- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ ราชันย์แพทย์
- บทที่ 39.หลินเสวี่ยโหรวหึงซะแล้ว
บทที่ 39.หลินเสวี่ยโหรวหึงซะแล้ว
บทที่ 39.หลินเสวี่ยโหรวหึงซะแล้ว
​"พ่อบุญธรรมเป็นคนรักษาสัจจะ ขอแค่ท่านรับปากเรื่องของใครไว้ ท่านก็จะไม่มีวันแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด เพราะงั้นนายก็แค่ทำตามที่ฉันบอกก็พอแล้ว"
​"ขอบคุณครับ ผมเข้าใจแล้ว"
​ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของซูเฉินกลับยิ่งรู้สึกว่าอาการป่วยของเจี่ยเฉียนเฉียนช่างแปลกประหลาดนัก
​ใครกันแน่? ที่ลง 'คำสาปเคราะห์กรรมสาวงาม' ใส่เด็กสาวผู้บริสุทธิ์อย่างเธอ?
​"หมอซู ฉันยังมีธุระต้องไปทำ ขอตัวก่อนนะ พรุ่งนี้ฉันจะมากวนใจนายใหม่นะจ๊ะ"
​อย่าเห็นว่าเสวี่ยรั่วปิงทำตัวเย็นชาและหยิ่งยโสกับคนอื่นเชียวนะ พออยู่ต่อหน้าซูเฉิน เธอกลับทำตัวราวกับติ่งสาวตัวน้อยๆ ไม่มีผิด
​ขณะที่พูด เธอยังเอื้อมมือมาลูบแก้มซูเฉินเบาๆ เป็นการหยอกเย้า
​ก่อนจะหมุนตัวเดินนวยนาดส่ายสะโพกจากไป
​ซูเฉินมองตามแผ่นหลังของเธอพลางขมวดคิ้วมุ่น
​นึกในใจว่า พลังหยินในตัวแม่หนูน้อยคนนี้น่าจะอุดมสมบูรณ์เอามากๆ
​ทว่า ความคิดนี้เพิ่งจะผุดขึ้นมาในหัว เขาก็รีบสลัดมันทิ้งไปทันที
​ถ้าเป็นกับหญิงหม้ายหรือสาวใหญ่แบบหลินเสวี่ยโหรว เขายังพอรับได้ เพราะนอกจากเขาจะได้พลังหยินมาเติมเต็มแล้ว เธอก็ยังได้รับการเติมเต็มความอ้างว้างเช่นกัน
​แต่กับเด็กสาวรุ่นราวคราวเดียวกันที่เปรียบเสมือนดอกไม้แรกแย้มแบบนี้ จะไปทำให้พวกเธอต้องบอบช้ำมันก็คงไม่ดีหรอก
​เว้นเสียแต่ว่า จะมีความรู้สึกดีๆ ให้กันจริงๆ และพร้อมจะรับผิดชอบมอบอนาคตที่ดีให้พวกเธอ นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
​แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้เขายังไม่อยากมีความรักสักเท่าไหร่
​"มองอะไรอยู่ยะ? ถ้าชอบก็ไปตามจีบสิ!"
​ขณะที่ซูเฉินกำลังยืนเหม่อมองแผ่นหลังของเสวี่ยรั่วปิงอยู่นั้น จู่ๆ ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้นข้างหู
​เมื่อหันไปมอง เขาถึงเพิ่งสังเกตเห็นว่าหลินเสวี่ยโหรวมายืนอยู่ข้างกายตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้
