เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ

138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ

138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ


138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ

มนุษย์เรามักจะเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง แต่เมื่อบรรลุถึงและได้สัมผัสรสชาตินั้นแล้ว ความตื่นเต้นโชติช่วงย่อมมลายหายไป

ระว่างทางเดินกลับ โอวหยางหลิงเช็ดคราบชาดและแป้งบนใบหน้าจนสะอาดสะอ้าน นางเดินเตะก้อนหินริมทางด้วยท่าทีหงอยเหงาอยู่บ้าง

หลี่ต้านสังเกตเห็นความไม่สบายใจของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป

"เป็นอะไรไปหรือ?"

โอวหยางหลิงมองหลี่ต้านด้วยแววตาเศร้าสร้อย "พี่หลี่ ท่านว่าโลกนี้มีนรกสิบแปดขุมจริงๆ หรือไม่? คนที่ทำชั่วเมื่อตกตายไปแล้ว จะต้องถูกส่งไปขึ้นภูเขาดาบลงกระทะทองแดงจริงๆ หรือ?"

นางนึกถึงก่อนที่จะสิ้นใจ ในห้วงสำนึกนั้นมีมือที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วนพยายามฉุดกระชากนางลงไปในบ่อโคลนที่มืดมิดประดุจน้ำหมึก เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกหนาวเยือกไปถึงแผ่นหลัง

ครานั้นนางเกือบจะต้องลงไปยังนรกสิบแปดขุมแล้วใช่หรือไม่? แล้วปรมาจารย์อู๋หม่าเอี้ยนกับปรมาจารย์อู๋มู่เอี้ยนเล่า? รวมถึงอู๋เจินเมื่อครู่นี้ด้วย?

เห็นโอวหยางหลิงมีท่าทีจริงจังเช่นนั้น หลี่ต้านก็รู้ว่านางคงจะกระทบกระเทือนใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอมา

เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ "อาจจะมี หรืออาจจะไม่มีก็ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ารู้ นั่นคือตัวเลขสิบแปดนี้เป็นตัวเลขที่ประหลาดและลี้ลับยิ่งนัก"

"เอ๋? เพราะเหตุใดหรือ?" โอวหยางหลิงพลันเกิดความสนใจขึ้นมา

หลี่ต้านชูนิ้วขึ้นมาเริ่มนับให้นางฟัง "เจ้าดูสิ ฝ่ายพุทธมหายานมีสิบแปดอรหันต์ ลูกผู้ชายสิบแปดปีให้หลังก็กลับมาเกิดใหม่เป็นยอดบุรุษได้อีกครา เวลาด่าทอก็ด่าไปถึงสิบแปดชั่วโคตร เวลาชมเชยก็บอกว่าสตรีเมื่ออายุสิบแปดจะงดงามปานหยาดฟ้า ถนนหนทางมีสิบแปดโค้ง แม้แต่สถานที่ที่ลึกลับที่สุด ก็ยังอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้"

โอวหยางหลิงกะพริบตาปริบๆ รู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านี้มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย "แล้วสถานที่ใดกันที่ต้องอายุสิบแปดปีจึงจะเข้าได้?"

หลี่ต้านพลันรู้สึกกระดากอายขึ้นมา "เรื่องนี้... เอาไว้คราวหน้าเมื่อเราออกไปข้างนอก ข้าจะพาเจ้าไปชมเอง"

ทั้งสองกลับถึงวังจิ่วโหย่วอย่างราบรื่น ระหว่างทางไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

เดิมทีทางสำนักได้จัดเตรียมที่พักแยกต่างหากให้หลี่ต้านในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดคนใหม่ แต่หลี่ต้านไม่ยอมไป

ข้ายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน พวกเจ้าล้วนแต่จ้องจะเอาเปรียบข้า หากข้าสิ้นชีพอยู่ในที่พักส่วนตัวคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้

อีกทั้งการอาศัยอยู่ที่วังจิ่วโหย่วนั้นมีคนรู้จักอยู่มาก สามารถดึงดูดความสนใจจากทางสำนักได้ดียิ่งกว่า ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองโอวหยางหลิงและสืบหาตัวฆาตกรได้ดียิ่งขึ้น

ยิงธนูครั้งเดียวได้นกหลายตัว!

