เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

109 - ต้าเว่ยเทียนหลง

109 - ต้าเว่ยเทียนหลง

109 - ต้าเว่ยเทียนหลง


109 - ต้าเว่ยเทียนหลง

ณ ยอดเขาหูหลู!

รายรอบสมุนไพรวิญญาณหลากสีสัน มียอดฝีมือจำนวนมากคอยอารักขาอย่างเข้มงวด

เจ้าสำนักเฉาเจิ้งหยางยืนเอามือไพล่หลัง ทอดสายตามองดูทะเลเมฆที่ม้วนตัวอยู่เบื้องหน้า

เบื้องหลังของเขา มีชายชราผู้หนึ่งที่มีใบหน้าแก่ชราอย่างยิ่งนั่งลงอย่างสงบ เขาค่อยๆ บรรจงจัดทรงผมที่ยุ่งเหยิงของโจวไท่อย่างแผ่วเบา

ชายผู้นี้คือเหลียวซิงฮั่น ยอดปรมาจารย์โอสถระดับสี่เพียงหนึ่งเดียวแห่งเทียนหยาไห่เกอ

ดวงตาของเหลียวซิงฮั่นเหม่อลอย เต็มไปด้วยความอ้างว้างและโศกเศร้า

"ปีนี้เจ้าอายุสี่สิบหกแล้วกระมัง นึกถึงอดีตช่างผ่านไปรวดเร็วนัก เจ้าอยู่ปรนนิบัติข้างกายข้ามาเกือบสี่สิบปีแล้ว ยังจำได้ดีในวันที่ฝนพรำ เจ้าหลบอยู่ใต้ศาลาหญ้าแฝกที่ทรุดโทรม ร่างกายสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ..."

"ชีวิตนี้ข้ารู้สึกอิ่มเอมใจนัก ได้เป็นนักปรุงยาผู้สูงส่ง ไม่เสียทีที่สำนักคอยชุบเลี้ยง และยังได้สั่งสอนพวกเจ้าจนเติบใหญ่ ข้าเคยคิดว่าหากวันใดข้าลาลับไป พวกเจ้าจะเป็นเสาหลักของสำนัก คอยแบกรับภาระสืบไป..."

"เจ้าดูตัวเจ้าสิ ถูกลอบทำร้ายจากข้างหลังจนมีสภาพเช่นนี้ หากเจ้าปรารถนาคัมภีร์โอสถเพียงเอ่ยปากบอกอาจารย์ ข้าย่อมมอบให้เจ้าได้ทุกเมื่อ"

"ที่แท้พิษร้ายหยินหยางในร่างกายเจ้ายังไม่หายขาด เป็นเหมือนยามที่เจ้ายังเยาว์วัย ชอบโกหกต่อข้ายิ่งนัก นี่คงเป็นแผลที่เจ้าเคยรับแทนข้าในครานั้น เป็นเพราะข้าไม่ฟังคำทัดทานของเจ้า ดึงดันจะลงไปยังทุ่งน้ำแข็งเพื่อเสาะหาสมุนไพร เจ้าจึงต้องทนทุกข์เพียงนี้..."

เหลียวซิงฮั่นพึมพำกับตนเอง พลางจัดแจงเครื่องแต่งกายเป็นคราสุดท้ายให้แก่โจวไท่

ทว่าดูออกว่าเขาต้องทนทุกข์ทรมานใจเพียงใด

เขามีศิษย์ห้าคน แต่คนที่เขารักที่สุดคือโจวไท่

เพราะโจวไท่อยู่กับเขามานานที่สุด เป็นคนเฉลียวฉลาดและกตัญญูยิ่งนัก

บางครั้งเพียงสายตาเดียว หรือท่าทางเพียงเล็กน้อย เขาก็ล่วงรู้ถึงความต้องการของอาจารย์และจัดการทุกอย่างได้อย่างเรียบร้อย

แท้จริงแล้วคัมภีร์โอสถเล่มนี้ อาจารย์เขียนขึ้นเพื่อพวกเจ้าทั้งห้าคนโดยเฉพาะ

"เรียนท่านเจ้าสำนัก มั่นใจได้ว่าท่านปรมาจารย์โจวผู้นี้ คือคนที่ทำตัวลับๆ ล่อๆ เมื่อคืนก่อน พวกเราที่เฝ้าสืบสวนอยู่ในเงามืดได้เข้าล้อมเขาไว้ทันที ทว่าวิชาตัวเบาของเขาช่างลึกลับ แม้จะล้อมไว้ได้และทำร้ายเขาจนบาดเจ็บสาหัส แต่เขาก็ยังหลบหนีไปได้ ไม่คาดคิดว่าจะมาปรากฏตัวที่นี่"

