- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์ ราชันย์แพทย์
- บทที่ 23.กระโดดหน้าต่างหนีตาย
บทที่ 23.กระโดดหน้าต่างหนีตาย
บทที่ 23.กระโดดหน้าต่างหนีตาย
​สิบนาทีผ่านไป ซูเฉินก็จากไป
​ไต้เหยายืนเหม่อมองแผ่นหลังของเขาที่ค่อยๆ เดินห่างออกไปจากหน้าต่างห้องพักโรงแรม
​ความรู้สึกว่างเปล่าและโดดเดี่ยวถาโถมเข้ามาเกาะกุมหัวใจ
​ในสายตาของคนภายนอก นางคือคุณนายไฮโซผู้มั่งคั่งและทรงอิทธิพล มีทั้งเงินทองและอำนาจบารมี ไม่ว่าจะไปไหนมาไหน เจี่ยเจิ้งเต้า ผู้เป็นสามีก็จะคอยตามประกบเคียงข้างเสมอ
​นางสร้างภาพลักษณ์ของ ‘ผู้หญิงที่ประสบความสำเร็จ’ ให้ชาวเมืองเจียงโจวได้รับรู้
​แต่ใครเล่าจะรู้... ว่าภายในใจของนางนั้นขมขื่นเพียงใด
​เมื่อสิบเก้าปีก่อน นางตกหลุมรักกวีหนุ่มพเนจรคนหนึ่ง ทั้งคู่แอบอยู่กินด้วยกันจนนางตั้งท้อง
​แต่พอครอบครัวจับได้ กวีหนุ่มคนนั้นก็หายสาบสูญไปอย่างไร้ร่องรอย
​พ่อแม่บังคับให้นางแต่งงานกับเจี่ยเจิ้งเต้า ชายหนุ่มฐานะดีที่มีชาติตระกูลเหมาะสมกัน
​นางสารภาพกับเจี่ยเจิ้งเต้าอย่างตรงไปตรงมาว่านางท้อง... เจี่ยเจิ้งเต้าในตอนนั้นรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าไม่ถือสา และสัญญาว่าจะรักลูกในท้องเหมือนลูกในไส้
​เมื่อสิ้นหวังที่จะรอคอยคนรักเก่า ไต้เหยาจึงจำใจยอมแต่งงานกับเจี่ยเจิ้งเต้า
​ช่วงปีแรกๆ ชีวิตคู่ก็ดูราบรื่นมีความสุขดี แต่เมื่อเวลาผ่านไป อำนาจบารมีของเจี่ยเจิ้งเต้าเริ่มแผ่ขยาย ความสัมพันธ์ของทั้งคู่ก็เริ่มจืดจาง จนกลายเป็นแค่ ‘ผัวเมียในนาม’ ที่ต่างคนต่างอยู่
​เจี่ยเจิ้งเต้าเริ่มแอบเลี้ยงนักศึกษาสาวไว้ข้างนอก
​พอไต้เหยาจับได้ ทั้งคู่ก็ทะเลาะกันบ้านแตก
​และนั่นเองที่เจี่ยเจิ้งเต้าเผยธาตุแท้ออกมา
​“ตระกูลเจี่ยของฉันมีทั้งเงินทั้งอำนาจ! ฉันจำเป็นต้องมีลูกสืบสกุลเพื่อรับมรดก ​นังเฉียนเฉียนมันไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของฉัน! ถ้าเธอยังกล้ามาวุ่นวายกับฉันอีก ก็พาลูกของเธอไสหัวออกไปจากบ้านฉันซะ!”
​ไต้เหยาได้แต่กล้ำกลืนความเจ็บช้ำ แม้พ่อแม่ของนางจะเป็นผู้มีหน้ามีตาในเจียงโจว แต่ถ้านางหอบลูกหนีกลับบ้าน พ่อแม่ที่แก่เฒ่าคงช้ำใจตาย
​อีกทั้งด้วยวัยและสถานะทางสังคมในตอนนี้ การหย่าร้างถือเป็นเรื่องน่าอับอายขายขี้หน้าอย่างที่สุด
​นางจึงทุ่มเทความรักความหวังทั้งหมดไปที่ลูกสาว หวังให้เฉียนเฉียนเติบโตอย่างงดงามและประสบความสำเร็จ เพื่อเป็นเกียรติเป็นศรีแก่นาง
​แต่วันนี้... เมื่อได้โอบกอดซูเฉิน
​ความรู้สึกวาบหวามที่ห่างหายไปนานนับสิบปี ก็ปะทุขึ้นมาในใจนางอย่างรุนแรง
​หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบระเบิด
​นางเดินเข้าห้องน้ำ หยิบทิชชู่มาเช็ดทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นของตัวเอง
​แล้วนั่งเหม่อลอยอยู่บนชักโครกอย่างคนไร้วิญญาณ
​ในหัวมีแต่ภาพของซูเฉินวนเวียนอยู่ไม่จางหาย
​……
​ในขณะเดียวกัน
​ซูเฉินกลับมาถึงหน้าบ้านพักของหลินเสวี่ยโหรว ทันทีที่ลงจากรถแท็กซี่ เขาก็เห็นหลินเสวี่ยโหรวยืนรออยู่ที่หน้าประตูด้วยแววตาตัดพ้อต่อว่า
​“ไอ้คนบ้า! นายจะทำให้ฉันหัวใจวายตายหรือไง? หายหัวไปไหนมา? ทำไมไม่บอกกันสักคำ? ฉันนึกว่านายโดนไอ้เหอเฟิงมันจับไปสับเป็นชิ้นๆ แล้วนะ!”
