เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

​บทที่ 05.ทำตัวอวดเก่ง

​บทที่ 05.ทำตัวอวดเก่ง

​บทที่ 05.ทำตัวอวดเก่ง


​เซี่ยนาถึงกับมึนงงทำอะไรไม่ถูก เธอยกมือขึ้นกุมแก้มข้างที่โดนตบ พลางส่งสายตาตัดพ้ออันน่าสงสารไปให้เฉินผิงเย่า

​เฉินผิงเย่าโกรธจนควันออกหู ตวาดเสียงต่ำใส่เธอ "ไสหัวออกไป!"

​เซี่ยนาได้สติขึ้นมาทันทีว่าผู้หญิงตรงหน้าคือบุคคลที่เธอไม่อาจล่วงเกินได้ จึงได้แต่กล้ำกลืนน้ำตา รีบมุดหัวหนีออกไปจากห้องอย่างว่าง่าย

​"คุณนายไต้ครับ ผมต้องขอโทษจริงๆ เด็กนั่นเป็นแค่เด็กฝึกงาน เอาไว้ผมจะจัดการสั่งสอนหล่อนให้หนักเลยครับ"

​เฉินผิงเย่ารีบโค้งตัวลงต่ำ กล่าวขอโทษขอโพยไต้เหยาด้วยท่าทีนอบน้อมประจบประแจง

​ไต้เหยามีสีหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ นางไม่เอ่ยปากพูดอะไรอีก

​หลินเสวี่ยโหรวเดินเข้าไปเปิดชายกระโปรงของเจี่ยเฉียนเฉียนขึ้นเพื่อตรวจดูอย่างละเอียดอีกครั้ง จากนั้นจึงหันไปถาม ผอ.ซุน "คุณมั่นใจนะว่าอัลตราซาวด์ดูแล้ว?"

​ผอ.ซุน พยักหน้ายืนยันด้วยน้ำเสียงจริงจัง "ตรวจแล้วครับ ไม่ใช่การตั้งครรภ์แน่นอน"

​หลินเสวี่ยโหรวขมวดคิ้วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปพูดกับไต้เหยา "คุณนายไต้คะ โปรดวางใจ ทางโรงพยาบาลจะทุ่มเทรักษาลูกสาวของคุณอย่างสุดความสามารถ ฉันจะเรียกประชุมระดมแพทย์มือหนึ่งของโรงพยาบาลมาวินิจฉัยร่วมกันเดี๋ยวนี้... ขอเวลาฉันสิบนาทีค่ะ"

​แม้ร่างกายของหลินเสวี่ยโหรวจะอ่อนเพลียจนแทบยืนไม่อยู่ แต่เธอก็ยังกัดฟันสั่งงานกับ ผอ.ซุน "รีบไปตามทุกคนมาประชุมด่วน"

​"ไม่ต้องไปตามใครแล้ว... ขืนช้าไปอีกสิบนาที ผู้หญิงคนนี้ไม่รอดแน่"

​ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังแทรกขึ้นมาจากมุมมืดของห้อง

​ทุกสายตาหันขวับไปมองที่ต้นเสียง... เป็นซูเฉินนั่นเอง เขายืนกอดอกพิงผนังอยู่ที่มุมห้อง เอียงคอเล็กน้อย มุมปากยกยิ้ม ท่าทางยียวนกวนประสาทและดูไม่ยี่หระต่อสถานการณ์

​หลินเสวี่ยโหรวถลึงตาใส่เขาอย่างดุเดือด ส่งสัญญาณเตือนให้หุบปากเดี๋ยวนี้

​แต่ซูเฉินกลับทำเป็นมองไม่เห็นสายตาพิฆาตนั้น แถมยังพูดต่อหน้าตาเฉย "ตอนนี้มีเวลาช่วยชีวิตเธอแค่สิบนาทีเท่านั้น ถ้าพลาดโอกาสนี้ไป ก็เตรียมจองวัดได้เลย"

​สิ้นเสียงของเขา ทุกคนในห้องต่างตกตะลึง ก่อนจะเริ่มมีเสียงซุบซิบวิพากษ์วิจารณ์ดังขึ้นอื้ออึง

​"ไอ้เด็กนี่เป็นใคร? กล้าดียังไงมาพูดจาโอหังขนาดนี้!"

