- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ ราชันย์แพทย์
- บทที่ 27.หากไร้ซึ่งความสำราญ ก็พาลจะเสียดายวัยเยาว์
บทที่ 27.หากไร้ซึ่งความสำราญ ก็พาลจะเสียดายวัยเยาว์
บทที่ 27.หากไร้ซึ่งความสำราญ ก็พาลจะเสียดายวัยเยาว์
​หลินเสวี่ยโหรวใช้ตะเกียบเคาะหน้าผากซูเฉินเบาๆ โป๊ก!
​“ไอ้เด็กบ้า... นึกว่าคนบ้านนอกจะใสซื่อ ที่ไหนได้ เจ้าเล่ห์เพทุบายนักนะเรา”
​“สารภาพมาซะดีๆ... ใช้วิธีนี้หลอกสาวขึ้นเตียงมากี่คนแล้วฮึ?”
​ซูเฉินได้แต่ยิ้มแห้งๆ พูดไม่ออก เดิมทีเขาตั้งใจจะโยงเข้าเรื่องการฝึก ‘เคล็ดวิชาเก้าอเวจีสวรรค์’ เพื่ออธิบายเหตุผลที่ต้องใกล้ชิดเธอ
​แต่ไม่นึกเลยว่าเธอจะเข้าใจผิด คิดว่าเขาขุดหลุมพรางล่อลวงเธอเรื่องบนเตียง
​ซูเฉินลูบหัวป้อยๆ ตรงที่โดนเคาะ แล้วเอ่ยแก้ตัว “ท่าน ผอ. ครับ... ผมพูดจริงๆ นะ พี่เป็นผู้หญิงคนแรกของผม ก่อนจะเจอพี่ ผมยังเป็นหนุ่มซิงอยู่เลย”
​“ใครจะไปเชื่อนายย่ะ? คบกับเซี่ยนามาตั้งห้าปี จะมาบอกว่ายังซิง... จะหลอกเด็กหรือไง?” หลินเสวี่ยโหรวทำหน้าไม่เชื่อถือ
​ซูเฉินขมวดคิ้วย้อนถาม
​“แล้วพี่ล่ะ... แต่งงานกับสามีมาตั้งสองปี พี่ยังเป็นสาวบริสุทธิ์อยู่ได้เลยนี่นา?”
​เจอประโยคนี้เข้าไป หลินเสวี่ยโหรวถึงกับพูดไม่ออก เธอหัวเราะขืนๆ แล้วยกแก้วไวน์ขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมด
​“เอาล่ะ... พอได้แล้ว คืนนี้นายต้องไปนะ เดี๋ยวฉันจะให้เงินติดตัวไปหาโรงแรมพัก... นายจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้”
​“ในเมื่อเหอเฟิงมันรู้พิกัดบ้านหลังนี้แล้ว ฉันคงอยู่ที่นี่ไม่ได้เหมือนกัน พรุ่งนี้ฉันคงต้องย้ายบ้าน”
​“งั้นย้ายไปไหน หนีบผมไปด้วยสิ”
​ซูเฉินพูดจากใจจริง ตอนนี้หลินเสวี่ยโหรวเป็นผู้หญิงคนเดียวที่เขามีสัมพันธ์ด้วย การได้อยู่ใกล้ชิดเธอนานๆ จะช่วยให้เขาเก็บเกี่ยว ‘ไอหยิน’ ได้มากขึ้น
​แต่หลินเสวี่ยโหรวปฏิเสธเสียงแข็ง “ฝันไปเถอะ! ถึงฉันกับเหอเฟิงจะต่างคนต่างอยู่เหมือนคนแปลกหน้า แต่ทางกฎหมายเรายังไม่ได้หย่ากัน”
​“เพราะงั้น... คืนนี้นายต้องออกไป”
​ซูเฉินรู้ดีว่าหลินเสวี่ยโหรวเป็นผู้หญิงที่ยึดมั่นในศักดิ์ศรีและความถูกต้อง เขาจึงไม่อยากจะรั้นดึงดันให้เธอลำบากใจ
​“ผมไปก็ได้ครับ... แต่ผมเป็นห่วงพี่ กลัวไอ้ผัวเฮงซวยนั่นจะย้อนกลับมารังแกพี่อีก”
​“ไม่หรอก... ในสายตามัน ฉันก็แค่ ‘แจกันประดับบารมี’ เท่านั้นแหละ หมดความเสน่หาไปตั้งนานแล้ว”
​“มันมีเงินมีอำนาจ จะหาผู้หญิงสวยๆ กี่คนก็ได้ มันไม่เสียเวลาถ่อกลับมาที่นี่อีกหรอก”
​พอได้ยินว่าเหอเฟิงคงไม่กลับมาแล้ว ซูเฉินก็เบาใจ
​“พี่สาว... ผมยังอยากอยู่ต่ออีกหน่อย”
​“ไม่ได้”
​“งั้นให้ผมไปก็ได้... แต่พี่ต้อง ‘กอด’ ผมก่อน”
​ซูเฉินไม่ยอมปล่อยโอกาสให้หลุดมือ เก็บเล็กผสมน้อยได้เขาก็เอา
​“นายนี่มัน... ในหัวมีแต่เรื่องพรรค์นี้หรือไงนะ”
​หลินเสวี่ยโหรวบ่นอุบ แต่ก็ลุกขึ้นเดินไปปิดไฟ พรึ่บ!
