- หน้าแรก
- ระบบวินัยพิชิตใจตนเอง
- 131 - ข้ามีเพียงกลิ่นเต่า
131 - ข้ามีเพียงกลิ่นเต่า
131 - ข้ามีเพียงกลิ่นเต่า
131 - ข้ามีเพียงกลิ่นเต่า
ลานเมเปิลแดง!
นี่คือเขตแดนที่บรรจบกันระหว่างวิชาพยากรณ์ดาราและวิชาวิถีคีตะ
หากจะบอกว่าเป็นลานกว้าง ไม่สู้บอกว่าเป็นสถานที่ที่งดงามที่สุดในวังดาราแห่งนี้ ทั่วทั้งบริเวณปลูกต้นเมเปิลแดงไว้เต็มขุนเขา ใบเมเปิลแต่ละใบหมุนวนร่วงหล่นลงมา ดูงดงามราวกับภาพฝัน
เมื่อหลี่ต้าน,โอวหยางหลิง,ลู่เอี้ยนหยาและจงม่างทั้งสี่คนเดินทางมาถึง สถานที่แห่งนี้ก็คลาคล่ำไปด้วยผู้คนเสียแล้ว
บรรยากาศช่างละม้ายคล้ายกับสถานที่นัดบอดเสียจริง
เป็นที่รู้กันว่า ในวันปกติเหล่าศิษย์ชายจากฝั่งพยากรณ์ดารามักไม่ค่อยมาเหยียบฝั่งวิถีคีตะนัก เนื่องจากกฎระเบียบของทั้งสองฝ่ายนั้นเข้มงวดยิ่ง แต่ใครจะคาดคิดว่า เมื่อวานนี้ทางสำนักจะประกาศกะทันหัน ให้พวกเขาได้มีโอกาสพบปะสังสรรค์กัน
เรื่องดีๆ เช่นนี้แม้แต่จะฝันยังไม่กล้า โดยเฉพาะสำหรับเหล่าศิษย์ชายแล้ว นี่ถือเป็นสวัสดิการชั้นยอดเลยทีเดียว ด้วยสัดส่วนชายหญิงที่ 1 ต่อ 2 หมายความว่าฝ่ายชายมีสิทธิ์เลือกมากกว่าฝ่ายหญิงมาก อีกทั้งแต่ละคนยังมีกิริยาสุภาพบุรุษตามแบบฉบับผู้ศึกษาดาราศาสตร์ บุรุษเช่นนี้ย่อมเป็นที่ต้องการจนไม่พอขาย
"ศิษย์น้องเล็ก คุณชายหลี่ พวกท่านเดินดูไปก่อนนะ ข้า... ข้าขอตัวไปเดินเล่นรอบๆ หน่อย" ลู่เอี้ยนหยากล่าวจบก็รีบแทรกตัวหายเข้าไปในฝูงชนทันที
จงม่างเองก็หันมามองคนทั้งคู่ด้วยใบหน้าขึ้นสีระเรื่ออย่างเขินอาย "เอ่อ... ข้าเองก็ขอไปดูรอบๆ บ้าง"
เพียงชั่วครู่เดียว ก็เหลือเพียงโอวหยางหลิงและหลี่ต้านอยู่กันสองคน
โอวหยางหลิงเองก็อยากจะวิ่งเล่นไปทั่วใจจะขาด แต่ผู้คนพลุกพล่านเกินไป อีกทั้งตอนนี้อาจารย์ของนางยังแอบคุ้มครองนางอยู่ในที่มืด หากนางวิ่งซนจนอาจารย์ตาลายหาตัวไม่เจอจะทำอย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ก่อนจะมาหลี่ต้านยังเล่าเรื่องสยองขวัญให้นางฟังว่า พวกคนชั่วชอบแฝงตัวอยู่ในฝูงชนที่สุด ในขณะที่เจ้ากำลังมองนั่นมองนี่อยู่ มันอาจจะถือมีดเข้ามาแทงพรวด... ขาเข้าเป็นสีขาว ขาออกเป็นสีแดง! ในตอนที่เจ้ายังไม่ทันรู้สึกเจ็บ มันก็กลืนหายไปกับฝูงชนเสียแล้ว ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรได้ ในเมื่อคนเยอะจนหาคนผิดไม่ได้ จะร้องไห้ก็ไม่มีที่ให้ร้อง