เมื่อกลับถึงวัง หลี่ต้านก็เริ่มบำเพ็ญเพียร

แต่เดิมการมาเยือนวังดารา ภารกิจหลักคือการช่วยชีวิตโอวหยางหลิง บัดนี้นางปลอดภัยดีแล้ว แต่ตนเองกลับต้องรั้งอยู่ต่อเพราะภารกิจฝึกฝนตนเองที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา

หากบำเพ็ญจนสำเร็จและกำเนิดหลี่เอ้อต้านได้เร็ววัน เขาก็จะได้รีบเดินทางไปยังสำนักศึกษาเทียนเหอเพื่อตามหาศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รอง

แน่นอนว่าในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เรื่องที่อู๋เจินศิษย์เอกแห่งวังเอ้อโฉ่ว ยอมรับเคราะห์แทนหนีฉานผู้เป็นอาจารย์ ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกวัง

ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างรู้สึกเวทนาต่อเจ้าวังซื่อเหม่าและเจ้าวังอู๋เฉินที่ล่วงลับไปแล้ว หากรู้ล่วงหน้าว่าสามารถใช้ตัวตายตัวแทนได้เช่นนี้ พวกนางคงไม่ต้องตายอย่างอยุติธรรมเพียงนั้น

ทว่าจากภาพที่บันทึกไว้ในศิลาบันทึกภาพก็พิสูจน์ได้สิ่งหนึ่งว่า ผู้อาวุโสสูงสุดที่มีลำดับอาวุโสสูงส่งผู้นี้ เดินทางไปเพื่อทวงเอาชีวิตจริงๆ โดยมีผู้ติดตามตัวน้อยติดตามไปด้วย

เป็นไปตามที่ทุกคนคาดเดาไว้ การตายของเจ้าวังทั้งสองล้วนเกี่ยวข้องกับเขา

แต่ถึงแม้ผู้คนจะลือกันไปต่างๆ นานา ก็ยังมีสิ่งที่ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้

ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องยมทูตหรือนรกขุมต่างๆ ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำราที่ผู้คนเล่าต่อๆ กันมา ปกติแล้วหามีผู้ใดเชื่อถือไม่

การมีฐานพลังแก่กล้าย่อมนำมาซึ่งอายุขัยที่ยืนยาว นี่คือสัจธรรมที่ยึดถือกันมาเนิ่นนาน

อย่างไรก็ดี คงต้องรอดูเหตุการณ์ในวังเอ้อโฉ่วต่อไป

สองคราแรกไม่ได้มีการเตรียมตัวและไม่ได้ใส่ใจนัก แต่คราวนี้ คาดว่าสายตาทุกคู่คงจับจ้องไปที่วังเอ้อโฉ่วและอู๋เจินเป็นแน่

รวมถึงจับตาดูหลี่ต้านอย่างใกล้ชิด ว่าเขาจะเล่นตุกติกอะไรลับหลังหรือไม่

---

ณ วังเอ้อโฉ่ว!

เมื่อเข้าสู่วันที่สอง เหล่าศิษย์ต่างพกศิลาบันทึกภาพกันถ้วนหน้า เพื่อเผยแพร่วีรกรรมอันกล้าหาญของเขา

ในวังดารา มีบุรุษที่ศึกษาด้านดนตรีน้อยยิ่งนัก ในหมู่ศิษย์เกือบสามแสนคน มีบุรุษเพียงไม่ต้องถึงพันคน จึงมักถูกเหล่าสตรีดูแคลน

อีกทั้งปกติแล้วอู๋เจินมีชื่อเสียงไม่ดี แต่คราวนี้ เขากลับกอบกู่ชื่อเสียงกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ

ทว่าหนีฉานกลับกักตัวเขาไว้ในเรือนแยกต่างหาก มีอาหารการกินและเครื่องใช้ไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตอาการเขาสิบสองยามไม่ให้คลาดสายตา

ผู้ที่ร่วมสังเกตการณ์ด้วยนั้น ยังมีคนจากวังอื่นๆ อีกหลายแห่ง

วังทั้งสิบแห่งของวังดารา ตั้งชื่อตามสิบสองนักษัตร เช่น จื่อ โฉ่ว อิ๋น เม่า เฉิน...

นอกจากอู๋มู่เอี้ยนแห่งวังซื่อเหม่า และอู๋หม่าเอี้ยนแห่งวังอู๋เฉินที่สิ้นชีพไปแล้ว รวมถึงมู่ชิงเสวียนแห่งวังจิ่วโหย่วที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด เจ้าวังที่เหลือล้วนมากันพร้อมหน้า

เพราะจากการตายครั้งก่อนๆ หลังจากสิ้นเสียงปี่โซ่น่าได้สี่วัน ผู้ที่ถูกหมายหัวก็จะต้องจบชีวิตลง

ฐานะของหลี่ต้านนั้นสูงส่งนัก และทางสำนักก็ให้ความสำคัญยิ่ง หากวันหน้าเจ้าเด็กนี่เกิดซุกซนขึ้นมาอีกเล่า

เพราะทุกครั้งเป้าหมายของเขาก็คือเหล่าปรมาจารย์เช่นพวกนางทั้งสิ้น

หากสามารถหาเงื่อนงำบางอย่างได้ พวกนางจะได้หาทางรับมือไว้เนิ่นๆ เช่น หากสามารถใช้ตัวตายตัวแทนได้จริงๆ คราวหน้าจะได้...