​วันนี้เธอยังคงสวมชุดสูทสีขาวครีมทับเสื้อเชิ้ตสีชมพูอ่อนไว้ด้านในเช่นเคย
​ดูทั้งภูมิฐานและเซ็กซี่เย้ายวนในเวลาเดียวกัน
​บวกกับการแต่งหน้าอ่อนๆ ที่ดูเป็นธรรมชาติ ยิ่งทำให้ซูเฉินมองแล้วถึงกับใจเต้นตึกตัก
​"ก็แค่เพื่อนธรรมดาน่ะครับ" ซูเฉินรีบแก้ตัวเป็นพัลวัน
​"ฉันว่าไม่ค่อยเหมือนเพื่อนธรรมดาสักเท่าไหร่นะ เมื่อกี้ถึงเนื้อถึงตัวกันซะขนาดนั้น"
​หลินเสวี่ยโหรวนั่งกระสับกระส่ายอยู่ในห้องทำงาน รู้สึกผิดในใจที่สั่งลดขั้นซูเฉินให้มาเป็นภารโรง จึงแอบลงมาดูเขาเงียบๆ
​แต่คิดไม่ถึงเลยว่า จะมาแจ็คพอตเห็นผู้หญิงในชุดหนังสีดำกำลังเอื้อมมือลูบแก้มเขาเข้าพอดิบพอดี
​"ไม่ได้ถึงเนื้อถึงตัวสักหน่อยครับ พอดีมีเส้นผมติดอยู่บนไหล่ผม เธอก็เลยช่วยหยิบออกให้ต่างหาก"
​ซูเฉินหน้าแดงเถือก รีบอธิบายลิ้นพันกัน
​"ฉันก็ไม่ได้เป็นเมีย หรือเป็นแฟนนายสักหน่อย นายอยากจะไปจิ๊จ๊ะหยอกล้อกับใครมันก็เรื่องของนาย ฉันขี้เกียจไปยุ่ง"
​ปากก็พูดไปอย่างนั้น แต่ในใจของหลินเสวี่ยโหรวกลับหงุดหงิดจนแทบคลั่ง
​ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย กล้าไปยืนพลอตรักกับผู้หญิงคนอื่นกลางที่สาธารณะแบบนี้ได้ยังไง
​"พี่สาวคนสวย หึงผมเหรอครับ? วางใจเถอะน่า ในใจผมมีแค่คุณคนเดียว ผมไม่มีทางไปวอกแวกกับผู้หญิงคนอื่นแน่นอน"
​ใบหน้าของหลินเสวี่ยโหรวแดงซ่านขึ้นมาทันที เธอปรายตามองเขาอย่างลุกลี้ลุกลน ก่อนจะกระซิบเสียงแผ่วว่า "อยากตายหรือไงฮะ? ที่นี่มันที่ไหน เลิกพูดจาแทะโลมฉันได้แล้ว"
​"ผมไม่ได้แทะโลมสักหน่อย เอาเป็นว่าคืนนี้ผมพาคุณไปที่ไหนสักแห่งดีไหมครับ เราจะได้ไป... สานต่อความสัมพันธ์กันไง"
​หลังจากมีอะไรกันครั้งที่สอง ซูเฉินก็สัมผัสได้ว่าหลินเสวี่ยโหรวเริ่มมีความสุขเมื่ออยู่กับเขาแล้ว
​ดังนั้นเขาจึงไม่อยากอ้อมค้อม มีอะไรก็พูดกันตรงๆ เพราะตอนนี้เขากำลังต้องการพลังหยินอย่างมาก
​แม้ว่าเมื่อคืนจะดูดซับพลังหยินมาได้ไม่น้อย แต่พอมาปะทะกับหยวนหู่ในวันนี้ แม้จะสู้กันไม่ถึงนาที ทว่าพลังหยินกลับถูกผลาญไปถึงสี่ห้าส่วน
​ด้วยพลังหยินที่เหลืออยู่ในตัวตอนนี้ ยังไม่เพียงพอที่จะถอน 'คำสาปเคราะห์กรรมสาวงาม' ให้กับเจี่ยเฉียนเฉียนได้
​"ไสหัวไปเลยนะ วันนี้ ‘วันแดงเดือด’ ฉันมา"
​"อ้าว เมื่อวานยังดีๆ อยู่เลย ทำไมบทจะมาก็มาดื้อๆ แบบนี้ล่ะครับ?"