คำพูดนี้ทำเอาโอวหยางหลิงต้องเอามือลูบหน้าท้องน้อยของตัวเองตามสัญชาตญาณ หน้าท้องที่น่ารักขนาดนี้ หากต้องตายก็นับว่าช่างมันเถอะ แต่ถ้าทิ้งรอยแผลเป็นที่น่าเกลียดไว้ วันหน้าจะไปสู้หน้าผู้คนได้อย่างไร จะแต่งงานได้อย่างไร แล้วจะอธิบายกับสามีในอนาคตว่าอย่างไร
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็มองหลี่ต้านด้วยสายตาตัดพ้อเล็กน้อย
"พี่หลี่ พวกเราต้องทำแบบนี้จริงๆ หรือ ตอนนี้ท่านออกจะร่ำรวยกว่าทุกคนในที่นี้เสียอีกนะ" โอวหยางหลิงกล่าว
หลี่ต้านหัวเราะเจ้าเล่ห์ พลางกวาดสายตามองหาชัยภูมิที่เหมาะสม เขาจูงมือโอวหยางหลิงไปที่ใต้ต้นเมเปิลแดงต้นหนึ่ง แล้วตบที่ถุงเก็บของเบาๆ ทันใดนั้นโต๊ะหนึ่งตัวและเก้าอี้หนึ่งตัวก็ปรากฏขึ้น
อ้อ... ยังมีป้ายผ้ายาวๆ อีกผืนหนึ่ง เขียนว่า【 สำนักงานจัดการด้ายแดงบุพเพสันนิวาส 】
"เจ้าพูดอะไรอย่างนั้น ใครจะรังเกียจเงินทองกัน และข้าก็มีเงินเพียงน้อยนิด เจ้าอย่าได้ไปป่าวประกาศให้คนภายนอกรู้เชียวว่าข้ามีเงิน มันจะดึงดูดพวกไม่หวังดีเอาได้ อีกอย่างนี่ก็เป็นตลาดการค้าเสรี ไม่มีใครมาคุมหรอก!"
หลี่ต้านพูดจบก็หยิบด้ายแดงพวงใหญ่มาคล้องคอโอวหยางหลิง แล้วดึงให้นางยืนตัวตรง!
โอวหยางหลิงมองด้ายแดงที่คอจนลำคอแทบจะทรุดลงตามน้ำหนัก "พี่... พี่หลี่ สิ่งนี้มันจะได้ผลจริงๆ หรือ?"
ตอนนี้หลี่ต้านเตรียมตัวพร้อมแล้ว เขาหยิบยันต์คุ้มครองที่เตรียมไว้ทั้งคืนออกมาวางบนโต๊ะ
"นี่เจ้าไม่รู้อะไรเสียแล้ว ในโลกนี้ เงินของเด็กและสตรีนั้นหาได้ง่ายที่สุด เจ้าคอยดูให้ดีเถอะ!"
หลี่ต้านพูดจบ กำลังจะอ้าปากตะโกน ก็รู้สึกเสียวสันหลังวูบขึ้นมาทันที เขาจึงรีบหยิบด้ายแดงบางส่วนจากคอโอวหยางหลิงมาวางบนโต๊ะแทน
ร่างกายของโอวหยางหลิงจึงค่อยยืดตรงขึ้นได้!
