- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ ราชันย์แพทย์
- บทที่ 29.การมาเยือนของเสวี่ยรั่วปิง
บทที่ 29.การมาเยือนของเสวี่ยรั่วปิง
​บทที่ 29.การมาเยือนของเสวี่ยรั่วปิง
​ห้องพักผู้ป่วย
​เฉินตงนั่งก้มหน้าอยู่บนเตียง ใบหน้าหมองคล้ำ แววตาเต็มไปด้วยความพยาบาทอาฆาต
​เมื่อรู้ข่าวร้ายว่าลูกอัณฑะอีกข้างที่เหลือก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ เขาก็ตกอยู่ในความสิ้นหวังดำดิ่งสู่หุบเหว
​เซี่ยนาประคองถ้วยโจ๊กหมูไข่เยี่ยวม้าเดินเข้ามาใกล้
​“ที่รัก... ทานอะไรหน่อยนะคะ เดี๋ยวฉันป้อนให้”
​เธอตักโจ๊กขึ้นมาหนึ่งช้อน เป่าเบาๆ แล้วยื่นไปจ่อที่ปากของเฉินตง
​เฉินตงปัดมือออกอย่างแรง เพล้ง! ถ้วยโจ๊กตกลงพื้นแตกกระจาย โจ๊กหกเลอะเทอะเต็มพื้น
​“นังตัวซวย! แกมันตัวหายนะ! ถ้าไม่ใช่เพราะแก ฉันคงไม่ตกอยู่ในสภาพนี้หรอก!”
​“ที่รัก... อย่าโทษฉันเลยนะคะ ฉันรักและหวังดีกับคุณจริงๆ นะคะ... ฮือๆ”
​เซี่ยนาทำตาแดงๆ บีบน้ำตาอย่างน่าสงสาร แล้วก้มลงเก็บเศษถ้วยที่แตกบนพื้น
​“ไสหัวไป! ไปให้พ้นหน้าฉัน! ฉันไม่อยากเห็นหน้าแก!”
​ประตูห้องเปิดออก
​เฉินผิงเย่าสวมหมวกแก๊ปเดินเข้ามา
​“เฉินตง! เป็นบ้าอะไรอีก? แกตกอยู่ในสภาพนี้ เซี่ยนาเขายังไม่ทิ้งแก คอยดูแลแกไม่ห่าง แกควรจะขอบใจเขาถึงจะถูก”
​“จำใส่สมองไว้... คนที่ทำให้แกเป็นแบบนี้คือไอ้ซูเฉิน ไม่เกี่ยวกับเซี่ยนาเลยสักนิด”
​“ถ้าแกกล้าตะคอกใส่หนูเซี่ยนาอีก ฉันจะตบแกให้ดู!”
​เห็นลูกชายไม่ได้ดั่งใจ เฉินผิงเย่าก็โมโหจนควันออกหู
​“พ่อ... หน้าพ่อไปโดนอะไรมา?”
​“จะโดนอะไรอีกล่ะ! ก็ไอ้ระยำซูเฉินนั่นแหละ ที่ทำให้พ่อมีสภาพแบบนี้!”
​ตอนนี้ความแค้นที่เฉินผิงเย่ามีต่อซูเฉินพุ่งทะลุปรอท อยากจะบดกระดูกดื่มเลือดมันให้สาสม
​เฉินตงกัดฟันกรอด พูดเสียงลอดไรฟัน “พ่อ... พ่อปล่อยให้ผมจัดการไอ้ซูเฉินเถอะ บ้านเราเงินเหลือใช้ ผมยอมจ่ายสักล้านสองล้าน จ้างคนไปอุ้มมันฆ่าทิ้งซะ ให้มันหายสาบสูญไปจากโลกนี้เลย”
​เฉินผิงเย่ารีบเอามือปิดปากลูกชาย
​“ไอ้ลูกบ้า! พูดอะไรระวังปากหน่อย! นี่มันยุคไหนแล้ว กฎหมายบ้านเมืองเข้มงวด... ห้ามพูดจาพล่อยๆ แบบนี้อีก”
​“เรื่องจัดการไอ้ซูเฉิน ปล่อยเป็นหน้าที่พ่อเอง พ่อไม่มีทางปล่อยมันไว้แน่”
​เฉินตงส่ายหน้ายิ้มขื่น “พ่อจะมีปัญญาทำอะไรมันได้?”