"ร่างกายของอู๋เจินผู้นี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้" หลังจากตรวจสอบร่างกายของอู๋เจินและแน่ใจว่าไม่ได้ถูกพิษ เจ้าวังชีอู๋ก็กล่าวขึ้น

ท่านอื่นๆ ก็ได้คำตอบเช่นเดียวกัน คือไม่ได้มีความผิดปกติอื่นใด

ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะลึกลับซับซ้อนปานนั้น

ยามนี้อู๋เจินสวมเพียงอาภรณ์น้อยชิ้น นอนอยู่บนเตียง โดยมีเหล่าปรมาจารย์สตรีทั้งเจ็ดผลัดกันตรวจตราตามร่างกาย

ทั้งหู ฟัน พลังวิญญาณ และพลังปราณ ต่างถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน

ความปลาบปลื้มใจเมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกจากบรรยากาศอันเคร่งเครียด ราวกับว่าตนเองกำลังจะตายจริงๆ และถูกพวกนางใช้เป็นเครื่องมือศึกษาก็ไม่ปาน

"อู๋เจิน ยามนี้เจ้ามีความรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่? พวกข้าต้องบันทึกไว้ทุกระยะ!" เจ้าวังซานอิ๋นหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาถามไถ่ด้วยความใส่ใจ

อู๋เจินอยากจะสบถออกมานัก

พวกอาจารย์อายุอานามก็หลายร้อยปีแล้ว แม้แต่ข้าเองก็ร้อยปีเข้าไปแล้ว ทำเช่นนี้จะดีจริงหรือ

เขาฝืนยิ้มแห้งๆ "เรียนท่านเจ้าวังทั้งหลาย ข้าไม่ได้รู้สึกไม่สบายอะไร เพียงแต่ถูกพวกท่านห้อมล้อมเช่นนี้ ข้ารู้สึกหายใจไม่ใคร่ออก และข้าก็เริ่มหิวแล้ว ขออาหารให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่"

"เหลียนเอ๋อ ไปเตรียมอาหารมาให้ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า" หนีฉานรีบสั่งการ

"ประเดี๋ยวเมื่ออาหารมาถึง พวกข้าต้องตรวจสอบก่อนด้วย!"

"ย่อมเป็นเช่นนั้น!"

...

วันที่สาม อู๋เจินที่ถูกปรมาจารย์ทั้งเจ็ดปฏิบัติราวกับหนูทดลองก็เริ่มมีท่าทีทรุดโทรมลง จิตใจห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา

ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกสูบออกไปจากร่างกาย

เขากลายเป็นคนไร้เรี่ยวแรง ยามนี้อู๋เจินเริ่มลนลาน เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย แต่จิตวิญญาณกลับดูมืดมนลง แม้จะพยายามฝืนทำเป็นปกติก็ไม่อาจทำได้

เหล่าปรมาจารย์ต่างเร่งรีบหาสาเหตุ แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยอะไร

จะเป็นไปได้อย่างไร!

ในคืนนั้น หลังจากอู๋เจินล้มตัวลงนอน เขาก็เริ่มเพ้อคลั่ง ใต้ตาคล้ำหนา แววตาลอยล่องสลับกับพร่าเลือน

ครั้นรุ่งเช้าวันที่สี่ เมื่อแสงตะวันแรกสาดส่องลงมา

อู๋เจินก็ได้สิ้นใจลง

เขาจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ทนทุกข์ทรมานนัก

ชั่วขณะนั้น ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความฉงนและหวาดหวั่น

ทว่าหนีฉานยังพอยอมรับได้ เพราะนางรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้มาได้ ต่อจากนี้ นางจะจัดงานศพให้แก่อู๋เจิน ศิษย์เอกของนางอย่างสมเกียรติ

ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ผู้อาวุโสสูงสุดผู้นี้มีความสามารถที่ไม่ธรรมดาจริงๆ

ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น จนถึงบัดนี้ เหล่าระดับสูงของวังดารากลับไม่มีการยุ่งเกี่ยวหรือขัดขวางแม้แต่น้อย

ดูท่าว่าเขาไม่ได้เก่งกาจเพียงเรื่องการปรุงยาเท่านั้น แต่ต้องมีวิชาที่ล้ำลึกด้านอื่นแฝงอยู่อย่างแน่นอน

เมื่อเหล่าปรมาจารย์แยกย้ายกันไปด้วยความตื่นตระหนก เหล่าศิษย์ในวังที่เหลือต่างก็หวาดผวา โดยเฉพาะเหล่าศิษย์สายตรงที่จู่ๆ อาจารย์ก็ส่งรอยยิ้มละไมพร้อมเชิญชวนเข้าไปดื่มชาในเรือน

จะทำเช่นไรดี?

จะทำเช่นไรดี?

จะทำเช่นไรดี?

…………………..

139 - เจ้าเป็นใครกันแน่?

จบบทที่ 138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ

คัดลอกลิงก์แล้ว