หลี่ต้านกระแอมไอสองครั้ง หยิบอาวุธคู่กายอย่างลำโพงสังกะสีขึ้นมา แล้วเริ่มตะโกนเสียงดังลั่น
"เดินผ่านมาอย่าเดินผ่านไป เข้ามาดูมาชมกันก่อนเร็วเข้า ตัวข้าคือทายาทรุ่นที่สามร้อยหกสิบสองของเฒ่าจันทรา ด้ายแดงบุพเพชั้นยอดเหล่านี้ได้มาจากสุสานบรรพชนที่เพิ่งขุดขึ้นมาเมื่อไม่นานมานี้"
"ท่านรักกันหรือไม่ หากรักกันก็จงซื้อไปสองเส้น เส้นหนึ่งผูกที่ข้อมือนาง อีกเส้นผูกที่ข้อมือท่าน เพื่อเกี่ยวกระหวัดดวงใจของอีกฝ่ายไว้ในมือท่านให้แน่นหนา"
"เพียงเส้นละสิบผลึกวิญญาณเท่านั้น สิบผลึกวิญญาณนะ ถูกแสนถูก สิบผลึกวิญญาณซื้อไปไม่ขาดทุน ซื้อไปไม่เสียรู้"
"โอกาสไม่ได้มีมาทุกวัน ถึงเวลาต้องลงมือก็ต้องลงมือ หากแม้แต่สิบผลึกวิญญาณยังอาลัยอาวรณ์ นั่นแสดงว่าท่านรักนางยังไม่ลึกซึ้งพอ"
"ยังมีรอยยันต์คุ้มครองชั้นเลิศอีกด้วยนะ รับสลักชื่อให้สดๆ ร้อนๆ แล้วแขวนไว้บนต้นเมเปิลแดงเบื้องหลังข้า ให้กาลเวลาเป็นพยานถึงบุพเพและความรักของพวกท่าน"
............
โอวหยางหลิงมองหลี่ต้านด้วยความเลื่อมใสจนแทบจะกราบกราน ไม่เสียแรงที่เป็นเซียนรัก ฝีมือการป่าวประกาศของท่านนี่... หากข้าเอาสมุดบันทึกคำคมรักที่สะสมไว้ออกมาตั้งโต๊ะให้คนเลือกบ้าง แล้วคิดเงินอักษรละหนึ่งผลึกวิญญาณ ข้าก็คงรวยเละเหมือนกันนะเนี่ย
ฝ่ายหญิงมีเกือบสามแสนคน ฝ่ายชายเกือบสองแสนคน ถึงแม้จะมาไม่ครบทุกคน แต่ก็น่าจะมีเป็นแสนคนได้
ทันทีที่หลี่ต้านตะโกนจบ ศิษย์ชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินตรงเข้ามาทันที เมื่อดูจากเสื้อผ้าสีน้ำเงินเข้ม ก็รู้ได้ทันทีว่าเป็นนักพยากรณ์ดารา
"ศิษย์พี่ท่านนี้ ข้าขอซื้อด้ายแดงสองเส้นได้หรือไม่?"
หลี่ต้านไม่คาดคิดว่าการค้าจะเริ่มต้นเร็วเพียงนี้ เขาจึงลุกขึ้นยิ้มแย้มต้อนรับ
"ได้เลยพ่อรูปหล่อ เปิดประเดิมร้านวันแรก ข้าแถมยันต์คุ้มครองให้เปล่าสองชิ้นเลย แล้วคนที่ท่านชอบล่ะ มาด้วยกันสองคนถึงจะน่าสนุกนะ!" หลี่ต้านรีบเลือกด้ายแดงให้เขา
ศิษย์วังดาราผู้นั้นหน้าแดงก่ำขึ้นมาทันที ก่อนจะหันไปมองโอวหยางหลิงที่ยืนอยู่ข้างๆ อย่างเขินอาย "สะ... ศิษย์พี่หญิงท่านนี้ ท่านมีนามว่าอะไอ..."
"ไสหัวไป!"
"ได้เลย!"
ศิษย์ผู้นั้นวิ่งหนีหายไปทันที โอวหยางหลิงโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ คิดอะไรของเจ้าน่ะเจ้าหนูน้อย อายุเท่านี้คิดจะมาลวนลามพี่สาวหรือ แม้ข้าจะอายุยังน้อย แต่ก็อยู่ระดับชุมนุมวิญญาณขั้นกลางแล้วนะ เจ้าเพิ่งเข้าสำนักมาได้กี่วันกัน
หลี่ต้านรีบลุกขึ้นวิ่งตามไป "จ่ายเงินก่อนสิ! เจ้ายังไม่ได้จ่ายเงินเลย หน้าไม่อายจริงๆ..."
