- หน้าแรก
- ระบบวินัยพิชิตใจตนเอง
- 138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ
138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ
138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ
138 - สิบแปด ไม่ใช่ตัวเลขที่ธรรมดาสามัญ
มนุษย์เรามักจะเต็มไปด้วยความคาดหวังต่อเป้าหมายที่ยังไม่เคยได้ลิ้มลอง แต่เมื่อบรรลุถึงและได้สัมผัสรสชาตินั้นแล้ว ความตื่นเต้นโชติช่วงย่อมมลายหายไป
ระว่างทางเดินกลับ โอวหยางหลิงเช็ดคราบชาดและแป้งบนใบหน้าจนสะอาดสะอ้าน นางเดินเตะก้อนหินริมทางด้วยท่าทีหงอยเหงาอยู่บ้าง
หลี่ต้านสังเกตเห็นความไม่สบายใจของนาง รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาก็ค่อยๆ เลือนหายไป
"เป็นอะไรไปหรือ?"
โอวหยางหลิงมองหลี่ต้านด้วยแววตาเศร้าสร้อย "พี่หลี่ ท่านว่าโลกนี้มีนรกสิบแปดขุมจริงๆ หรือไม่? คนที่ทำชั่วเมื่อตกตายไปแล้ว จะต้องถูกส่งไปขึ้นภูเขาดาบลงกระทะทองแดงจริงๆ หรือ?"
นางนึกถึงก่อนที่จะสิ้นใจ ในห้วงสำนึกนั้นมีมือที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วนพยายามฉุดกระชากนางลงไปในบ่อโคลนที่มืดมิดประดุจน้ำหมึก เพียงแค่นึกถึงก็รู้สึกหนาวเยือกไปถึงแผ่นหลัง
ครานั้นนางเกือบจะต้องลงไปยังนรกสิบแปดขุมแล้วใช่หรือไม่? แล้วปรมาจารย์อู๋หม่าเอี้ยนกับปรมาจารย์อู๋มู่เอี้ยนเล่า? รวมถึงอู๋เจินเมื่อครู่นี้ด้วย?
เห็นโอวหยางหลิงมีท่าทีจริงจังเช่นนั้น หลี่ต้านก็รู้ว่านางคงจะกระทบกระเทือนใจจากเหตุการณ์ที่เพิ่งพบเจอมา
เขาจึงส่ายหน้าเบาๆ "อาจจะมี หรืออาจจะไม่มีก็ได้ แต่มีสิ่งหนึ่งที่ข้ารู้ นั่นคือตัวเลขสิบแปดนี้เป็นตัวเลขที่ประหลาดและลี้ลับยิ่งนัก"
"เอ๋? เพราะเหตุใดหรือ?" โอวหยางหลิงพลันเกิดความสนใจขึ้นมา
หลี่ต้านชูนิ้วขึ้นมาเริ่มนับให้นางฟัง "เจ้าดูสิ ฝ่ายพุทธมหายานมีสิบแปดอรหันต์ ลูกผู้ชายสิบแปดปีให้หลังก็กลับมาเกิดใหม่เป็นยอดบุรุษได้อีกครา เวลาด่าทอก็ด่าไปถึงสิบแปดชั่วโคตร เวลาชมเชยก็บอกว่าสตรีเมื่ออายุสิบแปดจะงดงามปานหยาดฟ้า ถนนหนทางมีสิบแปดโค้ง แม้แต่สถานที่ที่ลึกลับที่สุด ก็ยังอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุสิบแปดปีขึ้นไปเท่านั้นจึงจะเข้าไปได้"
โอวหยางหลิงกะพริบตาปริบๆ รู้สึกว่าถ้อยคำเหล่านี้มีเหตุผลอยู่ไม่น้อย "แล้วสถานที่ใดกันที่ต้องอายุสิบแปดปีจึงจะเข้าได้?"
