- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวันสิ้นโลก บันทึกลับฉบับคนธรรมดา
- บทที่ 5: กักตุนเสบียง (2)
บทที่ 5: กักตุนเสบียง (2)
บทที่ 5: กักตุนเสบียง (2)
บทที่ 5: กักตุนเสบียง (2)
หลังจากจับสัตว์ใส่กรงและขนขึ้นรถเรียบร้อย โจวหยางก็เหมาไข่ไก่ทั้งหมดของคุณป้า รวมถึงขอซื้อธัญพืชและรำข้าวสำหรับเลี้ยงสัตว์มาด้วย ทำเอาแกยิ้มแก้มปริและปรบมือด้วยความดีใจ
เมื่อจ่ายเงินครบตามจำนวน โจวหยางก็ขอตัวกลับ ก่อนจากกันคุณป้ายังตะโกนชวนให้เขาแวะมาอุดหนุนใหม่ในคราวหน้า
โจวหยางขับรถออกมาไกลพอสมควร จนแน่ใจว่าปลอดคน จึงจอดรถในที่ลับตาเพื่อย้ายสัตว์และข้าวของทั้งหมดจากรถบรรทุกเข้าไปเก็บในมิติ แถมยังสร้างคอกเพิ่มให้พวกมันอีกหลายคอก
กว่าจะจัดการทุกอย่างเสร็จ เวลาก็ล่วงเลยไปจนเกือบจะบ่ายสามโมงแล้ว
เขาคาดคะเนว่าเวลานี้พวกคนเฒ่าคนแก่ตามชนบทน่าจะเริ่มออกมาตั้งแผงขายผักกันแล้ว โจวหยางจึงค้นหาตลาดสดที่ใกล้ที่สุดใน GPS แล้วมุ่งหน้าไปทันที
ผู้สูงอายุในชนบทมักชอบปลูกผักไว้กินเอง พอกินไม่ทันก็มักจะนำมาวางขายหน้าตลาดสด แม้ผักเหล่านี้จะมีให้เลือกไม่มากนักและมีแค่ตามฤดูกาล แต่รับประกันได้เลยว่าสดใหม่และปลอดสารพิษ เป็นของดีที่หาซื้อในเมืองไม่ได้ง่ายๆ
เมื่อขับรถไปใกล้ถึงตลาด เขาเห็นผู้สูงอายุนั่งเรียงรายขายของอยู่จริงๆ โจวหยางหาที่จอดรถ แล้วหยิบถุงพลาสติกใบยักษ์เดินไล่เหมาซื้อผักจากทุกแผงจนเกลี้ยง
การกวาดซื้ออย่างบ้าคลั่งของโจวหยางทำให้คนที่มุงดูถึงกับตะลึง
หลายคนเข้ามาถามด้วยความสงสัยว่าเขาซื้อผักไปทำไมเยอะแยะ เขาได้แต่โกหกไปว่าเพื่อนในเมืองฝากซื้อ และตัวเขาเองก็ไม่รู้สาเหตุเหมือนกัน
หลังจากกวาดซื้อผักจากผู้สูงอายุจนหมด โจวหยางก็ขับรถออกไปหาที่ลับตาคนเพื่อเก็บของเข้ามิติอีกครั้ง
โจวหยางตระเวนกวาดซื้อของตามตลาดรอบๆ ในลักษณะเดียวกันนี้อีกหลายแห่ง ระหว่างทางเขายังได้เนื้อหมูพื้นเมือง มันเปลว รวมถึงไก่เป็ดที่เชือดสดๆ และปลามาอีกจำนวนหนึ่ง กว่าจะขับรถกลับก็เป็นเวลาเย็นย่ำแล้ว
น่าเสียดายที่ไม่ใช่ฤดูเก็บเกี่ยว จากการสอบถามชาวบ้าน ทราบว่าข้าวรุ่นแรกของเกษตรกรรายใหญ่เพิ่งจะปักดำ ต้องรอจนถึงช่วงกลางเดือนหรือปลายเดือนกรกฎาคมกว่าจะเก็บเกี่ยวได้ ไม่อย่างนั้นเขาคงเหมาข้าวใหม่กลับไปได้อีกเพียบ
อย่างไรก็ตาม เกษตรกรรายใหญ่แต่ละรายมักจะเก็บข้าวเปลือกสำรองไว้จำนวนหนึ่ง โจวหยางจึงตระเวนขอซื้อทีละสามถึงห้ากระสอบ จนรวบรวมข้าวเปลือกได้ราวๆ สองพันชั่ง กะว่าค่อยไปหาซื้อเครื่องสีข้าวขนาดเล็กมาใช้ในภายหลัง
