

แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าราชันอสูรจะยินดีรับนางกลับไปหรือไม่

ต้องรู้ก่อนว่ามีสัตว์เพศเมียรูปงามมากมายเพียงใดที่ไม่อาจเข้าตาของราชันหมาป่าหิมะ...

ภายในถ้ำ

เย่ไป๋จื่อนั่งพิงหัวเตียงหิน มองดูเสวี่ยโยวเฉินที่นั่งอยู่ข้างเตียง

นางรู้สึกว่าถ้ำของตนซอมซ่อเกินไป กลิ่นอายสูงส่งของเสวี่ยโยวเฉินช่างไม่เข้ากับสถานที่แห่งนี้เอาเสียเลย

ให้เขามาอยู่ที่นี่ดูเหมือนจะเป็นการลบหลู่เกียรติเขาอย่างไรชอบกล

ทว่าเสวี่ยโยวเฉินกลับไม่มีท่าทีรังเกียจหรืออึดอัดใจแต่อย่างใด

เขาก้มมองนางแล้วถามด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ยังรู้สึกไม่สบายตรงไหนอีกหรือไม่"

เย่ไป๋จื่อส่ายหน้า "ไม่เจ้าค่ะ ตอนนี้ข้ารู้สึกดีขึ้นมากแล้ว"

นางสัมผัสได้ว่าหลังจากกินโอสถวิญญาณที่เสวี่ยโยวเฉินมอบให้ ร่างกายก็เบาสบาย ไร้ซึ่งความเจ็บปวดจากการถูกพลังตีกลับ

เพียงแค่รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ซึ่งเป็นผลมาจากการฝืนดูดซับพลังพืชรอบกาย

ตามปกติแล้วนางควรจะหมดสติไปด้วยซ้ำ

การที่แค่รู้สึกอ่อนเพลียก็นับว่าดีมากแล้ว

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังถ่ายทอดพลังจำนวนมากเข้ามาในตัวนาง

พลังเหล่านั้นล้ำค่ามากสำหรับเหล่าสัตว์อสูร

แต่เขากลับถ่ายทอดมันให้นางอย่างง่ายดาย

ภายนอกเขาดูเย็นชา แต่แท้จริงแล้วกลับอ่อนโยนมาก

โดยเฉพาะแววตาที่ฉายความห่วงใยคู่นั้น

แน่นอนว่าเย่ไป๋จื่อเตือนตัวเองไม่ให้หลงระเริง ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะนางอุ้มท้องลูกของเขาอยู่

"หิวไหม? อยากกินอะไรหรือเปล่า?"

ดูเหมือนว่าไม่ว่านางอยากกินอะไร เขาก็พร้อมจะหามาประเคนให้

เย่ไป๋จื่อกินโอสถเข้าไปแล้ว ร่างกายได้รับการเติมเต็ม จึงยังไม่รู้สึกหิว

นางส่ายหน้าและกล่าวว่า "ตอนนี้ยังไม่หิวเจ้าค่ะ"

"เอ่อ... ขอบคุณนะเจ้าคะที่ช่วยเผ่ากระต่ายไว้"

เสวี่ยโยวเฉินตอบกลับด้วยน้ำเสียงเรียบๆ "ไม่เป็นไร"

เย่ไป๋จื่อเดาใจเสวี่ยโยวเฉินไม่ถูกเลยจริงๆ

นางพยายามหาเรื่องคุย แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรดี

พอกะพริบตาแล้วสบตาเข้ากับเสวี่ยโยวเฉิน ก็รู้สึกราวกับวิญญาณจะถูกดูดเข้าไปในดวงตาคู่นั้น ทำให้หัวใจเต้นรัวอย่างควบคุมไม่อยู่

นางต้องยอมรับว่าเสวี่ยโยวเฉินมีมนตร์สะกดโดยธรรมชาติ ยามที่เขาจดจ่ออยู่กับใคร ดูเหมือนจะแฝงความรักใคร่เอาไว้เสมอ ทำให้ยากที่จะต้านทานไหว

หัวใจของเย่ไป๋จื่อสั่นไหว นางก้มหน้าลงแล้วเอ่ยเสียงเบา "คืนนั้น... ข้าไม่ได้ตั้งใจ"

พอพูดออกไปแล้ว เย่ไป๋จื่อก็นึกอยากกัดลิ้นตัวเองนัก

พูดแบบนี้ใครเขาจะเชื่อ?

