- หน้าแรก
- เกิดใหม่ในวันสิ้นโลก บันทึกลับฉบับคนธรรมดา
- บทที่ 1: เกิดใหม่?
บทที่ 1: เกิดใหม่?
บทที่ 1: เกิดใหม่?
บทที่ 1: เกิดใหม่?
เปรี้ยง!
สายฝนเทลงมาอย่างบ้าคลั่ง หยาดฝนขนาดเท่าเม็ดถั่วฟาดกระทบร่างกายอย่างรุนแรง ทุกหยดราวกับแบกน้ำหนักนับพันปอนด์ สร้างความเจ็บปวดรวดร้าวไปถึงกระดูก
น้ำฝนปนเลือดส่งกลิ่นคาวคลุ้งชวนสะอิดสะเอียนไหลนองไปทั่วพื้น
เสียงก่นด่าอย่างหยาบคายของกลุ่มโจรดังแว่วเข้ามาในหู พวกมันกำลังแบ่งของกลางกันอย่างหน้าไม่อาย ราวกับว่าคนที่พวกมันเพิ่งโยนลงพื้นเป็นเพียงขยะชิ้นหนึ่ง
เขาถูกแทงนับสิบแผล เลือดสดๆ ไหลทะลักออกจากบาดแผลไม่หยุดย้อมน้ำโคลนเบื้องล่างจนกลายเป็นสีแดงฉาน เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าพลังชีวิตกำลังหลุดลอยออกจากร่างทีละน้อย เหมือนเม็ดทรายในนาฬิกาทรายที่ไม่อาจไขว่คว้ากลับคืนมาได้
แขนขาเริ่มหนักอึ้งและไร้เรี่ยวแรง ปลายเริ่มนิ้วไร้ความรู้สึกทีละน้อย สุดท้ายความชาหนึบก็ลามไปทั่วทั้งร่าง ความตายที่คืบคลานเข้ามาใกล้ทำให้ความสิ้นหวังเอ่อล้นขึ้นในจิตใจ
แม้แต่จี้หยกที่เขากำไว้แน่นก็ถูกฆาตกรแย่งชิงไป
ในวินาทีนี้ เขาช่างรู้สึกต่ำต้อยและไร้กำลังเหลือเกิน
เขาพยายามดิ้นรนเพื่อแย่งมันคืน แต่กลับไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียง
ท้ายที่สุด เขาทำได้เพียงจมดิ่งลงสู่ความมืดมิดพร้อมกับความเคียดแค้นที่เต็มแน่นอยู่ในอก...
"เวรเอ๊ย จี้หยกห่วยแตกนี่ดูเหมือนพลาสติกชัดๆ มันอุตส่าห์สู้ตายเพื่อไอ้นี่ นึกว่าเป็นของมีค่าเสียอีก ซวยชะมัด!"
ชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเตี้ยค้นกระเป๋าใบเล็กเก่าๆ ของโจวหยางจนทั่ว ก่อนจะสบถออกมาอย่างหัวเสีย เขาเตะร่างไร้วิญญาณบนพื้นอย่างแรง แล้วโยนจี้หยกที่ขโมยมากลับไปบนร่างนั้นอย่างไม่ไยดี
"ในตัวมันไม่มีน้ำสักหยด มีแค่เศษบิสกิตครึ่งถุงกับขนมถั่วลิสงเม็ดเดียว กระจอกชิบหาย!"
