- หน้าแรก
- ระบบวินัยพิชิตใจตนเอง
- 22 - เจ้าเพิ่งคลอดลูก
22 - เจ้าเพิ่งคลอดลูก
22 - เจ้าเพิ่งคลอดลูก
22 - เจ้าเพิ่งคลอดลูก
“แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไร? ข้าเคยถามอาจารย์ ท่านบอกว่าน่าจะเป็นภาพที่เห็นในหุบเขาเสียงสวรรค์ บางหน่วยรดกนั้นอาจจะมีวาสนาเชื่อมโยงกับข้าโดยไม่รู้ตัว ข้าฝันถึงท้องฟ้าและโลกสีแดงจริงๆ รวมถึงภูเขาและแม่น้ำสีแดงด้วย ด้วยเหตุนี้ข้าจึงแต่งเพลงโลหิตสังหารที่มีพลังทำลายล้างสูงเพลงหนึ่งออกมา” โอวหยางหลิงกล่าวอย่างจริงจัง
หลี่ต้านกล่าวต่อไป “และอีกอย่าง ข้ามองไม่เห็นระดับการบ่มเพาะของเจ้า แต่ทุกครั้งที่เจ้าทะลวงระดับการบ่มเพาะ เจ้าจะต้องปวดหัวอย่างรุนแรง โดยเฉพาะที่บริเวณตำหนักปราณ จะมีอาการปวดบิดอย่างรุนแรง เหมือนความเจ็บปวดระดับเดียวกับการคลอดลูก”
“เจ้าเพิ่งคลอดลูกสิ เจ้าพูดอะไรของเจ้าน่ะ” แม้ว่าโอวหยางหลิงจะทำท่าทางโกรธเหมือนโดนล้อเล่น แต่ใบหน้าของนางก็ดูเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ ดวงตามองไปที่หลี่ต้าน
“และอีกประการหนึ่ง คาดว่าทุกครั้งที่เจ้าใช้พลังปราณ เส้นลมปราณจะรู้สึกปวดเมื่อยใช่หรือไม่? นานเข้าก็จะเกิดอาการวิงเวียนศีรษะ นี่น่าจะเป็นอาการที่เพิ่งเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งถึงสองปีที่ผ่านมานี้” หลี่ต้านพูดจบทุกภาพที่เขาเห็น และเมื่อรวมกับการทำงานของเส้นลมปราณในร่างกายมนุษย์ ก็สามารถคาดเดาอาการเหล่านี้ได้
โอวหยางหลิงในตอนนี้หมดรอยยิ้มไปแล้ว ใบหน้าดูเคร่งขรึมอย่างยิ่ง
ทันใดนั้น พลังปราณของนางก็ถูกปล่อยออกมาทั้งหมด พลังปราณที่แข็งแกร่งราวกับพายุหมุน พัดใส่หลี่ต้านจนต้องถอยหลังไปหลายก้าว ยกมือขึ้นป้องไว้ด้านหน้า
พลังที่แข็งแกร่งอะไรเช่นนี้ สาวน้อยที่อายุน้อยกว่าตนเองเพียงเล็กน้อย กลับมีการบ่มเพาะที่แข็งแกร่งถึงขนาดนี้ เทียบได้กับศิษย์พี่สามเฉินไห่เลย
ไม่นาน โอวหยางหลิงก็เช็ดเหงื่อที่ปลายจมูก เพราะเมื่อครู่นี้นางได้ใช้ทักษะการตรวจจับระดับสูงสุดเพื่อตรวจสอบภายในร่างกาย แต่ก็ยังไม่มีร่องรอยของการถูกพิษแม้แต่น้อย
แต่สิ่งที่หลี่ต้านพูดนั้นเป็นความจริงทั้งหมด
นางเงยหน้ามองหลี่ต้าน “ข้า ถูกพิษจริงๆ หรือ?”