ยิ่งไปกว่านั้น ด้วยสภาพอากาศแบบนี้ เขาคาดว่าข้าวรุ่นแรกของปีนี้น่าจะต้องรีบเก็บเกี่ยวก่อนต้นเดือน ไม่อย่างนั้นคงไม่เหลือให้เก็บ
ช่วงต้นเดือนกรกฎาคมตรงกับช่วงแรกของการเกิดวันสิ้นโลกพอดี ตอนนั้นเขาน่าจะยังพอมารถขับออกมาได้ ไว้ค่อยกลับมาดูอีกทีว่าจะมีโอกาสเก็บข้าวใหม่ได้หรือไม่
หลังจากนำรถบรรทุกไปคืน โจวหยางก็ขับรถส่วนตัวไปยังโกดัง เพราะยังมีชั้นวางของอีกล็อตใหญ่รอให้ไปรับ
เมื่อไปถึงโกดัง รถส่งของก็จอดรออยู่แล้ว
คนขับและพนักงานช่วยกันขนชั้นวางของลงไปไว้ในโกดังและช่วยประกอบให้เสร็จสรรพ เมื่อเห็นโจวหยางจ่ายเงินค่าจ้างเรียบร้อยพวกเขาก็กลับไป
พอลับหลังคนงาน โจวหยางก็ปิดประตูโกดังและเก็บชั้นวางของทั้งหมดเข้ามิติ เขาแบ่งบางส่วนไปไว้ในห้องใต้ดินและบางส่วนวางไว้ที่ลานโล่งด้านนอก หลังจากจัดหมวดหมู่และระเบียบสิ่งของในมิติใหม่ ทุกอย่างก็ดูเป็นระเบียบเรียบร้อยขึ้นมาก
กว่าจะจัดการเรื่องชั้นวางของและกลับถึงบ้าน ก็ปาเข้าไปหนึ่งทุ่ม
วันนี้เขาเหนื่อยมาทั้งวันจนไม่อยากขยับตัวทำอะไรแล้ว จึงหยิบผัดหมี่ที่ทำไว้เมื่อเช้าออกมาทานรองท้องเป็นมื้อเย็น
วันรุ่งขึ้น โจวหยางตื่นแต่เช้าตรู่เพื่อจับรถไฟความเร็วสูงรอบเช้าไปยังเมืองไป๋จี๋
เขานัดพบกับนายหน้าจากบริษัทอสังหาริมทรัพย์
เนื่องจากเจ้าของห้องไม่ใช่คนท้องถิ่นและซื้อไว้เพื่อเก็งกำไร จึงไม่ได้เดินทางมาด้วยตัวเอง แต่มอบอำนาจให้บริษัทจัดการทั้งหมด
ทั้งสองจึงพากันขึ้นไปดูห้อง
หลังจากดูห้องแล้ว โจวหยางพอใจกับผังห้องและชั้นที่อยู่มาก เขาแจ้งความจำนงว่าจะขอปรับปรุงซ่อมแซมห้องเล็กน้อยด้วยทุนของตัวเอง
นายหน้าจึงรีบโทรศัพท์ไปคุยกับเจ้าของห้องทันที
เจ้าของห้องเข้าใจว่าเขาแค่จะทาสีหรือปูพื้นใหม่ และเมื่อเห็นว่าไม่ต้องควักกระเป๋าจ่ายเองจึงตอบตกลงโดยไม่ขัดข้อง
ทั้งสองฝ่ายตกลงกันได้อย่างรวดเร็วและเซ็นสัญญาเช่าหนึ่งปี โดยโจวหยางจ่ายค่าเช่าล่วงหน้าไปถึงหกเดือน
เมื่อได้รับกุญแจและส่งนายหน้ากลับไปแล้ว โจวหยางก็นัดมัณฑนากรจากบริษัทรับเหมามาพบที่ห้อง
ทันทีที่มาถึงและเห็นสภาพห้อง โจวหยางก็สรุปสไตล์การตกแต่งและจุดที่ต้องแก้ไขครั้งใหญ่อย่างละเอียด
เขาเลือกสไตล์มินิมอล ผนังทุกด้านใช้สีน้ำอะคริลิกที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผังห้องประกอบด้วยสามห้องนอน หนึ่งห้องนั่งเล่น หนึ่งห้องครัว และสองห้องน้ำ โดยเน้นย้ำว่าระเบียงต้องกว้างขวาง เพราะเขาตั้งใจจะใช้ปลูกผักในอนาคต