ชายผู้หนึ่งที่สวมหน้ากากอสูรเดินเข้ามารายงาน

เฉาเจิ้งหยางไม่ได้เอ่ยคำใด เพียงแต่ขมวดคิ้วแน่น

การตายของโจวไท่ ไม่เพียงทำให้สะเทือนใจ ทว่ายังเป็นความสูญเสียที่ใหญ่หลวงของสำนักจนยากจะคาดเดา

ไม่คาดคิดจริงๆ ว่าโจรผู้นั้นจะเป็นเขาไปได้

"เรียนท่านเจ้าสำนัก ตรวจสอบที่เกิดเหตุเสร็จสิ้นแล้ว จากรอยเท้าและเบาะแสที่หลงเหลืออยู่ มั่นใจได้ว่านอกจากโจวไท่แล้ว ในยามนั้นควรจะมีคนอยู่ที่นี่อย่างน้อยอีกสองคน"

"เรียนท่านเจ้าสำนัก ยามนั้นเห็นเพียงคนสวมหน้ากากผู้หนึ่งหลบหนีไปจากที่นี่ พวกเราได้ร่วมมือกันลงมือจนเขาบาดเจ็บสาหัส ทว่าเขาหลบหนีไปรวดเร็วเกินกว่าจะจับตัวได้ แต่ยืนยันได้ว่าเขายังคงซ่อนตัวอยู่ในสำนัก"

"รายงาน ตรวจสอบยอดเขาทั้งหมดรอบเขาหูหลูแล้ว ยืนยันได้ว่ามีคนสองคนเดินทางมาจากทิศทางที่ต่างกัน"

"รายงาน สมุนไพรวิญญาณทั้งหมดไม่ได้สูญหายแม้แต่ต้นเดียว"

เหล่านักสืบของเทียนหยาไห่เกอทอยอยเดินทางมาจากที่ต่างๆ เพื่อรายงานสถานการณ์ เฉาเจิ้งหยางหรี่ตาลงลึกยิ่งขึ้น

"น่าสนใจ ช่างน่าสนใจยิ่งนัก ถ่ายทอดคำสั่ง ให้เจ้าขอดเขาทุกยอดเขา ผู้อาวุโส และผู้ที่มีชื่ออยู่ในบันทึกทำเนียบทั้งหมด ไปรวมตัวกันที่ตำหนักหลักโดยพลัน!"

"รับบัญชา!"

...

หลี่ต้านลอบกลับมายังยอดเขาไท่ฮวาด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ แม้แต่อาหารเช้าสำหรับอาจารย์และอาจารย์หญิงเขาก็ไม่ได้จัดเตรียม รีบขังตนเองไว้ในห้องทันที

เขาพลัดหลงเข้าไปในน้ำที่ขุ่นมัวเสียแล้ว เกือบจะถูกผู้มารับของพบเข้าเสียได้

แย่แล้วๆ เทียนหยาไห่เกอที่ดูสงบสุข ไม่คาดว่าจะแฝงไปด้วยภยันตรายถึงเพียงนี้

ภายใต้ผิวน้ำที่นิ่งสงบ กลับเต็มไปด้วยจิตสังหารในทุกย่างก้าว

หลี่ต้านวางแผ่นหยกไว้บนโต๊ะ พลางขมวดคิ้วมุ่น

เขาเริ่มเรียบเรียงเบาะแสใหม่อีกครา

โจวไท่เป็นคนทรยศ เขาหักหลังอาจารย์ของตนเอง และหักหลังเทียนหยาไห่เกอทั้งหมด

จากคำพูดของเขาในตอนนั้น คาดว่าคงจะเข้าร่วมกับองค์กรลึกลับบางแห่งมานานแล้วและถูกควบคุมอยู่

และเพื่อการสอดแนม ภายในสำนักย่อมต้องมี 'เงา' ที่คอยมอบหมายภารกิจให้เขาอยู่อย่างต่อเนื่อง

ไม่ใช่ว่าเขาขี้ขลาด แต่แม้จะคิดด้วยปัญญาอันน้อยนิดก็ล่วงรู้ได้ว่า ศัตรูที่ซ่อนอยู่ในสำนักผู้นี้ต้องแข็งแกร่งยิ่งนัก ตัวเขาในยามนี้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้เป็นแน่

หากต้องเผชิญหน้ากัน และอีกฝ่ายล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของเขา ย่อมต้องสังหารเพื่อปิดปากแน่นอน

ไม่รู้ว่าผู้คุ้มกันด้านล่างจะตามมาถึงเมื่อใด หากถึงเวลานั้นแล้วทั้งคู่ถูกจับได้ เขาคงถูกสอบสวน หรืออาจถูกคุมขังไว้

ภารกิจเช็คอินเพื่อสร้างวินัยตนเองของเขาได้เริ่มขึ้นแล้ว ไม่อาจขาดช่วงได้แม้แต่เพียงวันเดียว ไม่เช่นนั้นจะไม่ถือว่าเป็นวินัย