หลี่ต้านยักไหล่ “ก็ใช่สิ อย่างน้อยก็เจ็ดแปดปีแล้ว แถมอาการก็หนักมาก ถ้าปล่อยไว้โดยไม่สนใจ อีกหนึ่งถึงสองปีเจ้าก็คงต้องไปเกิดใหม่แล้ว และข้อแม้ก็คือต้องใช้พลังปราณให้น้อยที่สุด เพราะนั่นจะยิ่งเร่งกระบวนการกัดกร่อน”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร ในเมื่ออาจารย์ของข้ายังไม่ทันสังเกตเห็นเลย?” โอวหยางหลิงถามด้วยน้ำเสียงเคร่งเครียดและกระตือรือร้น
“ข้าบอกแล้วว่าข้าเป็นพ่อครัว นี่คือพิษจากอาหาร แต่เป็นอาหารที่ทำจากสมุนไพรชั้นเลิศ บางทีอาจจะเป็นสิ่งที่เจ้ากิน ดื่ม หรือยาเม็ดต่างๆ พูดตามตรง แม้แต่นักปรุงยาธรรมดา หรือผู้ที่มีการบ่มเพาะสูง ก็ไม่จำเป็นต้องมองเห็นได้”
“ข้าเคยดูละครโทรทัศน์เรื่องหนึ่ง เจ้าลองคิดว่าเป็นนิยายดูสิ ในเกาะแห่งหนึ่ง มีการแกะสลักวรยุทธ์ที่ร้ายกาจมาก หลายคนได้รับเชิญไปฝึกฝน แต่เคล็ดวิชานี้มีจุดพิเศษคือ มันเป็นอักขระลายมือเหมือนศิษย์อ๊อด”
“ทุกประโยค ทุกกระบวนท่า ทุกรายละเอียดจะนำผู้คนไปสู่ความเข้าใจผิด ไม่สามารถค้นคว้าทำความเข้าใจได้”
“ทุกคนมีความคิดเห็นของตัวเอง แต่มีเพียงคนเดียวที่ฝึกฝนได้สำเร็จ เขาชื่อ*ลูกสำส่อน เพียงเพราะเขามีจิตใจบริสุทธิ์ หล่อเหลาอย่างหาที่ติไม่ได้ เหมือนกับข้า นี่เป็นเหตุผลหนึ่ง แต่ที่สำคัญที่สุดคือเขาอ่านไม่ออก”
“เคล็ดวิชาวรยุทธ์เหล่านั้นมีเพียงคนที่ไม่รู้หนังสือเท่านั้นที่สามารถเรียนรู้ได้ มหัศจรรย์ใช่ไหม? ดังนั้น เจ้าโชคดีที่ข้าเป็นเพียงพ่อครัวธรรมดา ไม่ใช่นักปรุงยา และไม่ใช่ผู้ยิ่งใหญ่ ข้าพูดแบบนี้ เจ้าเข้าใจหรือไม่?”
โอวหยางหลิงเงียบไป ใบหน้าของนางซีดเผือดอย่างมากในเวลานี้
ความรู้สึกที่แตกต่างกันมากเกินไป เมื่อครู่นี้ยังหัวเราะเยาะหลี่ต้านที่โกหกอยู่เลย แต่ในพริบตานางกลับเหลือเวลาเพียงหนึ่งถึงสองปีเท่านั้น
เรื่องแบบนี้ใครจะรับไหว
ข้ายังเด็ก มีหลายสิ่งที่ยังไม่ได้ทำ ยังไม่ได้เห็น
แม้แต่ความรักเหมือนในนิยายก็ยังไม่เคยเจอเลย
และเรื่องการมีศิษย์ การกินอาหารอร่อยๆ
บ้าจริง ข้าถูกพิษได้อย่างไร? ใครกันที่ต้องการทำร้ายข้า?
ข้าน่ารักขนาดนี้ และใจดีกับทุกคนมาโดยตลอด ไม่เคยทะเลาะหรือดุด่าใคร และไม่เคยสร้างศัตรูเลย
ทำไมต้องเป็นข้าด้วย?
โอวหยางหลิงนั่งยองๆ บนพื้น น้ำตาไหลอาบแก้ม
หลี่ต้านมองท่าทางของนาง ไม่รู้ว่าจะปลอบใจอย่างไรดี จึงนั่งยองๆ ลงข้างๆ นาง
“อันที่จริง ยังมีทางรักษาอยู่ เพียงแต่ค่อนข้างยาก” หลี่ต้านกล่าว
โอวหยางหลิงเงยหน้าขึ้นทันที สูดน้ำมูกเข้า แล้วดวงตาก็สว่างวาบ มองหลี่ต้าน “จริงหรือ?”