"ไม่ใช่ความผิดแกหรือไง? ข้าบอกให้ปาดคอมัน แต่แกดันดื้อจะแทงมัน จะแทงก็แทงไปเถอะ แต่ดันแทงพลาดอีก!" ชายอีกคนที่มีหนวดเครารุงรังและรอยแผลเป็นบนใบหน้าแสยะยิ้มเยาะเย้ยเพื่อนร่วมแก๊ง
"ใครจะไปรู้ว่ามันจะหูไวขนาดนั้นวะ? มันหลบมีดแรกได้เฉย! แถมยังสู้ยิบตา... มันพกมีดสั้นไว้ด้วย ข้าเกือบโดนมันแทงสวนแล้วเหมือนกัน"
"เออๆ พอได้แล้ว รีบเก็บของแล้วไปกันเถอะ เลือดนองขนาดนี้ เดี๋ยวพวกซอมบี้ได้กลิ่นคงแห่กันมาแน่"
ชายรอยสักที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้ากลุ่มชำเลืองมองศพของโจวหยาง ถุยน้ำลายลงพื้น แล้วเร่งเร้าพรรคพวกก่อนจะหันหลังเดินจากไป
"ถุย เสียแรงเปล่าจริงๆ ของแค่นี้แลกบุหรี่มวนเดียวยังไม่ได้เลย แถมเลือดเลอะเทอะไปหมด เสียเสื้อผ้าไปอีกชุด กลับไปต้องหาผู้หญิงระบายอารมณ์หน่อยแล้ว"
ชายร่างผอมเช็ดมีดกับเสื้อของศพก่อนจะเก็บเข้าที่แล้วเดินตามชายรอยสักไป
คนอื่นๆ รีบเก็บข้าวของแล้วเดินตาม พร้อมกับพูดคุยกันอย่างออกรสว่ามีย่านโคมแดงในฐานที่มั่นไหนบ้างที่มีผู้หญิงสวยๆ มาใหม่
ไม่มีใครสังเกตเห็นเลยว่า จี้หยกที่ถูกโยนทิ้งไว้บนศพค่อยๆ เปล่งแสงจางๆ ออกมา แสงนั้นสว่างขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งกลืนกินร่างของโจวหยางเข้าไปทั้งตัว
"แค่ก! แค่ก!"
โจวหยางสะดุ้งตื่นเพราะความกระหาย ลำคอของเขาแห้งผากราวกับถูกมีดขูด ทรมานจนต้องตื่นจากภวังค์
เขาลืมตาขึ้นครึ่งๆ กลางๆ พยายามสำรวจร่างกายตามสัญชาตญาณ แต่กลับไม่พบร่องรอยบาดแผลหรือความเจ็บปวดใดๆ ดวงตาของโจวหยางเบิกกว้างด้วยความตกใจเมื่อสติสัมปชัญญะกลับมาครบถ้วน
เขาตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ?
เขาถูกพวกโจรชั่วแทงนับสิบแผลจนตายนี่นา?
ทำไมถึงไม่เจ็บ แล้วแผลหายไปไหนหมด?
โจวหยางดีดตัวลุกขึ้นจากเตียง จ้องมองเพดานลายท้องฟ้าจำลองที่คุ้นเคยแต่ก็ดูแปลกตาเบื้องบนอย่างเหม่อลอย หัวใจเต้นรัวราวกับมีพายุโหมกระหน่ำอยู่ภายใน
นี่มันห้องของเขาไม่ใช่เหรอ?
เพดานลายท้องฟ้านี้ แม่ของเขาเป็นคนออกแบบให้เป็นพิเศษ มีเพียงหนึ่งเดียวในโลก ไม่มีทางจำผิดแน่นอน!
โจวหยางมองไปรอบๆ อย่างงุนงง สมองยังประมวลผลไม่ทัน
มือของเขาคลำไปข้างตัวโดยไม่รู้ตัว ปลายนิ้วสัมผัสได้ถึงความเย็นเยียบ เมื่อก้มลงมอง ก็พบว่าเป็นจี้หยกรูปยันต์หยินหยางที่แม่ให้ไว้ ซึ่งควรจะถูกขโมยไปแล้ว
แต่วินาทีนี้ มันกลับวางอยู่อย่างสงบข้างหมอน
เขาหยิบจี้หยกขึ้นมาคล้องคออย่างทะนุถนอม แล้วคว้าโทรศัพท์บนโต๊ะข้างเตียงเพื่อดูเวลา
ตี 4:19 น. วันที่ 5 เมษายน 2030 — วันเชงเม้ง
เหลือเวลาอีกสามเดือนเต็มๆ ก่อนถึงวันสิ้นโลกที่เขาจำได้แม่น
นี่เขา... ย้อนเวลากลับมาเกิดใหม่เหรอ?
