- หน้าแรก
- พวกนายรักนางเอกก็รักไป ฉันขอตัวร้ายก็แล้วกัน
- บทที่ 2 สัตว์เดรัจฉานประเภทไหนกัน
บทที่ 2 สัตว์เดรัจฉานประเภทไหนกัน
บทที่ 2 สัตว์เดรัจฉานประเภทไหนกัน
บทที่ 2 สัตว์เดรัจฉานประเภทไหนกัน
เจียงหนิงเองก็ไม่อยากจะอุ้มเสิ่นจินฮวนหรอกนะ!
แต่เสิ่นจินฮวนอายุสิบสองปีแล้ว ถ้าเทียบกับโลกปัจจุบันก็อยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่หนึ่ง
เด็กผู้หญิงบางคนโตเร็ว ป่านนี้คงจะมีประจำเดือนและหน้าอกเริ่มขยายแล้ว
ชายหญิงมีความแตกต่าง แม้เขาจะเป็นอาจารย์ แต่อย่างไรก็ต้องไว้หน้าเด็กสาวบ้าง จะให้เข้าไปกอดรัดฟัดเหวี่ยงเสิ่นจินฮวนสุ่มสี่สุ่มห้าได้อย่างไรกัน?
เขาก้มมองเด็กสาวตัวน้อย
ว่าที่นางมารในอนาคตช่างงดงามไม่หยอก
ใบหน้ารูปไข่จิ้มลิ้ม ดวงตาเรียวรีดุจเมล็ดอัลมอนด์ทอประกายหยาดเยิ้มโดยธรรมชาติ มองปราดเดียวก็รู้ว่าโตขึ้นต้องเป็นหญิงงามล่มเมืองแน่
เพียงแต่เจ้าของร่างเดิมปฏิบัติต่อเด็กสาวอย่างโหดร้ายทารุณ ทำให้นางขาดสารอาหาร มองดูรูปร่างผอมแห้งราวกับไม้ไผ่ของนางแล้ว เรื่องการเจริญเติบโตคงไม่ต้องพูดถึง
นางยังตัวเตี้ยอีกด้วย เตี้ยกว่าอวิ๋นชิงเหยา นางเอกที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกันเกือบครึ่งศีรษะ
เมื่อเห็นแววตาหวาดระแวงของเด็กสาวที่มองมา
เจียงหนิงก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา
สิ่งที่เจ้าของร่างเดิมทำไว้ช่างไร้มนุษยธรรมสิ้นดี
เหตุผลที่เจ้าของร่างเดิมรับเสิ่นจินฮวนเป็นศิษย์ ก็เพราะเสิ่นจินฮวนและนางเอกอย่างอวิ๋นชิงเหยามาจากอาณาจักรมนุษย์เดียวกัน
เขาคิดว่าในเมื่อศิษย์พี่เจ้าสำนักรับอวิ๋นชิงเหยาเป็นศิษย์ หากเขารับเสิ่นจินฮวนบ้าง ก็จะมีข้ออ้างพาเสิ่นจินฮวนไปหาศิษย์พี่เจ้าสำนักในอนาคตได้
ใช่แล้ว เจ้าของร่างเดิมหลงรักศิษย์พี่เจ้าสำนัก... แต่เขาคาดไม่ถึงว่าความสัมพันธ์ระหว่างเสิ่นจินฮวนและอวิ๋นชิงเหยานั้นไม่ดีเอาเสียเลย
นอกจากจะไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดศิษย์พี่เจ้าสำนักเพราะเสิ่นจินฮวนแล้ว เขายังทำให้ศิษย์พี่เจ้าสำนักรังเกียจอีกด้วย
ไม่มีเหตุผลอื่นใด ก็เพราะเสิ่นจินฮวนมักจะก่อเรื่องวุ่นวาย... อันที่จริงก็ไม่ได้ก่อเรื่องอะไรหรอก ท้ายที่สุดนี่ก็นิยายเอาใจนักอ่านหญิง นางเอกย่อมเป็นที่รักของทุกคน เพื่อเน้นความสะใจ จึงต้องเพิ่มตัวละครหญิงสมทบเข้ามาให้โดนนางเอกตบหน้าสักฉาด