​“ภายในหนึ่งอาทิตย์... พ่อจะทำให้มันบ้านแตกสาแหรกขาด ไม่เหลือที่ยืนในสังคม!”
​“ก็ได้ครับ... ผมจะรอดูฝีมือพ่อ แต่ถ้าพ่อทำไม่ได้ ผมจะหาทางจัดการมันเอง ผมไม่ยอมปล่อยมันไปแน่”
​เฉินผิงเย่านั่งลงข้างเตียง น้ำเสียงอ่อนลง
​“แกจำคำพ่อไว้... เซี่ยนาเขารักแกจริง อย่าทำให้เขาเสียใจ”
​“ผู้หญิงดีๆ แบบนี้ ถ้าหลุดมือไป แกจะหาที่ไหนไม่ได้อีกแล้ว”
​เฉินตงพยักหน้ารับคำส่งๆ “ครับพ่อ... ผมรู้แล้ว”
​......
​ซูเฉินล้วง 'ยาคุมฉุกเฉิน' สองเม็ดใส่กระเป๋า เดินแกว่งแขนไปมาอย่างสบายอารมณ์ ทั้งที่ยังไม่ได้สวมชุดกาวน์ ตรงดิ่งไปที่ห้องทำงานของหลินเสวี่ยโหรว
​เขาผลักประตูเข้าไป เห็นหลินเสวี่ยโหรวกำลังนั่งเซ็นเอกสารอยู่ที่โต๊ะทำงานตัวใหญ่
​เธอสวมชุดกาวน์ทับชุดทำงาน ผมเกล้าขึ้นเป็นมวยดูเรียบร้อยสง่างาม ใบหน้ายังคงแดงระเรื่อเล็กน้อย แต่แววตาฉายแววอิดโรย
​คงเป็นเพราะเมื่อคืนไม่ได้นอนทั้งคืนนั่นแหละ
​“ยาที่ฝากซื้...”
​ทันทีที่เห็นซูเฉิน หลินเสวี่ยโหรววางปากกาลง แล้วเอ่ยปากถาม
​แต่ยังพูดไม่ทันจบประโยค ซูเฉินก็รีบยกนิ้วชี้ขึ้นแตะริมฝีปาก ทำท่าจุ๊ๆ “ชู่ววว!” ห้ามไม่ให้เธอพูดต่อ
​หลินเสวี่ยโหรวขมวดคิ้ว มองหน้าเขาอย่างงุนงง
​ซูเฉินทำจมูกฟุดฟิดเหมือนสุนัขดมกลิ่น
​เขาได้กลิ่นอายของเฉินผิงเย่าจางๆ ลอยอยู่ในห้องนี้
​พร้อมกันนั้น สายตาอันเฉียบคมของเขาก็กวาดมองไปรอบห้อง แล้วก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดทันที
​เขาส่งสายตาบอกใบ้ให้หลินเสวี่ยโหรว แล้วเดินนำออกไปจากห้องทำงาน
​หลินเสวี่ยโหรวมึนงงไปหมด ไม่เข้าใจว่าหมอนี่จะเล่นลูกไม้ตลกอะไรอีก
​แต่เธอก็ยอมลุกเดินตามเขาออกไป
​“ซูเฉิน... นี่มันโรงพยาบาลนะ อย่ามาเล่นบ้าๆ แถวนี้นะ”
​พอออกมาด้านนอก หลินเสวี่ยโหรวยืนพิงกำแพงตรงมุมตึก แล้วกระซิบดุเบาๆ
​“เมื่อเช้านี้ เฉินผิงเย่าเข้ามาหาพี่หรือเปล่า?”