​"พวกคุณคงไม่รู้ล่ะสิ หมอนี่ชื่อซูเฉิน เป็นแค่เด็กฝึกงานในโรงพยาบาลเรานี่แหละ"

​"แค่เด็กฝึกงาน? กล้าพูดจาสามหาวต่อหน้าคนเยอะขนาดนี้ อยากรนหาที่ตายหรือไง?"

​"ซูเฉิน! หุบปากนะ เธอไม่ได้จบสูตินารีเวชมา จะไปรู้อะไร!"

​หลินเสวี่ยโหรวโกรธจนกัดฟันกรอด อยากจะตรงเข้าไปถีบไอ้เด็กบ้านี่สักทีสองที ก่อนมาก็กำชับนักหนาว่าให้สงบปากสงบคำ แต่หมอนี่กลับไม่สนใจคำเตือน ดันมาพูดจาพล่อยๆ ในเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานแบบนี้

​"ผอ.หลิน ให้ผมรักษาเถอะครับ นอกจากผมแล้ว ไม่มีใครช่วยเธอได้หรอก"

​ซูเฉินยังคงมีรอยยิ้มจางๆ ประดับบนใบหน้า เขาเดินอาดๆ เข้ามากลางวงอย่างไม่เกรงกลัว

​หลินเสวี่ยโหรวแทบอยากจะกรีดร้อง เดิมทีนึกว่าเขาจะเป็นคนรู้กาลเทศะ แต่ไม่นึกเลยว่าจะบ้าบิ่นและอวดดีได้ขนาดนี้

​ทางด้านเฉินผิงเย่าที่ยืนอยู่อีกฝั่ง มุมปากกระตุกยิ้มชั่วร้ายขึ้นมาทันที

มีปัญญาเหรอ? แค่หมอฝึกหัดกระจอกๆ ริจะมาทำตัวอวดเก่งเป็นหมาป่าห่มหนังราชสีห์!

คนเป็นช่วยยาก แต่ผีที่อยากไปตายมันห้ามไม่ได้สินะ

​โอกาสทองลอยมาถึงมือเร็วกว่าที่คิด เฉินผิงเย่าขยับเข้าไปใกล้ไต้เหยาแล้วกระซิบเสียงเบา

​"คุณนายไต้ครับ เท่าที่ผมทราบมา หมอซูคนนี้ถึงจะดูเด็กแต่มีพรสวรรค์มากนะครับ ฝีมือการรักษาของเขาไม่ธรรมดาเลย ลองให้เขาลองดูไหมครับ?"

​ลูกสาวของไต้เหยานอนหมดสติมาสามวันแล้ว ตระเวนรักษาไปทั่วโรงพยาบาลชั้นนำระดับประเทศก็ไม่มีใครรักษาได้ จนสุดท้ายต้องซมซานกลับมาพึ่งโรงพยาบาลประจำเมืองใกล้บ้าน

​เดิมทีนางแทบจะหมดหวังไปแล้ว แต่จู่ๆ ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งก้าวออกมาประกาศกร้าวว่ารักษาลูกสาวนางได้ ประกายความหวังอันริบหรี่จึงถูกจุดให้ลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง

​คนกำลังจมน้ำ ต่อให้เป็นฟางเส้นเดียวก็ต้องคว้าเอาไว้

​ไม่สนแล้วว่าหมอคนนี้จะมีชื่อเสียงหรือไม่ ขอแค่มีโอกาสรอดแม้เพียงนิดเดียว ไต้เหยาก็ไม่อยากปล่อยให้หลุดมือ

​นางรีบพูดขึ้นทันที "งั้นก็รีบรักษาลูกสาวฉันเลยสิ!"