หลี่ต้านพลันรู้สึกกระดากอายขึ้นมา "เรื่องนี้... เอาไว้คราวหน้าเมื่อเราออกไปข้างนอก ข้าจะพาเจ้าไปชมเอง"
ทั้งสองกลับถึงวังจิ่วโหย่วอย่างราบรื่น ระหว่างทางไม่ได้มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เดิมทีทางสำนักได้จัดเตรียมที่พักแยกต่างหากให้หลี่ต้านในฐานะผู้อาวุโสสูงสุดคนใหม่ แต่หลี่ต้านไม่ยอมไป
ข้ายังไม่คุ้นเคยกับสถานที่และผู้คน พวกเจ้าล้วนแต่จ้องจะเอาเปรียบข้า หากข้าสิ้นชีพอยู่ในที่พักส่วนตัวคงไม่มีผู้ใดล่วงรู้
อีกทั้งการอาศัยอยู่ที่วังจิ่วโหย่วนั้นมีคนรู้จักอยู่มาก สามารถดึงดูดความสนใจจากทางสำนักได้ดียิ่งกว่า ซึ่งจะเป็นการคุ้มครองโอวหยางหลิงและสืบหาตัวฆาตกรได้ดียิ่งขึ้น
ยิงธนูครั้งเดียวได้นกหลายตัว!
เมื่อกลับถึงวัง หลี่ต้านก็เริ่มบำเพ็ญเพียร
แต่เดิมการมาเยือนวังดารา ภารกิจหลักคือการช่วยชีวิตโอวหยางหลิง บัดนี้นางปลอดภัยดีแล้ว แต่ตนเองกลับต้องรั้งอยู่ต่อเพราะภารกิจฝึกฝนตนเองที่ถูกกระตุ้นขึ้นมา
หากบำเพ็ญจนสำเร็จและกำเนิดหลี่เอ้อต้านได้เร็ววัน เขาก็จะได้รีบเดินทางไปยังสำนักศึกษาเทียนเหอเพื่อตามหาศิษย์พี่ใหญ่และศิษย์พี่รอง
แน่นอนว่าในเวลาไม่ถึงหนึ่งวัน เรื่องที่อู๋เจินศิษย์เอกแห่งวังเอ้อโฉ่ว ยอมรับเคราะห์แทนหนีฉานผู้เป็นอาจารย์ ก็แพร่สะพัดไปทั่วทุกวัง
ชั่วพริบตาเดียว ทุกคนต่างรู้สึกเวทนาต่อเจ้าวังซื่อเหม่าและเจ้าวังอู๋เฉินที่ล่วงลับไปแล้ว หากรู้ล่วงหน้าว่าสามารถใช้ตัวตายตัวแทนได้เช่นนี้ พวกนางคงไม่ต้องตายอย่างอยุติธรรมเพียงนั้น
ทว่าจากภาพที่บันทึกไว้ในศิลาบันทึกภาพก็พิสูจน์ได้สิ่งหนึ่งว่า ผู้อาวุโสสูงสุดที่มีลำดับอาวุโสสูงส่งผู้นี้ เดินทางไปเพื่อทวงเอาชีวิตจริงๆ โดยมีผู้ติดตามตัวน้อยติดตามไปด้วย
เป็นไปตามที่ทุกคนคาดเดาไว้ การตายของเจ้าวังทั้งสองล้วนเกี่ยวข้องกับเขา
แต่ถึงแม้ผู้คนจะลือกันไปต่างๆ นานา ก็ยังมีสิ่งที่ไม่อาจหาเหตุผลมาอธิบายได้
ท้ายที่สุดแล้ว เรื่องยมทูตหรือนรกขุมต่างๆ ล้วนเป็นเพียงเรื่องเล่าในตำราที่ผู้คนเล่าต่อๆ กันมา ปกติแล้วหามีผู้ใดเชื่อถือไม่
การมีฐานพลังแก่กล้าย่อมนำมาซึ่งอายุขัยที่ยืนยาว นี่คือสัจธรรมที่ยึดถือกันมาเนิ่นนาน
อย่างไรก็ดี คงต้องรอดูเหตุการณ์ในวังเอ้อโฉ่วต่อไป
สองคราแรกไม่ได้มีการเตรียมตัวและไม่ได้ใส่ใจนัก แต่คราวนี้ คาดว่าสายตาทุกคู่คงจับจ้องไปที่วังเอ้อโฉ่วและอู๋เจินเป็นแน่
รวมถึงจับตาดูหลี่ต้านอย่างใกล้ชิด ว่าเขาจะเล่นตุกติกอะไรลับหลังหรือไม่
---
ณ วังเอ้อโฉ่ว!