โจวหยางยังไม่แน่ใจกับสถานการณ์ตรงหน้า
เรื่องการย้อนเวลามันดูเหลือเชื่อเกินไปหน่อย... แล้วเขาย้อนกลับมาได้ยังไง? เขาไม่ได้มีสกิลโกงหรือระบบวิเศษเหมือนในนิยายสักหน่อย
จะเป็นเพราะบรรพบุรุษแสดงอิทธิฤทธิ์? หรือพ่อแม่บนสวรรค์คุ้มครอง?
คงไม่ใช่เพราะไอ้หยกเฮงซวยบนคอนี่หรอกนะ? ฮ่าๆๆ... เฮ้อ หรือว่าเขาแค่ฝันร้ายไปเอง
เพียงแต่ว่าฝันนั้นมันช่างสมจริงเหลือเกิน
วันสิ้นโลกมาเยือน โลกทั้งใบจมดิ่งสู่ความมืดมิดและความสิ้นหวัง เมืองที่เคยเจริญรุ่งเรืองและคึกคักกลายเป็นสวนสนุกของเหล่าซอมบี้ ซากปรักหักพังและความเสียหายกระจายไปทั่วทุกหัวระแหง ทุกหนแห่งอบอวลไปด้วยกลิ่นอายของความตายและความเน่าเฟะ ราวกับจะบอกเล่าจุดจบของอารยธรรมมนุษย์
ที่น่าขนลุกยิ่งกว่าคือ ผู้คนที่ควรจะตายไปแล้วกลับ "ฟื้นคืนชีพ" ขึ้นมาในสภาพที่น่าสยดสยอง ใบหน้าบิดเบี้ยว ร่างกายเน่าเปื่อย กลายเป็นซอมบี้ที่กัดกินคนเป็น พวกมันไล่ล่าและกัดกินมนุษย์ที่ยังรอดชีวิตอย่างบ้าคลั่ง
ภาพของซอมบี้และฉากนองเลือดชวนคลื่นไส้ยังคงฉายชัดในหัว ภาพความโหดร้ายและความหวาดกลัวที่ฝังลึกถึงกระดูกดำยังคงตามหลอกหลอนจิตใจ ไม่จางหายไปง่ายๆ
ไหนๆ ก็ข่มตานอนไม่หลับแล้ว โจวหยางจึงลุกขึ้นเปิดคอมพิวเตอร์ และเริ่มบันทึกเหตุการณ์สำคัญที่เกิดขึ้นในความทรงจำก่อนที่เขาจะตายในยุควันสิ้นโลกทีละเรื่อง
ไม่ว่าจะเป็นความฝันหรือความจริง เขาจะจดบันทึกไว้ก่อน ถ้าเป็นเรื่องจริง เขาจะได้เตรียมตัวรับมือได้ทันท่วงที
ทว่า คำตอบกำลังจะถูกเฉลยในไม่ช้า
เขาจำได้แม่นว่าในวันเชงเม้งของความฝันนั้น—ซึ่งก็คือวันนี้—มีเหตุการณ์สะเทือนขวัญเกิดขึ้นในเมือง S
เช้าวันนี้ เวลา 7:00 น. หญิงชราวัยหกสิบกว่าปีผู้โดดเดี่ยว เรียกร้องความยุติธรรมให้ครอบครัวที่ล่วงลับ เธอไปที่บ้านของทายาทเศรษฐีรุ่นสอง ผู้ซึ่งขับรถชนลูกชายของเธอและครอบครัวรวมสามชีวิตจนเสียชีวิต แต่กลับให้คนขับรถรับผิดแทน สุดท้ายจ่ายเงินเพียงไม่กี่แสนก็ลอยนวล หญิงชราจึงตัดสินใจจุดไฟเผาตัวเองตายที่นั่น
เพียงชั่วโมงกว่าๆ หลังเกิดเหตุ ข่าวนี้ก็พุ่งขึ้นสู่อันดับหนึ่งของหน้าข่าวสังคมและเว็บไซต์หลักทุกแห่ง ดึงดูดความสนใจของทุกคน จนทำให้เบื้องบนต้องลงมาตรวจสอบคดีใหม่ ท้ายที่สุดทายาทเศรษฐีคนนั้นก็ถูกตัดสินจำคุกสิบปี แต่ครอบครัวทั้งสี่ชีวิตที่จากไปไม่มีวันหวนกลับคืนมา