​หัวใจของซูเฉินอ่อนยวบลงทันที ตั้งแต่โตมานอกจากแม่แล้ว ก็ไม่เคยมีใครห่วงใยเขาขนาดนี้มาก่อน
​“ผอ.หลิน... เป็นห่วงผมเหรอครับ?”
​“ยังจะมาถามอีก! ต่อไปจะไปไหนต้องบอกฉันก่อน เข้าใจไหม!”
​“ครับ... เข้าใจแล้วครับ”
​“หิวไหม? อยากกินอะไร เดี๋ยวฉันทำให้กิน”
​หลินเสวี่ยโหรวเลิกงานกลับมา เห็นบ้านช่องเงียบเชียบ ข้าวของวางอยู่ที่เดิม แต่คนหายไป... เธอก็นึกว่าเขาโดนอุ้มไปแล้ว
​พอเห็นเขากลับมาครบสามสิบสอง เธอก็โล่งอกจนแทบทรุด
​“ไม่ต้องทำหรอกครับ... ตามผมมานี่”
​ซูเฉินคว้าข้อมือหลินเสวี่ยโหรว แล้วลากเธอเดินจ้ำอ้าวขึ้นไปที่ห้องนอนชั้นสอง
​“นี่นายจะทำอะไร? ฉันบอกแล้วไงว่าเรื่องคืนนั้นมันเป็นอุบัติเหตุ ครั้งเดียวและครั้งสุดท้าย... นายห้ามคิดลามกนะ!”
​พอโดนลากเข้าห้องนอน หัวใจของหลินเสวี่ยโหรวก็เต้นตูมตาม รีบปฏิเสธเสียงแข็ง
​“คิดอะไรของพี่เนี่ย? ผมไม่ได้จะทำเรื่องอย่างว่าสักหน่อย”
​พอได้ยินคำปฏิเสธของซูเฉิน... ลึกๆ ในใจของหลินเสวี่ยโหรวกลับรู้สึก ‘เสียดาย’ ขึ้นมานิดๆ ซะอย่างนั้น
​“แล้วลากฉันขึ้นมาห้องนอนทำไม? มืดก็มืด...”
​เธอกำลังจะเอื้อมมือไปกดสวิตช์ไฟ แต่ซูเฉินรีบคว้ามือเธอไว้
​“อย่าเปิดไฟ!”
​“ซูเฉิน! ฟังนะ... เมื่อคืนมันผิดพลาดไปแล้ว แต่เราจะผิดซ้ำสองไม่ได้ ต่อไปนี้ฉันคือพี่สาวของนาย เราต้องวางตัวให้อยู่ในกรอบศีลธรรม นายห้ามคิดฟุ้งซ่านนะ!”
​พอซูเฉินห้ามเปิดไฟ หลินเสวี่ยโหรวก็ยิ่งกระวนกระวายใจ กลัวใจตัวเองจะอ่อนไหวไปกับบรรยากาศ
​“ผมไม่ได้คิดฟุ้งซ่าน... ที่พาขึ้นมานี่ เพราะจะให้ดูอะไรบางอย่าง”
​ซูเฉินจูงมือพาเธอไปยืนหลบมุมที่หน้าต่าง ชี้มือฝ่าความมืดออกไปที่หัวมุมถนน “เห็นรถออดี้สีดำคันนั้นไหม?”
​หลินเสวี่ยโหรวเพ่งมองฝ่าความมืด
​“เห็น... แต่ไม่ชัดหรอก มืดขนาดนี้... นายเป็นบ้าอะไรเนี่ย? ลากฉันขึ้นมาดูรถเนี่ยนะ?”
​“รถออดี้คันนั้น... เป็นของ เฉินผิงเย่า... และตอนนี้มันก็นั่งหัวโด่อยู่ในรถนั่นแหละ”
​“หา! ตาแก่นั่นจะมาทำบ้าอะไรที่นี่? บ้านแกไม่ได้อยู่แถวนี้นี่นา”
​“ก็ไม่ได้อยู่น่ะสิ... มันมาเฝ้าดูเราสองคนไง เมื่อกี้ตอนผมเดินผ่านรถมัน ผมเห็นมันเต็มสองตา แถมยังได้ยินมันคุยโทรศัพท์ด้วย”
​“มันสมรู้ร่วมคิดกับผัวพี่ แล้วก็ไอ้หวังเทา... กะจะมา ‘จับชู้’ เราสองคนไงล่ะ!”