เสิ่นจินฮวนก็คือตัวละครหญิงสมทบผู้นั้น
ดังนั้น ในฐานะอาจารย์ของเสิ่นจินฮวน เพื่อเอาใจอวิ๋นชิงเหยา เจ้าของร่างเดิมจึงเข้าร่วมมหกรรมรุมเกลียดเสิ่นจินฮวนไปพร้อมกับคนทั้งสำนัก
เจ้าของร่างเดิมเอาทรัพยากรของเสิ่นจินฮวนไปประเคนให้อวิ๋นชิงเหยา
เพียงแค่อวิ๋นชิงเหยาขมวดคิ้ว เจ้าของร่างเดิมก็จะรู้สึกว่าเสิ่นจินฮวนขัดหูขัดตานางเอก จึงลงมือดุด่าและทารุณกรรมเสิ่นจินฮวน
นางมารผู้น่าสงสารอยู่ในสำนักมาเกือบปีแล้ว
นางเอกอย่างอวิ๋นชิงเหยากำลังจะทะลวงเข้าสู่ขอบเขตกลั่นลมปราณ แต่นางยังคงวนเวียนอยู่ที่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้นเท่านั้น
ช่วยไม่ได้ ในเมื่อไม่มีทรัพยากร แล้วจะบำเพ็ญเพียรได้อย่างไร?
หากไม่ใช่เพราะความฉลาดเฉลียวของนางมาร ที่สามารถหาพืชวิญญาณตามป่าเขาที่คนอื่นมองข้าม นางคงไม่มีปัญญาแม้แต่จะก้าวเข้าสู่ขอบเขตหลอมกายาขั้นต้นด้วยซ้ำ
ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!
ภาพความทรงจำที่เจ้าของร่างเดิมทารุณเสิ่นจินฮวนแล่นเข้ามาในหัว เจียงหนิงลอบด่าในใจ
ถ้าเป็นเขา คงกลายเป็นจอมมารไปนานแล้ว
เจียงหนิงเห็นเด็กสาวตัวน้อยยังคงจ้องมองเขาโดยไม่พูดอะไร
เขายิ้ม
"ถ้าเจ้าไม่บอก ข้าจะดูเอง"
พูดจบ เจียงหนิงก็ทำท่าจะนั่งยองลง ตั้งใจจะเลิกขากางเกงภายใต้กระโปรงของเสิ่นจินฮวนขึ้น เพื่อดูว่าขาของเด็กสาวได้รับบาดเจ็บตรงไหน
เสิ่นจินฮวนตกใจจนถอยหลังไปสองก้าว
ใบหน้าแดงก่ำ นางเอ่ยอย่างไม่เต็มใจว่า "ข้าแค่บังเอิญโดนหญ้าดาบคมบาดในเขตหวงห้ามเจ้าค่ะ"
หญ้าดาบคม!?
รูม่านตาของเจียงหนิงหดเล็กลง
นี่คือพืชวิญญาณระดับหนึ่ง สีเขียวมรกต ขอบใบมีรอยหยักคล้ายฟันเลื่อย สามารถนำมาปรุงยาเพื่อเสริมสร้างร่างกายได้
แม้แต่ศิษย์ระดับหลอมกายาขั้นปลาย หากไม่ระวังก็อาจถูกสมุนไพรชนิดนี้บาดจนได้เลือด แล้วเด็กสาวตัวน้อยที่อยู่เพียงระดับหลอมกายาขั้นต้นเล่า
"รีบให้ข้าดูเดี๋ยวนี้!"
เจียงหนิงไม่สนใจความแตกต่างระหว่างชายหญิงอีกต่อไป
เขานั่งยองลงทันทีและคว้าข้อเท้าของเสิ่นจินฮวนไว้
เมื่อสัมผัสโดน กระโปรงและขากางเกงที่ชุ่มโชไปด้วยเลือดก็ให้ความรู้สึกเหนียวเหนอะหนะ
เจียงหนิงก้มมองมือของตน พบรอยเลือดเปรอะเปื้อนเต็มฝ่ามือ
ซี๊ด... นี่นางทนเจ็บขนาดนี้ตอนคุกเข่าในหอคุมกฎ แล้วยังวิ่งตามเขามาอีกงั้นหรือ?
เจียงหนิงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา
ในฐานะชาวโลกคนหนึ่ง จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไรที่เห็นเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ถูกทารุณเช่นนี้!
เสิ่นจินฮวนรู้สึกอึดอัด
นางพยายามสะบัดข้อเท้าให้หลุดจากการเกาะกุมของเจียงหนิง
โชคร้ายที่การยืนขาเดียวทำให้นางทรงตัวลำบาก นางเซถลาไปมาจนต้องคว้าไหล่ของเจียงหนิงไว้เพื่อกันล้ม
เสิ่นจินฮวนทั้งอายทั้งโกรธ
"ไม่จำเป็นต้อง..."
"อยู่นิ่งๆ!"
น้ำเสียงของเจียงหนิงเข้มขึ้น ทำเอาเด็กสาวตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ไม่กล้าขยับเขยื้อนจริงๆ
เมื่อสัมผัสได้ถึงปฏิกิริยาของเสิ่นจินฮวน
เจียงหนิงรู้สึกปวดใจ แต่เขาก็เงยหน้าขึ้นสบสายตาที่ดื้อรั้นของเสิ่นจินฮวน
"อยู่นิ่งๆ ข้าจะดูแผลให้"
สิ้นคำ ขากางเกงก็ถูกเลิกขึ้นพร้อมกับกระโปรง
ขาเล็กๆ ผอมแห้งของเสิ่นจินฮวนปรากฏแก่สายตา
บนน่องเรียวบางไร้เนื้อหนังนั้นอาบไปด้วยเลือด บริเวณด้านนอกของน่องมีรอยบาดเป็นทางยาวสิบเซนติเมตรปกคลุมด้วยก้อนเลือดที่แข็งตัว
บาดแผลยังไม่หายสนิท เลือดสดยังคงซึมออกมาจากเนื้อ
เจียงหนิงตะลึงงัน
นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นบาดแผลเหวอะหวะน่ากลัวเช่นนี้กับตาตัวเอง
เสิ่นจินฮวนขยับขาด้วยความอึดอัด
"อย่าขยับ!"
พูดจบ เจียงหนิงก็หยิบขวดกระเบื้องเคลือบออกมาจากถุงมิติ ตามข้อมูลในความทรงจำ แล้วเทยาสีเข้มออกมา
นี่คือยาประสานกระดูกสร้างเนื้อ มีสรรพคุณในการห้ามเลือดและสมานเนื้อเยื่อ
ด้วยความกลัวว่าเด็กสาวจะเจ็บ เจียงหนิงจึงทายาให้อย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ
เสิ่นจินฮวนมองดูอาจารย์ของนางที่กำลัง "ปรนนิบัติอย่างอ่อนโยน" ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย
เขาไปใจดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่... จริงสิ ถ้านางกลายเป็นคนพิการ ใครจะรู้ว่าเขาจะมีชื่อเสียงป่นปี้แค่ไหนในสำนัก
เขายังต้องรักษาภาพลักษณ์ "สุภาพบุรุษผู้อ่อนโยน" ต่อหน้าศิษย์พี่เจ้าสำนักอยู่นี่นา
ความสงสัยในดวงตาของเสิ่นจินฮวนเลือนหายไป แทนที่ด้วยความเย็นชา
แต่ไม่ว่าเจียงหนิงจะทายาเบามือเพียงใด การสัมผัสถูกบาดแผลก็ยังคงเจ็บปวดอยู่ดี
"อื้ม..."