บ้านทั้งหลังต้องเก็บเสียงและกันความร้อนอย่างดีที่สุด ประตูนิรภัยและลูกกรงหน้าต่างเป็นสิ่งจำเป็น แต่ต้องติดตั้งประตูระเบิดเพิ่มอีกชั้น กระจกทุกบานต้องเปลี่ยนเป็นกระจกกันกระสุน โดยเฉพาะแบบสองชั้น และติดฟิล์มเพื่อความเป็นส่วนตัว ผ้าม่านนอกจากจะกันแสงแล้วยังต้องมีชั้นกันความร้อนด้วย ท่อน้ำทิ้ง ช่องระบายอากาศ และรอยต่อหน้าต่างทุกจุดต้องจัดการให้มิดชิด เพื่อป้องกันไม่ให้อากาศรั่วไหลหรือมีกลิ่นย้อนกลับ
แม้มัณฑนากรจะรู้สึกว่าความต้องการเหล่านี้ดูจุกจิกไปบ้าง แต่พอโจวหยางบอกว่ายินดีจ่ายเพิ่ม ทุกข้อโต้แย้งก็ตกไปทันที
ทว่าด้วยเงื่อนไขที่ต้องทำให้เสร็จภายในหนึ่งเดือน ค่าใช้จ่ายส่วนเพิ่มจึงสูงเอาเรื่อง แต่เงินส่วนนี้ประหยัดไม่ได้ โจวหยางจึงกัดฟันตกลงและวางมัดจำไปสามแสนหยวน ส่วนที่เหลือจะจ่ายหลังตรวจรับงาน
เมื่อยืนยันกับมัณฑนากรว่าสามารถเขียนแบบและเริ่มงานได้เลยในวันนี้ โจวหยางก็ฝากกุญแจสำหรับช่างไว้ แล้วนั่งรถไฟความเร็วสูงกลับ
ถึงบ้านก็เป็นเวลาห้าโมงเย็นพอดี
เนื่องจากยังไม่มีอะไรทำ โจวหยางจึงแวะซูเปอร์มาร์เก็ตหน้าหมู่บ้าน กวาดซื้อวัตถุดิบมาเพียบ
เขาตั้งใจจะใช้เวลาว่างเตรียมอาหารเก็บไว้ในมิติ เพราะในอนาคตที่ไม่มีน้ำและไฟฟ้า ต่อให้อยากทำอาหารก็คงลำบาก
โจวหยางทำข้าวผัดง่ายๆ กินรองท้อง ก่อนจะเริ่มโปรเจกต์ใหญ่ประจำค่ำคืนนี้—
เจียวน้ำมันหมู! และทำกากหมู!
ข้าวสวยร้อนๆ คลุกน้ำมันหมู หรือจะเอากากหมูไปผัดผักก็หอมอร่อยอย่าบอกใคร ของแบบนี้ซื้อกินที่ไหนก็สู้ทำเองไม่ได้
เขาหยิบไหเซรามิกทั้งหมดออกมาล้างทำความสะอาด เช็ดให้แห้งแล้วคว่ำไว้ให้สะเด็ดน้ำ
จากนั้นนำมันเปลวที่เพิ่งซื้อมาล้างและหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ จนได้เต็มสี่กะละมังใหญ่ ดูจากปริมาณแล้วคงต้องเจียวกันหลายกระทะ
หลังจากนำมันหมูไปลวกน้ำร้อนแล้ว ก็เริ่มขั้นตอนการเจียวได้อย่างเป็นทางการ
เขาใส่มันหมูที่ลวกแล้วลงในกระทะ เติมน้ำเปล่าลงไปหนึ่งถ้วย แล้วเคี่ยวด้วยไฟกลางค่อนข้างอ่อน พอน้ำระเหยหมด น้ำมันหมูก็จะค่อยๆ ไหลออกมา
พอใกล้จะได้ที่ โจวหยางก็เอาเกลือหนึ่งช้อนใส่ลงในไหเซรามิกแล้วตักน้ำมันใส่ลงไป เมื่อก้อนมันหมูในกระทะหดตัวลงเกินครึ่งและน้ำมันเริ่มออกน้อยลง โจวหยางใช้ตะหลิวกดรีดน้ำมันออกจากกากหมูจนหมดแล้วจึงปิดเตา
คราวนี้เขาไม่ได้ใช้กระบวยตัก แต่ใช้กระชอนวางบนปากไหแล้วเทน้ำมันลงไปโดยตรง ส่วนกากหมูที่กรองออกมาก็เทใส่กะละมังอีกใบเพื่อสะเด็ดน้ำมัน