เมื่อเข้าสู่วันที่สอง เหล่าศิษย์ต่างพกศิลาบันทึกภาพกันถ้วนหน้า เพื่อเผยแพร่วีรกรรมอันกล้าหาญของเขา
ในวังดารา มีบุรุษที่ศึกษาด้านดนตรีน้อยยิ่งนัก ในหมู่ศิษย์เกือบสามแสนคน มีบุรุษเพียงไม่ต้องถึงพันคน จึงมักถูกเหล่าสตรีดูแคลน
อีกทั้งปกติแล้วอู๋เจินมีชื่อเสียงไม่ดี แต่คราวนี้ เขากลับกอบกู่ชื่อเสียงกลับมาได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ทว่าหนีฉานกลับกักตัวเขาไว้ในเรือนแยกต่างหาก มีอาหารการกินและเครื่องใช้ไม่ขาดตกบกพร่อง พร้อมทั้งเฝ้าสังเกตอาการเขาสิบสองยามไม่ให้คลาดสายตา
ผู้ที่ร่วมสังเกตการณ์ด้วยนั้น ยังมีคนจากวังอื่นๆ อีกหลายแห่ง
วังทั้งสิบแห่งของวังดารา ตั้งชื่อตามสิบสองนักษัตร เช่น จื่อ โฉ่ว อิ๋น เม่า เฉิน...
นอกจากอู๋มู่เอี้ยนแห่งวังซื่อเหม่า และอู๋หม่าเอี้ยนแห่งวังอู๋เฉินที่สิ้นชีพไปแล้ว รวมถึงมู่ชิงเสวียนแห่งวังจิ่วโหย่วที่ไม่ชอบสุงสิงกับผู้ใด เจ้าวังที่เหลือล้วนมากันพร้อมหน้า
เพราะจากการตายครั้งก่อนๆ หลังจากสิ้นเสียงปี่โซ่น่าได้สี่วัน ผู้ที่ถูกหมายหัวก็จะต้องจบชีวิตลง
ฐานะของหลี่ต้านนั้นสูงส่งนัก และทางสำนักก็ให้ความสำคัญยิ่ง หากวันหน้าเจ้าเด็กนี่เกิดซุกซนขึ้นมาอีกเล่า
เพราะทุกครั้งเป้าหมายของเขาก็คือเหล่าปรมาจารย์เช่นพวกนางทั้งสิ้น
หากสามารถหาเงื่อนงำบางอย่างได้ พวกนางจะได้หาทางรับมือไว้เนิ่นๆ เช่น หากสามารถใช้ตัวตายตัวแทนได้จริงๆ คราวหน้าจะได้...
"ร่างกายของอู๋เจินผู้นี้ยังมีปัญหาอยู่บ้าง ดูอ่อนแอไร้เรี่ยวแรงถึงเพียงนี้" หลังจากตรวจสอบร่างกายของอู๋เจินและแน่ใจว่าไม่ได้ถูกพิษ เจ้าวังชีอู๋ก็กล่าวขึ้น
ท่านอื่นๆ ก็ได้คำตอบเช่นเดียวกัน คือไม่ได้มีความผิดปกติอื่นใด
ข้าไม่เชื่อหรอกว่ามันจะลึกลับซับซ้อนปานนั้น
ยามนี้อู๋เจินสวมเพียงอาภรณ์น้อยชิ้น นอนอยู่บนเตียง โดยมีเหล่าปรมาจารย์สตรีทั้งเจ็ดผลัดกันตรวจตราตามร่างกาย
ทั้งหู ฟัน พลังวิญญาณ และพลังปราณ ต่างถูกตรวจสอบอย่างละเอียดถี่ถ้วน
ความปลาบปลื้มใจเมื่อวานถูกแทนที่ด้วยความตื่นตระหนกจากบรรยากาศอันเคร่งเครียด ราวกับว่าตนเองกำลังจะตายจริงๆ และถูกพวกนางใช้เป็นเครื่องมือศึกษาก็ไม่ปาน
"อู๋เจิน ยามนี้เจ้ามีความรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่? พวกข้าต้องบันทึกไว้ทุกระยะ!" เจ้าวังซานอิ๋นหยิบกระดาษและพู่กันขึ้นมาถามไถ่ด้วยความใส่ใจ
อู๋เจินอยากจะสบถออกมานัก
พวกอาจารย์อายุอานามก็หลายร้อยปีแล้ว แม้แต่ข้าเองก็ร้อยปีเข้าไปแล้ว ทำเช่นนี้จะดีจริงหรือ
เขาฝืนยิ้มแห้งๆ "เรียนท่านเจ้าวังทั้งหลาย ข้าไม่ได้รู้สึกไม่สบายอะไร เพียงแต่ถูกพวกท่านห้อมล้อมเช่นนี้ ข้ารู้สึกหายใจไม่ใคร่ออก และข้าก็เริ่มหิวแล้ว ขออาหารให้ข้าสักหน่อยได้หรือไม่"
"เหลียนเอ๋อ ไปเตรียมอาหารมาให้ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้า" หนีฉานรีบสั่งการ
"ประเดี๋ยวเมื่ออาหารมาถึง พวกข้าต้องตรวจสอบก่อนด้วย!"