“อืมๆ ยาเม็ดโพธิไฟขั้นแปด ยาเม็ดทำลายเคราะห์กรรมขั้นแปด หรือยาเม็ดเปลี่ยนกระดูกขั้นสามก็ได้” หลี่ต้านกล่าวตามความเป็นจริง ในเมื่อเขาสามารถมองเห็นพิษได้ เขาก็สามารถมองเห็นยาที่จำเป็นในการถอนพิษได้
หลี่ต้านรู้สึกพอใจอย่างยิ่งกับย้อนรอยความหอมแห่งสวรรค์ที่ระบบมอบให้
โอวหยางหลิงได้ยินเช่นนั้น ความหวังที่เพิ่งจุดประกายก็ดับลงอีกครั้ง และเริ่มร้องไห้อีกครั้ง
ยาเม็ดขั้นแปด ในวังดาราของนาง นักปรุงยาระดับสูงสุดก็เป็นเพียงปรมาจารย์นักปรุงยาระดับเจ็ดที่ใกล้จะหมดอายุขัยแล้ว ส่วนศิษย์ที่ฝึกฝนมาก็ระดับสูงสุดแค่ขั้นสี่ จะหายาเม็ดขั้นแปดได้จากที่ไหน
ครั้งสุดท้ายที่ไปร่วมงานประมูลกับอาจารย์ มีการปรากฏตัวของยาเม็ดขั้นแปดหนึ่งเม็ด สำนักใหญ่มากมายต่างแย่งชิงกัน เกือบจะก่อให้เกิดสงคราม สุดท้ายก็ถูกประมูลไปด้วยราคาสูงถึงเจ็ดสิบล้านศิลาวิญญาณ
ชีวิตของนางมีเจ้าค่าพอที่จะใช้ยาเม็ดขั้นแปดมารักษาหรือ
อีกทั้งนักปรุงยาระดับแปดก็มีน้อยมาก แต่ละคนก็หายากราวกับมังกรที่มองไม่เห็นหัวไม่เห็นหาง
แม้จะเจอ ก็ต้องมียาสูตรของยาเม็ดทั้งสองชนิดนี้ด้วย
ถึงมียาสูตร วัตถุดิบของยาเม็ดขั้นแปดก็ต้องมีอายุหลายพันปี บางอย่างก็สูญพันธุ์ไปแล้ว บางอย่างก็ต้องเสี่ยงชีวิตไปค้นหาในโบราณสถานเหล่านั้น
แม้จะหาเจอ การปรุงยาเม็ดก็ต้องใช้เวลา ปรมาจารย์ในวังดาราคนนั้น ครั้งล่าสุดที่ปรุงยาเม็ดขั้นเจ็ด ก็ใช้เวลาถึงสิบปี แล้วยาเม็ดขั้นแปดไม่ต้องพูดถึงเลย
จบแล้ว จบสิ้นแล้วจริงๆ
อ้อ มีอีกอย่าง ยาเม็ดเปลี่ยนกระดูกขั้นสาม
แต่ก่อนหน้านี้เจ้าใช้ยาเม็ดขั้นแปดทั้งหมด จู่ๆ ก็เปลี่ยนมาเป็นขั้นสาม หรือว่าเจ้าต้องการหลอกข้า?
โอวหยางหลิงรีบมองหลี่ต้าน “เจ้าปรุงยาเป็นหรือไม่?”
หลี่ต้านชี้ไปที่ตัวเอง “เจ้าดูข้าเหมือนไหม?”