ครู่ต่อมา หลี่ต้านสวมหมวกหัวเสือเดินบ่นกระปอดกระแปดกลับมาจากฝูงชน แล้ววางด้ายแดงเส้นหนึ่งลงบนโต๊ะ ช่างงกเสียจริง พวกนักพยากรณ์คำนวณดวงชะตาน่าจะมีเงินเยอะไม่ใช่หรือ ไม่มีเงินแล้วยังกล้ามาจีบสาวอีก?
"ข้ายันต์คุ้มครองสักชิ้นเถิด!"
ในตอนนั้นเอง มีชายหญิงคู่หนึ่งเดินเข้ามาด้วยท่าทางเคอะเขิน ทั้งสองคนทำตัวประหม่า แม้แต่มือก็ยังไม่กล้าจูงกัน
ฝ่ายที่พูดคือชายหนุ่ม หลี่ต้านยิ้มพลางลุกขึ้นส่งยันต์คุ้มครองให้ "ยินดีด้วยนะ ยี่สิบผลึกวิญญาณ!"
............
ตลอดทั้งช่วงเช้า มีผลึกวิญญาณไหลเข้ากระเป๋าเกือบแปดหมื่นชิ้น หลี่ต้านไม่เคยคิดเลยว่าจะมีวันที่เงินทองหาได้ง่ายดายเช่นนี้
โอวหยางหลิงที่อยู่ข้างๆ ถึงกับมองด้วยความอิจฉาจนน้ำลายแทบหก ที่แท้ขอเพียงมีสมอง เรื่องอะไรก็ไม่ใช่ปัญหาจริงๆ
ในขณะเดียวกัน ท่ามกลางฝูงชน ชายชราผู้มีใบหน้าเหี่ยวย่นคนหนึ่งกำลังจ้องมองหลี่ต้านมานานแล้ว จมูกของเขาขยับเล็กน้อยคล้ายได้กลิ่นอะไรบางอย่างที่น่าสนใจ
จากนั้นเขาก็เดินโซซัดโซเซตรงเข้ามา
โอวหยางหลิงที่เดิมทีตั้งใจจะขอค่าเหนื่อยจากหลี่ต้านเสียหน่อย เมื่อเห็นชายชราผู้นั้น ดวงตาของนางก็หดเล็กลงทันที
ปรมาจารย์โจวนักหลอมโอสถระดับเจ็ดเพียงหนึ่งเดียวของวังดารา วันนี้ทำไมเขาถึงออกมาได้? ปรมาจารย์โจวไม่ได้ปรากฏตัวต่อหน้าคนภายนอกมาเกือบหกสิบปีแล้ว ครั้งล่าสุดหากอาจารย์ไม่พานางไปหาเพื่อรักษาโรค นางก็คงจำไม่ได้
เขาเดินมาที่นี่ คงจะสงสัยว่าพิษของนางถูกถอนได้อย่างไรแน่ๆ แล้วจะตอบว่าอย่างไรดี?
โอวหยางหลิงเริ่มลนลาน นางพยายามมองหาเงาของอาจารย์จากด้านหลังอย่างไม่ให้เป็นที่สังเกต แต่กลับพบว่า เมื่อปรมาจารย์โจวเดินมาถึง เขากลับจับจ้องสายตาทั้งหมดไปที่หลี่ต้าน
"บนตัวของเจ้าดูเหมือนจะมีกลิ่นอายของโอสถนะ" ปรมาจารย์โจวกล่าว
หลี่ต้านกำลังคิดว่าของที่เตรียมมามันน้อยไปหรือไม่ พอได้ยินคนทักจึงเงยหน้าขึ้นมาเห็นชายชราคนหนึ่ง
ให้ตายเถอะ ตาแก่นี่แก่ขนาดนี้แล้วยังจะมาจีบสาวอีกหรือ? เตรียมมาหาลูกบุญธรรมล่ะมั้งเนี่ย
แต่ในเมื่อมาแล้วก็คือแขก หลี่ต้านจึงลุกขึ้น "กลิ่นโอสถที่ไหนกัน ที่ท่านได้กลิ่นน่ะคือกลิ่นเต่าของข้าต่างหาก ตาเฒ่า จะเอาด้ายแดงบุพเพไหม เหลือไม่กี่เส้นแล้วนะ ประเดี๋ยวจะหมดเอาเสียก่อน!"
………………….