นางเป็นคนวางยาดอกบุปผาหลงใหลเองชัดๆ

แม้จะเป็นการกระทำของเจ้าของร่างเดิม แต่ตอนนี้นางทะลุมิติมาแล้ว ก็ต้องรับว่าเป็นตัวนางเอง

เสวี่ยโยวเฉินไม่ตอบคำถามนั้น แต่ถามกลับด้วยน้ำเสียงกระจ่างใส "แล้วทำไมถึงหนี?"

เอ่อ... เย่ไป๋จื่อเงยหน้าขวับ

ทำไมถึงหนีงั้นหรือ?

นางรู้สึกว่าสายตาของนางถูกตรึงไว้

"มะ... ข้าไม่ได้หนีนะ!"

พูดไปแล้ว เย่ไป๋จื่อก็รู้สึกร้อนตัว

นางแทบไม่กล้าสู้หน้าเสวี่ยโยวเฉิน

เสวี่ยโยวเฉินสังเกตสีหน้าของนางอย่างละเอียด ก่อนจะสรุปความ แล้วกดเสียงต่ำลงพลางกล่าวว่า "เจ้ากลัวข้าหรือ?"

เย่ไป๋จื่อรู้สึกว่าน้ำเสียงของเสวี่ยโยวเฉินในยามนี้แม้อ่อนโยน แต่กลับแฝงไว้ด้วยอันตราย

สัญชาตญาณรับรู้ถึงอันตรายของนางยังคงเฉียบคม

นางรู้ดีว่ามันง่ายดายเหลือเกินสำหรับเสวี่ยโยวเฉินที่จะบดขยี้นาง หรือแม้แต่ทำลายเผ่ากระต่ายให้ย่อยยับ

โดยเฉพาะยามที่ดวงตาอันงดงามคู่นั้นจ้องเขม็งมาที่นาง กลิ่นอายความเย็นชาของเขาก็ล็อกเป้านางไว้อย่างแน่นหนา

ขนตาของนางสั่นระริก รู้สึกประหม่าและไม่มั่นคงภายใต้สายตานั้น ดวงตาของเขาดูเหมือนจะมีอำนาจสะกดจิต นางไม่อาจขัดขืนได้ จึงเอ่ยเสียงแผ่ว "เปล่าเจ้าค่ะ"

"ท่านเป็นถึงราชันอสูร ส่วนข้าเป็นแค่เผ่ากระต่ายต่ำต้อย แต่เพราะดอกบุปผาหลงใหลนั่น ข้า... ข้าแค่คิดว่าท่านคงไม่พอใจ"

"ข้าเลยคิดว่าถ้าไม่ไปให้ท่านเห็นหน้า เรื่องนี้ก็คงจบกันไป"

"ตอนแรกข้าไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีเด็กคนนี้"

นางพยายามอธิบายว่านางไม่ได้ตั้งใจใช้เด็กมาผูกมัดเขา

เจ้าของร่างเดิมอยากปีนป่ายสู่อำนาจก็จริง แต่สวรรค์รู้ดีว่านางไม่ได้คิดจะวางแผนจับเสวี่ยโยวเฉิน

นางแค่อยากใช้ชีวิตดีๆ กับครอบครัวเท่านั้นเอง

แต่ความคิดของนางตื้นเขินเกินไป พอทะลุมิติมาและพลังฟื้นคืนสู่สภาพเดิม เผ่าแมวก็จ้องจะเล่นงานเผ่าและครอบครัวของนางอย่างง่ายดาย

ต่อให้นางอยากปกป้อง ก็ยังทำไม่ได้

แน่นอนว่าเย่ไป๋จื่อไม่รู้ตัวเลยว่าน้ำเสียงของนางเริ่มอ่อนลงและนุ่มนวลขึ้น ฟังดูหวานหยดและแฝงความออดอ้อนราวกับเด็กเอาแต่ใจ

สิ้นเสียงของนาง เย่ไป๋จื่อสัมผัสได้ว่าบรรยากาศรอบตัวเย็นลง และดูอันตรายยิ่งขึ้นกว่าเดิม

"เจ้าคิดว่าไงนะ?"

"จบกันไป?"

"ไปยั่วยวนแล้วก็หนี? ใช้ประโยชน์เสร็จแล้วก็ทิ้งขว้างอย่างนั้นหรือ?"

จบบทที่ บทที่ 17 อ่อนโยนแต่แฝงอันตราย

คัดลอกลิงก์แล้ว