​หลินเสวี่ยโหรวเบิกตากว้าง มองหน้าซูเฉินอย่างไม่อยากจะเชื่อ
​“อย่ามาอำเล่นน่า... มันนั่งอยู่ในรถปิดกระจก นายจะไปได้ยินมันคุยได้ยังไง?”
​“ผมไม่ใช่คนธรรมดานะพี่... หูผมดีกว่าคนทั่วไปเยอะ ต่อให้ไกลกว่านี้หรือมืดกว่านี้ ผมก็ทั้งเห็นและได้ยินชัดแจ๋ว”
​ซูเฉินไม่ได้โม้ หลังจากกอดเติมพลังกับไต้เหยามาสิบกว่านาที พลัง ‘เก้าอเวจีสวรรค์’ ในตัวเขาก็ฟื้นคืนมาเต็มเปี่ยม ประสาทสัมผัสทั้งห้าเฉียบคมยิ่งกว่าเรดาร์
​“ที่พูดมา... จริงเหรอ?”
​“ผมจะโกหกพี่ทำไม? ตอนนี้ผมอธิบายไม่ถูกหรอก แต่เอาเป็นว่าผมต้องรีบหนีออกทางหน้าต่างหลังบ้านเดี๋ยวนี้... ขืนอยู่ต่อแล้วไอ้เหอเฟิงกับหวังเทามันบุกเข้ามาเจอเราสองคนอยู่ด้วยกัน เราจบเห่กันทั้งคู่แน่”
​ซูเฉินไม่ได้กลัวพวกเหอเฟิงหรอก แต่ถ้าโดนจับได้คาห้องนอนแบบนี้ มันจะแก้ตัวยาก
​และคนที่เสียหายที่สุดก็คือหลินเสวี่ยโหรว
​“งั้น... งั้นนายรีบไปเถอะ ถ้าพวกมันแห่กันมา นายไม่รอดแน่”
​พอได้ฟังความจริง หลินเสวี่ยโหรวก็ร้อนรนจนเหงื่อแตกพลั่ก
​“โอเค... งั้นผมไปล่ะนะ พี่ดูแลตัวเองด้วย”
​ซูเฉินรีบเดินไปที่ห้องด้านหลัง เปิดหน้าต่างเตรียมจะกระโดดลงไป
​แต่หลินเสวี่ยโหรวรีบวิ่งมาคว้าข้อมือเขาไว้แน่น
​“ไอ้บ้า! นี่มันชั้นสองนะ! กระโดดลงไปขาหักพอดี!”
​“ก็ชั้นล่างติดเหล็กดัด ผมออกไม่ได้นี่นา”
​“งั้นออกทางประตูหน้าสิ?”
​“ไม่ได้! ไอ้เฉินผิงเย่ามันคงตั้งกล้องถ่ายหน้าบ้านไว้แล้ว ขืนผมเดินออกไปโต้งๆ ต่อให้ผัวพี่มาแล้วไม่เจอผม แต่หลักฐานว่าผมเดินออกจากบ้านพี่ตอนดึกๆ ดื่นๆ ก็มัดตัวพี่ดิ้นไม่หลุดอยู่ดี”
​“แต่... แต่มันสูงนะ... ฉันกลัวนายเจ็บ”
​ซูเฉินมองแววตาที่เป็นห่วงเป็นใยของเธอแล้วหัวใจพองโต
​ผู้หญิงคนนี้... มอบครั้งแรกให้เขา แล้วยังห่วงใยเขาขนาดนี้... เขาจะทิ้งเธอไปได้ยังไง
​“ทำไงดี? ทำไงดี?”
​หลินเสวี่ยโหรวร้อนใจจนเดินวนไปวนมา กระทืบเท้าเร่าๆ
​“พี่สาว... เอาอย่างนี้ พี่ช่วย ‘กอด’ ผมทีสิ... กอดให้กำลังใจผมหน่อย แล้วผมจะปีนท่อระบายน้ำลงไป”
​“เพ้อเจ้ออะไรของนาย? กอดแล้วจะมีแรงปีนได้ไง?”
​“จริงนะ... แค่พี่กอดผม พลังผมก็มาเต็มร้อยแล้ว!”
​ซูเฉินไม่รอให้เธออนุญาต เขาโผเข้ากอดหลินเสวี่ยโหรวไว้แน่น
​วินาทีที่ถูกสวมกอด หัวใจของหลินเสวี่ยโหรวก็ลอยละล่องขึ้นสู่สรวงสวรรค์ ความอบอุ่นและความสุขที่ยากจะบรรยายแผ่ซ่านไปทั่วหัวใจ