​หลินเสวี่ยโหรวแทบอยากจะเตะไอ้เด็กนี่ให้ตายคาเท้า แต่เพราะตรงหน้าประตูมีพยาบาล หมอ และคนไข้เดินขวักไขว่ไปมา เธอจึงไม่กล้าทำแบบนั้น
​ได้แต่กระซิบตอบเสียงขุ่นว่า "นี่นายเป็นหมอประสาอะไรฮะ? กินยาคุมฉุกเฉินเข้าไป เมนส์มันก็ต้องมาสิยะ"
​ซูเฉินถึงกับบางอ้อทันที
​"อ้อ ที่แท้ก็เป็นแบบนี้นี่เอง งั้น... งั้นคุณก็ดูแลรักษาสุขภาพตัวเองดีๆ นะครับ อย่ากินของเย็นล่ะ ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆ นะ"
​"คิดว่าน้ำอุ่นเป็นยารักษาโรคครอบจักรวาลหรือไง? เรื่องของฉันนายไม่ต้องมายุ่งหรอก เอาเวลาไปคิดหาวิธีจีบสาวเถอะ ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ฉันว่านายคงโดนไล่ออกจากโรงพยาบาลประจำเมืองเข้าสักวันแน่"
​ซูเฉินเบ้ปาก
​"มีพี่สาวคนสวยของผมอยู่ทั้งคน ใครมันจะกล้าไล่ผมออกล่ะครับ ผมรู้ว่าคุณคอยคุ้มกะลาหัวผมอยู่นี่นา"
​สีหน้าของหลินเสวี่ยโหรวดูอ่อนโยนลงเล็กน้อย
​"รู้ก็ดีแล้ว ฉันได้ยินคนเขาพูดกันว่า สองพ่อลูกตระกูลเฉินกำลังจ้องจะเล่นงานนายอยู่ช่วงนี้ ส่วนจะใช้วิธีไหนนั้นฉันก็ไม่รู้หรอกนะ เอาเป็นว่านายต้องระวังตัวให้ดีๆ ล่ะ ถ้าจวนตัวจริงๆ ฉันจะอนุมัติให้นายลาหยุดสักสองสามวันเพื่อกลับไปหลบภัยก่อน"
​ซูเฉินส่ายหัวดิกราวกับป๋องแป๋ง
​"ผมไม่ไปไหนหรอกครับ ผมเป็นห่วงคุณ สามีคุณน่ะไม่ใช่คนดีอะไรเลย ถ้าขืนเขาจ้างคนมารังแกคุณ หรือบังคับให้คุณไปนอนกับลูกค้าอีก มันจะยุ่งเอานะครับ"
​ไอ้ตัวแสบพูดจบ ก็ขยับปากเข้าไปใกล้หูหลินเสวี่ยโหรวแล้วกระซิบต่อว่า "คุณเป็นผู้หญิงของผม ใครหน้าไหนก็ห้ามมารังแกคุณทั้งนั้น"
​หัวใจของหลินเสวี่ยโหรวอบอุ่นซาบซ่านขึ้นมาทันที
​เมื่อเห็นว่าไม่มีใครสังเกต เธอก็แอบหยิกหมับเข้าที่เอวเขาอย่างหมั่นเขี้ยว
​"ไปให้พ้นเลยนะ ฉันเป็นลูกสาวของพ่อแม่ฉันต่างหาก ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนายสักหน่อย"
​หลินเสวี่ยโหรวหมุนตัวเดินจากไป ในใจแอบรู้สึกหวั่นไหวและอ่อนโยนขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก เธออดไม่ได้ที่จะเอาซูเฉินไปเปรียบเทียบกับเหอเฟิง ผู้เป็นสามีของตน
​เธอถอนหายใจออกมาเบาๆ นึกค่อนขอดในใจว่าไอ้เด็กร้ายกาจคนนี้ มัวไปมุดหัวอยู่ที่ไหนมาตั้งนานนะ?
​เสียดายที่มาเจอกันช้าไป
​เมื่อเดินมาถึงหน้าลิฟต์ เธอก็แกล้งทำเป็นเสยผมแล้วหันกลับไปมองแวบหนึ่ง ก็เห็นซูเฉินเดินหิ้วถังน้ำกับไม้ถูพื้นไปอีกทางหนึ่งอย่างหงอยเหงา
​หมอที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมขนาดนี้ กลับต้องมาทำหน้าที่ภารโรง มันช่างน่าลำบากใจสำหรับเขาจริงๆ
​แต่มันก็ช่วยไม่ได้ บางทีนี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องเขาในตอนนี้ก็ได้
​ซูเฉินก้มหน้าก้มตาทำงานงกๆ ตลอดทั้งบ่ายจนปวดเมื่อยไปทั้งไหล่