นั่นหมายความว่า รางวัลปรมาจารย์โอสถระดับกลางของเขาจะหลุดลอยไป

และยังมีเรื่องของคัมภีร์โอสถเล่มนี้อีกด้วย

จะทำอย่างไรดี หากส่งคืนให้ถึงมือปรมาจารย์เหลียวโดยตรง แล้วคนล่วงรู้ว่าเป็นเขา เจ้าคนลึกลับผู้นั้นย่อมต้องรู้แน่ว่าคนที่ก่อเรื่องบนยอดเขาคือเขา

ถึงเวลานั้น ศัตรูย่อมอยู่ในที่มืดส่วนเขาอยู่ในที่แจ้ง

ยิ่งไปกว่านั้น เบื้องหลังของเงามีผู้อื่นอยู่อีกหรือไม่ หรือว่าเงามีหน้าที่เพียงแค่กรุยทางเท่านั้น?

หลี่ต้านยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเสียวสันหลังวาบ

เขาเดินจงกรมกลับไปกลับมาในห้องด้วยความกระวนกระวายใจ

ก๊อก ก๊อก ก๊อก...

ในตอนนั้นเอง เสียงเคาะประตูที่หน้าเรือนก็ดังขึ้น หลี่ต้านสะดุ้งสุดตัว รีบเก็บแผ่นหยกเข้ากระเป๋าเก็บของทันที

"น้องห้า เจ้าอยู่หรือไม่?"

หลี่ต้านเดินออกไปเปิดประตู ก็พบกับสวีจงศิษย์พี่รองที่ไม่ได้พบหน้ากันหลายวัน

สวีจงมองดูหลี่ต้านด้วยความฉงน "เป็นอะไรไป เหตุใดเหงื่อโชกเช่นนี้ หรือว่าเจ้าซ่อนหยิงงามไว้ในห้อง?"

เมื่อเห็นสวีจงเอ่ยกระเซ้า หลี่ต้านจึงยิ้มแห้งๆ "หาไม่ได้ศิษย์พี่รอง หลายวันมานี้ไม่ได้พบท่านเลย อาจารย์บอกว่าท่านกำลังปิดด่าน เหตุใดวันนี้จึงออกมาได้เล่า?"

สวีจงเอ่ยว่า "อืม ช่วงนี้ข้ารู้สึกถึงบางสิ่ง จึงลองดูว่าจะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับเปลี่ยนทารกได้ในคราเดียวหรือไม่ แต่กลับรู้สึกว่ายังขาดสิ่งใดไปบางอย่าง จึงออกมาเดินเล่น และแวะมาหาเจ้าเมื่อผ่านทางมา"

หลี่ต้านได้ยินดังนั้นจึงรีบกล่าวแสดงความยินดี "นั่นเป็นเรื่องดียิ่งนัก ถึงเวลานั้นยอดเขาไท่ฮวาของพวกเราก็จะมีศิษย์พี่ระดับเปลี่ยนทารกถึงสองคน ดูซิว่าใครจะกล้ามาข่มเหงพวกเราสามคนอีก"

สวีจงได้ยินแล้วเพียงแต่ยิ้มอย่างฝืนๆ

ถูกแล้ว... ระดับเปลี่ยนทารกสองคน ทว่าศิษย์พี่ใหญ่ยามนี้ยังไร้ร่องรอย รอให้ข้าทะลวงระดับได้ก่อน ข้าจะออกตามหาเขา

"การคุ้มครองเจ้าคือหน้าที่ของพวกเรา แต่เจ้าก็ต้องพึ่งพาตนเองด้วย เพราะพวกเราไม่อาจอยู่เคียงข้างเจ้าได้ตลอดไป"

หลี่ต้านย่อมเข้าใจดี "ศิษย์พี่รอง ท่านต้องการผลึกวิญญาณหรือไม่ ข้ามีผลึกวิญญาณอยู่มากมายเชียวนะ"

สวีจงยิ้มตอบ "ไม่เอาหรอก ข้าก็มี เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าข้าคือคนแรกที่เข้าไปในสุสานโบราณ ไปเถิด ยามนี้เพิ่งจะรุ่งสาง ไปเตรียมอาหารเช้าให้ข้า อาจารย์ และอาจารย์หญิงได้กินกัน เมื่อถึงเวลาที่ข้าต้องปิดด่านขั้นเด็ดขาด คงไม่ได้กินไปอีกนาน"

หลี่ต้านพยักหน้า หันไปปิดประตูห้องให้เรียบร้อย ทั้งสองคนจึงเดินคุยกันอย่างสำราญใจมุ่งหน้าไปสู่ยอดเขา

...