ฮือฮือ~~
โอวหยางหลิงร้องไห้และวิ่งหนีไปทันที
หลี่ต้านมองแผ่นหลังของนาง ทำได้เพียงถอนหายใจ
วางใจเถอะ สำนักของเจ้าใหญ่ขนาดนั้น ยาเม็ดแค่ไม่กี่เม็ดคงหาได้ง่ายๆ
หลี่ต้านที่ทำภารกิจในวันนี้เสร็จแล้ว นับนิ้วดู ก็ยังต้องไปหอพันเสียงอีกยี่สิบแปดวัน อดไม่ได้ที่จะปวดหัวเล็กน้อย
เมื่อก่อนยังดีใจอยู่บ้าง เพิ่งจะสองวันก็รู้สึกเหี่ยวเฉาแล้ว
สาเหตุหลักคือมันน่าอายมาก
ข้าไม่เข้าใจดนตรีจริงๆ นะ
แต่เช้าวันรุ่งขึ้น หลี่ต้านเดิมทีวางแผนจะไปหอพันเสียง แต่ก็เปลี่ยนใจกลางคัน ไปที่ยอดเขาถานฮวาแทน
“ศิษย์น้อง ขอถามหน่อยว่าที่นี่มียาเม็ดเปลี่ยนกระดูกหรือไม่ น่าจะเป็นขั้นสาม” หลี่ต้านถามศิษย์ฝึกยา
ตอนนี้เขายังมีคะแนนสะสมหนึ่งแสนห้าหมื่นคะแนนอยู่ ยาเม็ดขั้นแปดไม่มีสิทธิ์และไม่มีความสามารถ แต่การแลกยาเม็ดเปลี่ยนกระดูกน่าจะเพียงพอแล้ว
แม้ว่าสำนักของนางจะเป็นสำนักใหญ่ คงไม่ขาดแคลน แต่ถ้าตนเองช่วยได้ก็จะช่วย ถือว่าสร้างบุญสัมพันธ์ไว้
ท้ายที่สุด เรื่องนี้ก็เกิดจากเขา
แต่ศิษย์ฝึกยาคนนั้นกลับตกตะลึง “ยาเม็ดเปลี่ยนกระดูก? นี่น่าจะไม่มี ศิษย์น้องไม่เคยได้ยินมาก่อนด้วยซ้ำ เพราะยาเม็ดสูงสุดของหอเม็ดทองก็แค่ขั้นสี่เท่านั้น ต้องพึ่งพาการปรุงของผู้อาวุโสฟาง และมีเพียงหนึ่งถึงสองเม็ดเท่านั้น ส่วนยาเม็ดขั้นสามก็มีเพียงเจ็ดแปดชนิด ช่างเถอะ ศิษย์พี่รอสักครู่ ข้าจะช่วยท่านตรวจสอบดู”
รออยู่เป็นชั่วยามเต็ม ศิษย์น้องผู้มีความรับผิดชอบคนนี้ก็วิ่งกลับมาพร้อมเหงื่อท่วมตัว
“ศิษย์พี่ ที่ไม่มียาเปลี่ยนกระดูกเลย ข้ากลัวว่าท่านจะรีบใช้ เลยวิ่งไปที่ภูเขาหลังสำนักอีกรอบ หาผู้ปรุงยาระดับสามเพียงห้าคนของยอดเขาถานฮวาของเรา พวกเขาก็ไม่เคยได้ยินว่ามียานี้ในยาเม็ดขั้นสาม”
“ท้ายที่สุด ตำรับยาทั่วทั้งทวีปมีมากมาย สถานที่เล็กๆ อย่างเราอาจจะไม่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมดก็เป็นได้ แต่มีนักปรุงยาคนหนึ่งสนใจ จึงตรวจสอบตำราบางส่วน แต่ก็ยังไม่เคยได้ยินชื่อยานี้ในยาเม็ดขั้นสามเลย ดังนั้นจึงทำให้เสียเวลาไปบ้าง ดูเหมือนท่านจะจำชื่อผิดหรือเปล่า”
หลี่ต้านไม่คิดว่ามันจะยุ่งยากขนาดนี้ เลยให้คะแนนสะสมหนึ่งร้อยคะแนนแก่ศิษย์ฝึกยาคนนี้เป็นค่าตอบแทน
เป็นไปไม่ได้ที่จะจำผิด น่าจะเป็นตำรับยาที่หายาก
ท้ายที่สุด มีเพียงยาเม็ดสามชนิดเท่านั้นที่สามารถถอนพิษนางได้ สองชนิดแรกเป็นยาเม็ดขั้นแปด จู่ๆ ก็มีขั้นสามโผล่มา
แต่สำนักวังดาราเป็นสำนักใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นยาเม็ดขั้นแปด หรือ 'ยาสูตรแปลกๆ' ขั้นสามนี้ก็น่าจะมีอยู่แล้ว เขาจึงไม่จำเป็นต้องเสียเวลามากนัก
แต่ไม่คาดคิด เมื่อหลี่ต้านรีบไปถึงหอพันเสียงอีกครั้ง ก็ไม่เห็นเงาของโอวหยางหลิง
เมื่อถามคนอื่น ก็ไม่มีใครเห็นนางตั้งแต่เช้านี้แล้ว
หัวใจของหลี่ต้านก็จมดิ่งลงทันที
นางคงไม่คิดสั้นไปแล้วใช่ไหม?
…………………