​“เปล่านี่... ถามทำไม?” หลินเสวี่ยโหรวมองหน้าเขาด้วยความสงสัย
​“เมื่อคืน... ไอ้เฉินผิงเย่าแอบเข้ามาติดกล้องในห้องทำงานพี่”
​“เมื่อกี้ผมเช็คดูแล้ว... ที่โคนต้นกล้วยไม้ตรงระเบียงมีกล้องจิ๋วซ่อนอยู่หนึ่งตัว”
​“บนหลังตู้หนังสือ มุมซ้ายบนสุด ก็มีอีกตัว”
​“แล้วถ้าผมเดาไม่ผิด... ในห้องพักผ่อนส่วนตัวของพี่ ก็น่าจะมีอีกตัวเหมือนกัน”
​หลินเสวี่ยโหรวตกตะลึงจนอ้าปากค้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง
​“พูดเป็นเล่นน่า... นายแค่ยืนอยู่หน้าประตูแป๊บเดียว จะไปมองเห็นของพวกนั้นได้ยังไง?”
​“ผมเห็นจริงๆ ครับ... เชื่อผมเถอะ”
​“ไอ้แก่โรคจิตนั่น! มันจะติดกล้องในห้องทำงานฉันทำไม?”
​“ก็เพื่อเล่นงานเราสองคนไงครับ... มันเห็นพิรุธของเรา มันเลยอยากจะถ่ายคลิปตอนเราอยู่ด้วยกัน”
​“มันร่วมมือกับผัวพี่ แล้วก็ไอ้หวังเทา... เมื่อวานพวกมันจับเราไม่ได้ วันนี้มันเลยไม่ยอมรามือ”
​พอได้ฟังคำอธิบาย หลินเสวี่ยโหรวก็โกรธจนตัวสั่น หน้าซีดเผือด
​“ไอ้แก่สารเลว! เลวระยำจริงๆ! โชคดีนะที่นายตาไวมองเห็นก่อน ไม่อย่างนั้นถ้าโดนถ่ายคลิปไปจริงๆ ฉันคงแย่แน่”
​ซูเฉินยักไหล่ แสร้งทำหน้าเสียดาย
​“น่าเสียดายจัง... ถ้าไม่มีกล้องพวกนั้น เราคงได้จูจี๋กันในห้องทำงานบ้างแล้ว”
​หลินเสวี่ยโหรวหยิกเอวเขาเต็มแรง หมับ!
​“โอ๊ย!”
​“ไอ้บ้าซู! เวลาหน้าสิ่วหน้าขวานยังจะมาหื่นกามอีก! ทำยังไงดี? แจ้งตำรวจดีไหม?”
​“อย่าเพิ่งแจ้งเลยครับ... ช่วงนี้ผมจะไม่เข้ามาหาพี่ในห้องทำงาน ถ้าพี่คิดถึงผมจริงๆ เราค่อยแอบไปเปิดห้องข้างนอกกัน... แบบนั้นมันก็ถ่ายไม่ได้แล้ว”
​“ถ้ามันถ่ายคลิปไม่ได้ ก็เท่ากับเป็นหลักฐานยืนยันความบริสุทธิ์ของเราไปในตัวไงล่ะครับ”
​หลินเสวี่ยโหรวทั้งขำทั้งโมโหกับตรรกะของเขา
​“แล้วจะให้ฉันทำยังไง? แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นว่ามีกล้องอยู่เหรอ?”