"อาจารย์หญิง อาจารย์เล่า?" หลี่ต้านจัดเตรียมอาหารเช้าเสร็จสิ้น ทว่าผู้ที่มากลับมีเพียงอาจารย์หญิงเซี่ยหว่านหรงผู้เดียว

เซี่ยหว่านหรงดื่มโจ๊กบำรุงพลางเอ่ยว่า "เมื่อครู่ทางท่านเจ้าสำนักส่งคนมาตามตัว ข้าก็ไม่รู้ว่ามีเรื่องอะไร เขาจึงรีบร้อนจากไป ไม่พักต้องรอเขาหรอก หากเขาหิวก็คงไปหากินที่โรงครัวเอง"

หัวใจของหลี่ต้านพลันกระตุกวูบ ความคิดพลันแล่นไปถึงโจวไท่บนยอดเขาหูหลูโดยไม่อาจห้ามได้

ไม่รู้ว่าหลังจากที่เขากระตุ้นค่ายกลแล้ว ผู้คุ้มกันจะสามารถจับกุม 'เงา' ผู้นั้นได้หรือไม่

เห็นทีต้องหาทางสืบข่าวดูเสียหน่อย

และที่สำคัญยิ่งกว่าคือ วันนี้ควรจะไปเช็คอินที่ยอดเขาแห่งใดดี

จวบจนถึงช่วงบ่าย เถียนเจิ้นผู้เป็นอาจารย์จึงกลับมาพร้อมกับหัวคิ้วที่ขมวดมุ่น

หลี่ต้านและสวีจงกำลังอยู่เป็นเพื่อนอาจารย์หญิง พูดคุยถึงเรื่องราวในอดีตที่ทำให้ทุกคนหวนระลึกถึงความหลังอย่างเปี่ยมสุข

เมื่อเห็นท่าทางของเถียนเจิ้น เซี่ยหว่านหรงจึงเอ่ยถาม "เป็นอะไรไป เหตุใดจึงทำหน้าอมทุกข์เช่นนั้น?"

เถียนเจิ้นนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เขามองดูเซี่ยหว่านหรงสลับกับศิษย์ทั้งสอง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมเป็นที่สุด

"โจวไท่สิ้นใจแล้ว!"

หัวใจของหลี่ต้านพลันกระตุกวูบ

สวีจงบังเกิดความฉงนสงสัย

ส่วนเซี่ยหว่านหรงถึงกับชะงักงัน "โจวไท่? โจวไท่ผู้ใดกัน?"

เถียนเจิ้นเอ่ยตอบ "ศิษย์ของปรมาจารย์เหลียวแห่งยอดเขาถานฮวา ปรมาจารย์โอสถระดับสาม โจวไท่อย่างไรเล่า"

เซี่ยหว่านหรงที่เดิมทีไม่ได้ใส่ใจนัก พลันลุกพรวดขึ้นจากเก้าอี้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อ

"ท่านปรมาจารย์โจวหรือ? เป็นไปได้อย่างไร? เรื่องราวเป็นมาเช่นไรกันแน่?" เซี่ยหว่านหรงเอ่ยถามอย่างร้อนรน

ทั่วทั้งเทียนหยาไห่เกอยามนี้ มีปรมาจารย์โอสถเพียงไม่กี่คน โดยเฉพาะคนรุ่นเดียวกับเซี่ยหว่านหรง ต่างก็เคยไหว้วานให้พวกเขาช่วยปรุงโอสถให้ไม่มหาศาล

ยิ่งไปกว่านั้น โจวไท่ยังเป็นคนเก่าแก่ที่คุ้นเคยกันดี

อีกทั้งเขายังเป็นถึงปรมาจารย์โอสถระดับสาม ปรมาจารย์เหลียวเคยกล่าวไว้ว่า ในบรรดาศิษย์ทั้งห้าคน โจวไท่คือผู้ที่มีหวังจะได้เลื่อนขึ้นสู่ระดับสี่มากที่สุด

เมื่อไม่กี่วันก่อนเซี่ยหว่านหรงยังได้พบหน้าเขา เหตุใดเพียงชั่วข้ามคืนกลับได้รับข่าวร้ายเช่นนี้

สวีจงเองก็ประหลาดใจไม่น้อย เขาเพียงแต่นิ่งฟังเพื่อรอคำตอบจากอาจารย์

ส่วนหลี่ต้านนั้นในใจกลับรู้สึกผิด เขาไม่ได้ใส่ใจเรื่องการตายเท่าใดนัก ทว่าปรารถนาจะล่วงรู้คำตอบอีกประการหนึ่งมากกว่า

นั่นคือ "เงา" ผู้นั้นถูกจับได้หรือไม่

………..

จบบทที่ 109 - ต้าเว่ยเทียนหลง

คัดลอกลิงก์แล้ว