"ย่อมเป็นเช่นนั้น!"
...
วันที่สาม อู๋เจินที่ถูกปรมาจารย์ทั้งเจ็ดปฏิบัติราวกับหนูทดลองก็เริ่มมีท่าทีทรุดโทรมลง จิตใจห่อเหี่ยวไร้ชีวิตชีวา
ราวกับมีบางสิ่งบางอย่างถูกสูบออกไปจากร่างกาย
เขากลายเป็นคนไร้เรี่ยวแรง ยามนี้อู๋เจินเริ่มลนลาน เขาสัมผัสได้ว่าร่างกายไม่ได้มีอาการเจ็บป่วย แต่จิตวิญญาณกลับดูมืดมนลง แม้จะพยายามฝืนทำเป็นปกติก็ไม่อาจทำได้
เหล่าปรมาจารย์ต่างเร่งรีบหาสาเหตุ แต่ก็ยังไม่พบร่องรอยอะไร
จะเป็นไปได้อย่างไร!
ในคืนนั้น หลังจากอู๋เจินล้มตัวลงนอน เขาก็เริ่มเพ้อคลั่ง ใต้ตาคล้ำหนา แววตาลอยล่องสลับกับพร่าเลือน
ครั้นรุ่งเช้าวันที่สี่ เมื่อแสงตะวันแรกสาดส่องลงมา
อู๋เจินก็ได้สิ้นใจลง
เขาจากไปอย่างรวดเร็ว ไม่ได้ทนทุกข์ทรมานนัก
ชั่วขณะนั้น ปรมาจารย์ทั้งเจ็ดต่างพากันขมวดคิ้วด้วยความฉงนและหวาดหวั่น
ทว่าหนีฉานยังพอยอมรับได้ เพราะนางรอดพ้นเคราะห์กรรมนี้มาได้ ต่อจากนี้ นางจะจัดงานศพให้แก่อู๋เจิน ศิษย์เอกของนางอย่างสมเกียรติ
ช่างน่าพรั่นพรึงยิ่งนัก ผู้อาวุโสสูงสุดผู้นี้มีความสามารถที่ไม่ธรรมดาจริงๆ
ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น จนถึงบัดนี้ เหล่าระดับสูงของวังดารากลับไม่มีการยุ่งเกี่ยวหรือขัดขวางแม้แต่น้อย
ดูท่าว่าเขาไม่ได้เก่งกาจเพียงเรื่องการปรุงยาเท่านั้น แต่ต้องมีวิชาที่ล้ำลึกด้านอื่นแฝงอยู่อย่างแน่นอน
เมื่อเหล่าปรมาจารย์แยกย้ายกันไปด้วยความตื่นตระหนก เหล่าศิษย์ในวังที่เหลือต่างก็หวาดผวา โดยเฉพาะเหล่าศิษย์สายตรงที่จู่ๆ อาจารย์ก็ส่งรอยยิ้มละไมพร้อมเชิญชวนเข้าไปดื่มชาในเรือน
จะทำเช่นไรดี?
จะทำเช่นไรดี?
จะทำเช่นไรดี?
…………………..
139 - เจ้าเป็นใครกันแน่?