​ห้องทั้งห้องตกอยู่ในความสลัวรางทันที
​“ปิดไฟทำไมครับ?” ซูเฉินถามงงๆ
​“เปิดไฟกอดกันมันน่าอายจะตายไป... อยากกอดไม่ใช่เหรอ? รีบๆ กอดซะ ฉันง่วงแล้ว”
​เพื่อไม่ให้เสียเวลาอันมีค่าในการดูดซับไอหยิน ซูเฉินรีบโผเข้ากอดหลินเสวี่ยโหรวไว้แนบอกทันที
​เรือนร่างของหญิงสาวส่งกลิ่นหอมกรุ่น สัมผัสนุ่มนิ่มแต่กระชับแน่นไปด้วยความยืดหยุ่นของวัยสาว เมื่ออยู่ในอ้อมกอด มันช่างเต็มไม้เต็มมือดีเหลือเกิน
​วินาทีที่ถูกสวมกอด ร่างกายของหลินเสวี่ยโหรวสั่นสะท้าน หัวใจเต้นผิดจังหวะจนปั่นป่วนไปหมด
​ลึกๆ ในใจ... ความคิดวูบหนึ่งก็ผุดขึ้นมาว่า ‘หรือคืนนี้จะไม่ให้เขาไปดีนะ?’
​แต่สุดท้าย... เธอก็ไม่กล้าเอ่ยปากรั้งเขาไว้
​หลังจากกอดกันแนบแน่นอยู่ห้าหกนาที เธอก็แข็งใจผลักซูเฉินออก
​“พอได้แล้ว... รีบไปเถอะ ขืนชักช้าฉันจะตีให้นะ”
​ซูเฉินเองก็ไม่อยากจากไป ใจจริงเขาอยากจะอุ้มเธอขึ้นไปชั้นสอง แล้วบรรเลงเพลงรักให้สาสมใจ
​แต่เมื่อเจ้าบ้านออกปากไล่ เขาก็ต้องจำยอม
​เขาไม่ได้ออกทางประตูหน้า แต่เลือกที่จะเดินเร็วๆ ไปที่ชั้นสอง แล้วกระโดดพุ่งตัวออกจากหน้าต่างบานเดิม
​เมื่อเท้าแตะพื้นดิน เขามองย้อนกลับขึ้นไป เห็นหลินเสวี่ยโหรวเกาะขอบหน้าต่างโบกมือลา
​ซูเฉินส่งจูบให้เธอหนึ่งที ก่อนจะปีนกำแพงรั้วหายลับไปในความมืด
​……
​หลินเสวี่ยโหรวเดินกลับเข้ามาในห้องนอน ทิ้งตัวลงนั่งมองเตียงนอนที่ว่างเปล่า
​ภาพความทรงจำอันเร่าร้อนระหว่างเธอกับซูเฉินฉายชัดขึ้นมาเป็นฉากๆ
​เธอถอนหายใจยาว ความรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้างถาโถมเข้าใส่จนจุกอก
​เธอนั่งเท้าคาง เหม่อลอย... ในสมองมีแต่ภาพใบหน้ากวนๆ ของไอ้เด็กบ้านนอกคนนั้น
​ดูเหมือนว่า... เด็กคนนี้จะเดินเข้ามานั่งในหัวใจเธอเข้าให้แล้วจริงๆ
​เธอหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา เลื่อนดูหน้าแชท ในวีแชท ของซูเฉินด้วยความอาลัยอาวรณ์
​ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่าลืมให้เงินค่าที่พักเขาไป เธอจึงรีบกดโอนเงินไปให้ 2,000 หยวน
​ติ๊ง!