เสิ่นจินฮวนกัดริมฝีปากและส่งเสียงครางแผ่วเบา
ยาประสานกระดูกสร้างเนื้อให้ความรู้สึกเย็นวาบและคันยิบๆ เมื่อทาลงบนแผล ผสมปนเปกับความเจ็บปวด กลายเป็นความรู้สึกที่แปลกประหลาด
ผ่านไปกว่าสิบอึดใจ
เจียงหนิงค่อยๆ ปล่อยขากางเกงลงและจัดกระโปรงของเด็กสาวให้เรียบร้อย
เมื่อเห็นรองเท้าปักลายที่เสิ่นจินฮวนสวมอยู่มีรอยปะชุน เขาจึงจดจำไว้ในใจว่าพอกลับไปถึงจะต้องสั่งให้ศิษย์รับใช้นำเสื้อผ้าชุดใหม่มาให้เด็กสาวสักสองสามชุด
"รับไป"
เจียงหนิงยัดขวดกระเบื้องใส่อ้อมอกของเสิ่นจินฮวน
และกล่าวเสียงนุ่มว่า "ตอนนี้สถานการณ์ยังไม่พร้อม พอกลับไปแล้ว ให้ล้างแผลด้วยน้ำสะอาดก่อน แล้วค่อยทายาประสานกระดูกสร้างเนื้อเอง จากนั้นพันด้วยผ้าพันแผลเสีย"
เสิ่นจินฮวนรู้สึกอยากจะร้องไห้เมื่อได้ยินเช่นนั้น
แม้จะรู้ดีว่าสิ่งที่คนผู้นี้พูดเป็นเพียง "คำลวงโลก"
แต่ตลอดหนึ่งปีในสำนัก นางถูกรังเกียจและถูกกระทำอย่างไม่เป็นธรรมมาโดยตลอด
การได้รับความห่วงใยบ้างเป็นครั้งคราว ก็ยังทำให้นางขอบตาร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
เสิ่นจินฮวนสูดจมูกและหันหน้าหนีไปทางอื่น
นางส่งเสียงตอบรับในลำคอเบาๆ
เจียงหนิงไม่ได้บังคับให้นางพูดอะไรดีๆ หลังจากที่เจ้าของร่างเดิมทำลายความรู้สึกนางไปขนาดนั้น คงน่าขนลุกพิลึกถ้าเสิ่นจินฮวนจะยิ้มร่าแล้วพูดว่า "ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์" กับเขาในตอนนี้
ทว่า เด็กสาวตัวน้อยช่างหยิ่งทระนงนัก นางซาบซึ้งใจ แต่ก็ต้องแสร้งทำเป็นไม่แยแส
"กลับยอดเขากัน!"
เจียงหนิงหยิบเรือลำเล็กออกมาจากถุงมิติและลองขึ้นไปยืน เมื่อเห็นว่าเสิ่นจินฮวนยังยืนนิ่งไม่ขยับ
เขาเลิกคิ้วขึ้น
"ทำไมยังไม่ขึ้นมาอีก?"
เสิ่นจินฮวนมองดูเจียงหนิง
รอยยิ้มเย้ยหยันปรากฏขึ้นบนใบหน้า
"จินฮวนมิบังอาจ ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า หากจินฮวนต้องการไปที่ใด ต้องเดินด้วยสองขาของตนเอง หากเดินไม่ไหว ก็จงตายอยู่ข้างนอกเสียเถิด"
นางยังจำเหตุการณ์ตอนที่เจียงหนิงรู้ว่าความสัมพันธ์ของนางกับอวิ๋นชิงเหยาไม่ดี ขณะกำลังเดินทางกลับยอดเขาที่หกจากยอดเขาเจ้าสำนักได้แม่นยำ
นางก้าวขึ้นเรือวิญญาณตามปกติ แต่กลับถูกเขาถีบลงมา
ครั้งนั้น นางต้องทนเจ็บที่หน้าท้องและเดินลงจากยอดเขาเจ้าสำนัก ใช้เวลาถึงสิบวันกว่าจะปีนกลับขึ้นยอดเขาที่หกได้สำเร็จ
ระหว่างทาง นางต้องทนรับสายตาดูถูกเหยียดหยามจากศิษย์ฝ่ายในและศิษย์ฝ่ายนอก
มีคนแกล้งวางกับดักไว้ในป่า นางเกือบเอาชีวิตไม่รอดระหว่างทาง!