เขาเขียนเพลินจนไม่รู้ตัวว่าฟ้าสางแล้ว เอกสารบันทึกยาวเหยียดกว่าสิบหน้า
เมื่อเขาพิมพ์ย่อหน้าสุดท้ายเกี่ยวกับความตายอันน่าอนาถของตัวเองพร้อมกับถอนหายใจและกดบันทึก เขาก็พบว่าข้างนอกสว่างจ้าแล้ว
โจวหยางทำสำเนาไฟล์ใส่มือถือ จากนั้นก็นวดต้นคอที่แข็งเกร็ง บิดขี้เกียจ แล้วลุกขึ้นยืน
เมื่อรู้สึกถึงความว่างเปล่าในกระเพาะ โจวหยางจึงไปล้างหน้าแปรงฟัน แล้วเดินเข้าครัวเพื่อหาอะไรกินทำมื้อเช้า
เมื่อเดินเข้าไปในครัวและมองดูเครื่องครัวที่คุ้นเคยแต่ก็ดูห่างเหิน โจวหยางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ของพวกนี้ควรเป็นสิ่งที่คุ้นเคยที่สุด แต่กลับรู้สึกเหมือนไม่ได้ใช้งานมานานหลายปี เหมือนกับตัวเขาในความทรงจำที่ไม่ได้แตะเครื่องครัวมากว่าสามปีแล้ว... เขาส่ายหัวไล่ความคิดฟุ้งซ่าน ก่อนจะเปิดตู้เย็น หยิบขนมปังแผ่นมารองท้องก่อน จากนั้นสำรวจวัตถุดิบข้างใน เขาหยิบไข่ไก่สองฟอง มะเขือเทศสองลูก และผักใบเขียวอีกกำมือ ออกมาพร้อมกับบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปห่อเล็กจากตู้เก็บของ
เขากวางแผนจะทำบะหมี่น้ำมะเขือเทศใส่ไข่
ตั้งแต่พ่อแม่เสียชีวิตกะทันหันตอนเขาอายุสิบเจ็ด เขาก็เริ่มหัดทำงานบ้านด้วยตัวเอง จนตอนนี้เขาชำนาญทั้งเรื่องซักผ้าและทำอาหาร
แม้จะมีญาติโผล่มาขอรับเลี้ยงดูบ้าง แต่เขาก็ปฏิเสธไปทั้งหมด เพราะเดิมทีก็ไม่ได้สนิทสนมกันอยู่แล้ว แถมจุดประสงค์ที่อยากรับเลี้ยงก็ดูออกชัดเจนเกินไป อีกอย่าง อีกแค่ปีเดียวเขาก็จะบรรลุนิติภาวะแล้ว จึงไม่มีความจำเป็นต้องไปอยู่กับใคร
เขาเริ่มปรุงซอสไข่มะเขือเทศก่อน จากนั้นตั้งหม้อต้มเส้นบะหมี่ พอเส้นสุกได้ที่ก็เทน้ำออกแล้วล้างด้วยน้ำเย็น ราดซอสไข่มะเขือเทศลงไป โรยต้นหอมซอยปิดท้าย
บะหมี่น้ำมะเขือเทศใส่ไข่ร้อนๆ พร้อมเสิร์ฟ
ทันทีที่ยกชามมาวางบนโต๊ะอาหารและนั่งลง โจวหยางก็อดไม่ได้ที่จะคีบเส้นคำโตเข้าปาก ความร้อนของบะหมี่ไหลลงสู่กระเพาะ สร้างความอบอุ่นไปทั่วท้องทันที
อาจเป็นเพราะอิทธิพลจากความหิวโหยในฝัน ทำให้เขากินอย่างมูมมาม เพียงไม่กี่นาที บะหมี่ชามโตก็หมดเกลี้ยง
แต่เขายังไม่รู้สึกอิ่ม จึงต้องลุกไปทำอีกชาม คราวนี้เขาเน้นความรวดเร็วโดยใช้ซอสน้ำมันต้นหอมสำเร็จรูปทำบะหมี่คลุกน้ำมันต้นหอม และจัดการมันหมดภายในไม่กี่คำ
คราวนี้ ในที่สุดเขาก็อิ่มเสียที