​“ใช่ครับ... ทำตัวตามปกติไปเลย แกล้งโง่ไปก่อน”
​“ก็ได้... ฉันจะทำตามที่นายบอก... นายเพิ่งได้บรรจุ รีบไปทำงานที่แผนกเถอะ”
​หลินเสวี่ยโหรวรู้สึกสับสนในใจ
​เมื่อคืนที่ได้ใช้เวลาร่วมกับซูเฉิน ทำให้เธอยิ่งมั่นใจว่า... ชาตินี้เธอคงขาดเขาไม่ได้เสียแล้ว
​แต่ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีก็คอยตอกย้ำว่า เธอมีสามีแล้ว สิ่งที่ทำลงไปมันผิดศีลธรรมและน่าละอาย
​“ครับผม... ผมไปทำงานล่ะนะ อ้อ... พี่ระวังตัวด้วยนะ เวลาเข้าห้องพักผ่อนอย่าเผลอถอดเสื้อผ้าล่ะ ผมไม่อยากให้ไอ้แก่เฉินผิงเย่าเห็นเรือนร่างของพี่... ของดีๆ แบบนั้นผมขอเก็บไว้ดูคนเดียว”
​หลินเสวี่ยโหรวกัดริมฝีปากแน่น “รู้แล้วน่า... ช่วงนี้ฉันจะไม่เข้าไปนอนพักในนั้นหรอก ถ้าง่วงก็นั่งฟุบโต๊ะเอา”
​“ดีมากครับ... เมียจ๋าของผมน่ารักที่สุด ไปทำงานล่ะนะ”
​“ไสหัวไปเลย! ใครเมียนายยะ?”
​……
​ซูเฉินเดินมาที่แผนกสูตินารีเวช ผอ.แผนกจัดห้องตรวจส่วนตัวให้เขาห้องหนึ่ง เขาจึงเริ่มนั่งประจำการ
​นั่งตบยุงอยู่ชั่วโมงกว่า... ไม่มีคนไข้หลงเข้ามาสักคน
​ซูเฉินเริ่มห่อเหี่ยว... เราออกจะเก่งเทพขนาดนี้ ทำไมไม่มีใครมาให้รักษาเลยฟระ?
​ขณะที่กำลังจะลุกขึ้นบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย ประตูห้องตรวจก็ถูกเปิดออก
​หญิงสาวคนหนึ่งเดินเข้ามา
​เธอดูอายุประมาณยี่สิบสองยี่สิบสาม สวมกางเกงหนังรัดรูปสีดำโชว์เรียวขาเพรียวยาว ท่อนบนสวมเสื้อยืดสีดำรัดรูปเปิดไหล่ข้างหนึ่ง เผยให้เห็นรอยสักรูปดอกกุหลาบสีน้ำเงินที่เนินอกขาวผ่อง
​ผมสีน้ำตาลแดงมัดรวบเป็นหางม้าสูง ใบหน้าสวยเฉี่ยวคมคาย แต่แฝงไว้ด้วยความเย็นชาดุจน้ำแข็ง
​บุคลิกของเธอดูโดดเด่นและอันตราย... เหมือนกุหลาบงามที่มีหนามแหลมคม
​ซูเฉินตาเป็นประกายวูบหนึ่ง... ผู้หญิงคนนี้โครงสร้างร่างกายไม่ธรรมดา
​เป็น 'ผู้ฝึกวรยุทธ์' ฝีมือฉกาจเสียด้วย
​“คนสวย... เป็นอะไรมาครับ? เชิญนั่งก่อน”
​ซูเฉินรู้ทันทีว่าเธอไม่ได้มาหาหมอ แต่ก็แกล้งทักทายตามมารยาท ผายมือเชิญให้นั่ง
​หญิงสาวปิดประตูห้อง แล้วยืนกอดอกจ้องหน้าซูเฉินนิ่ง ไม่ยอมนั่ง
​“หมอซู... ฉันไม่ได้มาหาหมอ และฉันก็ไม่ได้มาขายยาหรือขายเครื่องมือแพทย์ด้วย”
​“คนสวย... ผมเป็นหมอนะ ถ้าไม่ใช่เรื่องยาเรื่องโรค ก็คงคุยกันไม่รู้เรื่องหรอกมั้ง”
​หญิงสาวเดินมานั่งลงตรงข้ามซูเฉิน ไขว่ห้างกระดิกเท้า จ้องมองเขาด้วยสายตากดดัน
​“ฉันไม่ได้มาคุยเรื่องไร้สาระ... ฉันเอาเงินมาให้”
​เธอล้วงบัตรธนาคารออกมาจากกระเป๋ากางเกงหนัง แล้วโยนลงบนโต๊ะตรงหน้าซูเฉิน แปะ!
​“ในนี้มีเงินหนึ่งล้าน... รับไปซะ”