​หลังเลิกงาน เขาถอดชุดยูนิฟอร์มพนักงานทำความสะอาดออก แล้วเดินมาที่หน้าประตูโรงพยาบาลประจำเมือง
​รถของไต้เหยาก็จอดรอเขาอยู่ตรงนั้นนานแล้ว
​เมื่อเปิดประตูฝั่งที่นั่งข้างคนขับ กลิ่นหอมอ่อนๆ ก็ลอยมาแตะจมูก
​วันนี้ไต้เหยาสวมชุดกี่เพ้าสีฟ้าคราม ปักลวดลายดอกไม้สีน้ำเงินเข้มสลับขาว
​ชายกระโปรงแหวกสูงเผยให้เห็นเรียวขาขาวเนียนไปกว่าครึ่ง สวมทับด้วยถุงน่องสีเนื้อที่สะท้อนแสงนวลตา
​วันนี้เธอไม่ได้เกล้าผมขึ้น แต่ปล่อยผมดัดลอนสลวยสยายเต็มแผ่นหลัง ดูเป็นสาวทรงเสน่ห์เย้ายวนใจสุดๆ
​ริมฝีปากแต้มลิปสติกสีระเรื่อ แต่งหน้าอย่างประณีตงดงามไร้ที่ติ
​ทว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ได้ขับรถพาซูเฉินกลับไปที่บ้านของเธอ แต่กลับพามาที่คฤหาสน์หลังหนึ่งในเขตชานเมืองแทน
​เมื่อรถจอดสนิท ไต้เหยาก็เอ่ยขึ้นด้วยใบหน้าที่เริ่มซับสีเลือดฝาดว่า "หมอซู คฤหาสน์หลังนี้ฉันซื้อทิ้งไว้ตั้งแต่สิบกว่าปีก่อนแล้วค่ะ ไม่เคยได้มาอยู่เลย จู่ๆ วันนี้ก็นึกขึ้นได้ เลยอยากแวะมาดูสักหน่อย"
​ซูเฉินอดรำพึงในใจไม่ได้ว่า คนรวยก็คือคนรวยอยู่วันยังค่ำ ซื้อคฤหาสน์ทิ้งไว้สิบกว่าปีแต่ไม่เคยมาอยู่ แล้วจะซื้อมาทำแป๊ะอะไรวะเนี่ย
​ทั้งสองคนไขกุญแจเปิดประตูเข้าไป ภายในคฤหาสน์ไม่ได้ตกแต่งหรูหราฟู่ฟ่าอะไรนัก แต่ดูเรียบหรูและสะอาดสะอ้านตา
​เมื่อก้าวพ้นประตูเข้ามา ไต้เหยาก็ค่อยๆ ปิดประตูลงอย่างเบามือ ก่อนจะกดล็อกกลอนจากด้านใน
​เธอช้อนสายตาหวานฉ่ำขึ้นมองซูเฉินพลางเอ่ยถามว่า "หมอซูคะ คุณบอกฉันมาตามตรงนะ พลังหยินในตัวคุณตอนนี้เพียงพอหรือเปล่า? คุณจะช่วยถอนคำสาปให้ลูกสาวฉันได้ไหมคะ?"
​ถ้าผู้หญิงคนนี้ถามเขาตั้งแต่เมื่อเช้า ซูเฉินคงตบหน้าอกรับประกันเป็นมั่นเป็นเหมาะไปแล้ว
​แต่หลังจากที่ไปฟาดปากกับหยวนหู่เมื่อตอนกลางวัน พลังหยินในตัวเขาก็ถูกสูบไปแทบจะหมดเกลี้ยง แถมหลินเสวี่ยโหรวดันมีประจำเดือนมาซะอีก
​ตอนนี้พลังหยินของเขาเหลือน้อยนิดเต็มที การจะถอนเคล็ดสาปให้เจี่ยเฉียนเฉียน จึงเป็นเรื่องที่ดูจะตึงมือไปสักหน่อย
​"คุณนายไต้ ไม่ปิดบังเลยนะครับ การจะถอน 'คำสาปเคราะห์กรรมสาวงาม' ให้ลูกสาวคุณ ตอนนี้ผมยังขาดพลังหยินอยู่อีกมากเลยครับ"
​ใบหน้าของไต้เหยาแดงซ่านยิ่งกว่าเดิม แววตาของเธอทอประกายหวานหยดย้อย
​"ไม่เป็นไรค่ะ มีฉันอยู่ทั้งคน ฉันจะทนดูทนเห็นลูกสาวตัวเองต้องทนทุกข์ทรมานจากไอ้คำสาปนั่นได้ยังไง ตอนนี้เพิ่งจะหกโมงเย็น เรายังมีเวลาอีกตั้งสองชั่วโมง ฉันจะทำให้คุณกลับมาฟิตปั๋งและมีพลังหยินเต็มเปี่ยมอีกครั้งให้ได้ค่ะ"
​"คุณนายไต้ ทะ...ทำแบบนี้มันจะดีเหรอครับ?" ซูเฉินเริ่มทำตัวไม่ถูก
​"วันนี้สามีฉันเดินทางกลับมาแล้วค่ะ ถ้าคืนนี้ฉันไม่ช่วยเพิ่มพลังหยินให้คุณ พรุ่งนี้เราก็คงไม่มีโอกาสแบบนี้อีกแล้วล่ะ ​มาเริ่มกันเลยเถอะค่ะ"
​พูดจบ ไต้เหยาก็ก้มหน้าลง เอื้อมมือไปรูดซิปชุดกี่เพ้าของเธอลงมา...