​เฉินผิงเย่ารู้ดีอยู่แก่ใจว่า โอกาสที่ซูเฉินจะรักษาเจี่ยเฉียนเฉียนให้หายนั้นแทบจะเป็นศูนย์

​ถ้าเจี่ยเฉียนเฉียนตายคาเตียง ความผิดทั้งหมดก็จะตกไปอยู่ที่ซูเฉินแต่เพียงผู้เดียว ด้วยอิทธิพลของตระกูลเจี่ย ซูเฉินคงไม่ตายดี อย่างน้อยก็ต้องพิการครึ่งตัว

​แต่ถ้าฟลุ๊ค... ซูเฉินดันรักษาหายขึ้นมาจริงๆ เขาก็ยังได้ความดีความชอบในฐานะคนแนะนำ

​"ไม่ได้ค่ะ! จะให้เขาทำไม่ได้เด็ดขาด เขาเป็นแค่หมอฝึกงาน เขาไม่มีความสามารถขนาดนั้นหรอกค่ะ"

​แม้หลินเสวี่ยโหรวจะโกรธซูเฉินแค่ไหน แต่เธอก็ไม่อาจทนดูเขาถูกคนตระกูลเจี่ยขยี้จนแหลกเหลวได้

​"ถ้าไม่ลงมือตอนนี้ ก็ไม่ทันเวลาแล้วนะครับ"

​ซูเฉินรู้ว่าหลินเสวี่ยโหรวหวังดี แต่เขาไม่มีเวลามาอธิบายให้เธอเข้าใจแล้ว ขืนชักช้า หญิงสาวบนเตียงได้สิ้นใจตายจริงๆ แน่

​ทุกคนในห้องต่างจ้องมองมาที่แพทย์ฝึกหัดหน้าตาธรรมดาๆ คนนี้ด้วยความเคลือบแคลงสงสัย

​แต่แปลกที่เมื่อเขาเดินตรงเข้าไป ผู้คนกลับพากันแหวกทางให้เขาโดยไม่รู้ตัว

​"ซูเฉิน! นายรู้ตัวไหมว่ากำลังทำบ้าอะไรอยู่? นายรู้ไหมว่าคนบนเตียงเป็นลูกเต้าเหล่าใคร?"

​หลินเสวี่ยโหรวไม่สนใจสายตาคนรอบข้าง เธอพุ่งเข้าไปคว้าข้อมือซูเฉินไว้แน่น

​ซูเฉินหันมาส่งยิ้มตาใสซื่อบริสุทธิ์ให้เธอ

​"ผอ.หลิน เชื่อผมเถอะครับ... ถ้าผมรักษาผู้หญิงคนนี้หาย อย่าลืมให้รางวัลผมด้วยนะ"

​หลินเสวี่ยโหรวเห็นหมอนี่ยังมาทำหน้าทะเล้นใส่ต่อหน้าธารกำนัล หัวใจเธอก็เต้นรัวด้วยความตื่นตระหนกปนเขินอาย เผลอปล่อยมือจากเขาโดยไม่รู้ตัว

​กว่าจะรู้ตัวอีกที ซูเฉินก็ไปยืนอยู่ข้างเตียงเจี่ยเฉียนเฉียนแล้ว เขาเอื้อมมือไปเลิกกระโปรงชุดเดรสของเธอขึ้นสูง แล้วเพ่งสายตาจ้องมองไปยังจุดกึ่งกลางลำตัวช่วงล่างอย่างพินิจพิเคราะห์

​เมื่อเห็นภาพนั้น ผู้คนในห้องต่างส่งเสียงฮือฮาออกมาด้วยความตกใจ

​สันหลังของหลินเสวี่ยโหรวเย็นวาบ เธอร้องอุทานในใจ จบกัน... ไอ้บ้ากามเอ๊ย! ไปจ้องตรงจุดต่ำกว่าสะดือแบบนั้นทำไมกัน มันใช่เรื่องไหมเนี่ย!

​นี่มันรนหาที่ตายชัดๆ!

​เฉินผิงเย่าแอบหัวเราะร่าในใจ

ไอ้คนแซ่ซู... คราวนี้ฉันจะรอดูลีลาตอนแกตาย ว่าศพจะสวยแค่ไหน!

จบบทที่ ​บทที่ 05.ทำตัวอวดเก่ง

คัดลอกลิงก์แล้ว