​[พี่สาว... ให้เงินผมเยอะแยะทำไมครับ?] ซูเฉินตอบกลับมาแทบจะทันที
​[เอาไปทำอะไรล่ะ? ค่าโรงแรมไม่ต้องจ่ายหรือไง? หาที่นอนดีๆ แล้วก็นอนซะ ห้ามคิดฟุ้งซ่านนะ]
​[วางใจเถอะครับ มีพี่รักพี่หลงผมขนาดนี้ ผมไม่กล้าปันใจไปคิดถึงผู้หญิงอื่นหรอก... อ้อ มีเรื่องหนึ่งจะบอก]
​[พรุ่งนี้ผมจะเข้าไปทำงานนะครับ]
​ซูเฉินรู้ดีว่าการหลบซ่อนไม่ใช่ทางออก เขาต้องเผชิญหน้ากับความจริง
​[นายไม่กลัวพวกหวังเทาหาเรื่องเหรอ?]
​[บ้านเมืองมีกฎหมายนะครับ ถ้ามันกล้าหาเรื่อง ผมก็แจ้งตำรวจ... ผมเป็นหมอนะ จะให้หลบๆ ซ่อนๆ ให้พี่เลี้ยงไปตลอดชีวิตก็คงไม่ใช่ลูกผู้ชาย]
​หลินเสวี่ยโหรวเห็นด้วยกับความคิดเขา จึงพิมพ์ตอบกลับไป
​[ก็ได้... งั้นพรุ่งนี้มาทำงาน แต่จำไว้ว่าให้ทำตัวเจียมเนื้อเจียมตัวหน่อย อย่าไปงัดข้อกับใครเขาล่ะ]
​[รับทราบครับ... มีพี่คอยเป็นแบ็คให้ ใครจะกล้ารังแกผม? ส่วนผมก็สัญญาว่าจะไม่ไปรังแกใครเหมือนกัน]
​[เพ้อเจ้อ! ฉันไม่เป็นแบ็คให้นายหรอกย่ะ นายก็แค่หมอธรรมดาๆ ในสังกัดฉันเท่านั้นแหละ]
​เธอพิมพ์ตอบแบบปากไม่ตรงกับใจ
​[โห... ใจร้ายจัง นอนด้วยกันแล้วแท้ๆ ไม่มีเยื่อใยเลยเหรอครับ?] ซูเฉินหยอกกลับมา
​[ไอ้ตัวแสบ! บอกแล้วไงให้ลืมเรื่องเมื่อคืน ห้ามพูดถึงอีกเด็ดขาด ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเข้าใจไหม!]
​[โธ่พี่สาว... นั่นมันครั้งแรกของผมนะ พรหมจรรย์ผมเสียให้พี่แบบงงๆ จะให้ลืมได้ลงคอเหรอ?]
​ซูเฉินเริ่มงอแง
​[ต้องลืม! ขืนนายปากโป้งเรื่องนี้ไปถึงหูเหอเฟิง... ไม่ต้องถึงมือมันหรอก ฉันนี่แหละจะจัดการนายเอง!]
​[คร้าบๆๆ ทราบแล้วคร้าบ... ฝันดีครับ เลิกคุยแล้ว เซ็งเลย]
​เมื่อวางโทรศัพท์ลง หลินเสวี่ยโหรวก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความอ้างว้าง
​เธอเองก็ไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกัน... ทำไมต้องปากแข็ง ปากไม่ตรงกับใจขนาดนี้ด้วยนะ?
​ในเมื่อเมื่อคืนข้าวสารก็กลายเป็นข้าวสุกไปแล้ว... ทำไมเมื่อกี้ถึงไม่รั้งเขาให้อยู่ต่อ?
​หรือต่อให้กลัวเหอเฟิงจะย้อนกลับมา... เธอก็ออกไปเปิดห้องนอนกับซูเฉินที่โรงแรมก็ได้นี่นา?
​แม้คืนนั้นเธอจะโดนยาปลุกกำหนัดครอบงำ... แต่สัมผัสและความสุขที่ได้รับตอนอยู่กับเขามันคือของจริง... มันช่างวิเศษและตราตรึงใจเหลือเกิน
​แค่คิดถึงเรื่องนั้น... หัวใจก็เต้นแรง หน้าก็ร้อนผ่าวขึ้นมาอีกรอบ
​ไร้บ้าน... ไร้รัก... สามีก็วิปริตผิดมนุษย์
​เธอจะมัวมานั่งรักษาความบริสุทธิ์ผุดผ่องไปเพื่อใคร? เพื่ออะไร?
​ชีวิตคนเรามันแสนสั้น... อยู่กับปัจจุบันดีกว่าไหม?
​"หากไร้ซึ่งความสำราญ... ก็พาลจะเสียดายวัยเยาว์"
​เมื่อความคิดตกผลึก ความปรารถนาก็ชนะเหตุผล
​หลินเสวี่ยโหรวคว้าโทรศัพท์ขึ้นมาอีกครั้ง นิ้วเรียวรัวพิมพ์ข้อความส่งหาซูเฉินทันที
​[ส่งโลเคชั่นโรงแรม กับเลขห้องของนายมาให้ฉัน... เดี๋ยวนี้]