- หน้าแรก
- ระบบพรสวรรค์ไร้สิ้นสุด
- บทที่ 5 ทายาทของพี่ใหญ่หลิน
บทที่ 5 ทายาทของพี่ใหญ่หลิน
บทที่ 5 ทายาทของพี่ใหญ่หลิน
"ข้ายังคงต้องลองดูขอรับ" หลินเฟิงส่งยิ้มบางๆ ให้ผู้เป็นอาจารย์
"หากข้าไม่แม้แต่จะกล้าลองแล้วยอมแพ้ไปเสียดื้อๆ นั่นมินับว่าขี้ขลาดเกินไปหรือขอรับ?"
"เอาล่ะ ในเมื่อเจ้าไม่เกรงกลัว ข้าก็จะไม่พูดมากความ" อาจารย์มองหลินเฟิงด้วยสายตาจริงจังและเอ่ยอย่างหนักแน่น
"อีกสองวันข้าจะไปรายงานตัวที่จวนเจ้าเมือง ในขณะเดียวกันข้าจะรักษาสถานะศิษย์ของสำนักศึกษาหวงเจียงไว้ให้ หากเจ้าพลาดการคัดเลือก ก็ยังสามารถกลับมาเรียนต่อและรอสอบเข้าสำนักศึกษาเซี่ยหวงในปีหน้าได้... หวังว่าเจ้าคงไม่ต้องใช้สิทธิ์ที่ข้าเก็บไว้ให้นี้หรอกนะ!"
"ศิษย์ก็หวังเช่นนั้นขอรับ" หลินเฟิงยิ้มตอบอาจารย์
หากทุกอย่างดำเนินไปอย่างราบรื่นและเขาสามารถเข้าสู่ 'ค่ายเติงเทียน' ได้ สิทธิ์การเป็นนักเรียนที่สำรองไว้นั้นย่อมไม่จำเป็น
"พี่หลิน ขอให้ทุกอย่างราบรื่นนะ" เพื่อนร่วมชั้นทั้งสองต่างกล่าวอวยพร
"ถ้าพี่หลินทำสำเร็จจริงๆ พวกเราคงคุยโวได้เต็มปากว่า ศิษย์พี่หลินแห่งค่ายเติงเทียนมาจากสำนักศึกษาหวงเจียงของพวกเรา ฮ่าฮ่า!"
"ถูกแล้ว หากเจ้าทำสำเร็จ สำนักศึกษาหวงเจียงย่อมภูมิใจในตัวเจ้า" ผู้เป็นอาจารย์เองก็ตื้นตันใจเช่นกัน
จอมยุทธ์แห่งค่ายเติงเทียนที่กำเนิดจากสำนักศึกษาบัณฑิตงั้นรึ? นี่จะเป็นเรื่องที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน
ขนาดอัจฉริยะที่ฟูมฟักจากสำนักยุทธ์ใหญ่โตยังยากจะเข้าไปได้ การจะเข้าค่ายเติงเทียนนั้นยากเย็นแสนเข็ญนัก...
สองวันต่อมา ภายในจวนเจ้าเมือง
จอมยุทธ์วัยกลางคนสองท่านกำลังนั่งตรวจสอบเอกสารในมือ ทั้งคู่ต่างเป็นจอมยุทธ์ขอบเขตเซียนเทียนที่ลงชื่อรับหน้าที่ดูแลการคัดเลือกเข้าค่ายเติงเทียน
"เมืองหลีหัวของพวกเรามีโควตาเสนอชื่อเพียงหนึ่งคน เจ้าคิดว่าสิทธิ์นี้จะตกเป็นของใคร?" จอมยุทธ์เคราดกเอ่ยถาม
"คงหนีไม่พ้นนายน้อยตระกูลฉี" จอมยุทธ์หัวโล้นตอบกลับ
"ตระกูลฉีเป็นตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลีหัว เด็กคนนั้นถูกเคี่ยวเข็ญมาตั้งแต่วัยเยาว์ พลังฝีมือไม่ธรรมดา อีกเพียงครึ่งก้าวก็จะบรรลุระดับสมบูรณ์แบบของทักษะยุทธ์แล้ว เกรงว่าจอมยุทธ์ขอบเขตเซียนเทียนคนอื่นคงไม่ใช่คู่มือ"
"ตระกูลฉีสินะ..." จอมยุทธ์เคราดกพยักหน้าเข้าใจ "ได้ยินมาว่าอัจฉริยะของบ้านนั้นโดดเด่นไม่เบา เฮ้อ ตระกูลฉีนับวันยิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ"
"แล้วอย่างไรเล่า?" จอมยุทธ์หัวโล้นเบ้ปากอย่างดูแคลน
"เด็กตระกูลฉีก็เป็นแค่อัจฉริยะในกะลาอย่างเมืองหลีหัวเท่านั้น พอออกไปข้างนอกจะนับเป็นตัวอะไรได้? ค่ายเติงเทียนคัดเลือกสิบสุดยอดอัจฉริยะจากเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั่วหล้า! เจ้าคิดว่าเด็กตระกูลฉีจะเข้าค่ายเติงเทียนได้งั้นรึ? ฝันไปเถอะ เข้าใจไหม?"
"ได้ข่าวมาว่ายอดอัจฉริยะแห่งเมืองมณฑลอู๋สุ่ยบรรลุ 'ทักษะยุทธ์ระดับสมบูรณ์แบบ' ไปเรียบร้อยแล้ว! แถมเด็กตระกูลฉีปีนี้อายุสิบแปด เพิ่งจะเฉียดระดับสมบูรณ์แบบ แต่อัจฉริยะเมืองมณฑลคนนั้นบรรลุระดับนี้ตั้งแต่อายุสิบหก!"
"อะไรนะ? ทักษะยุทธ์ระดับสมบูรณ์แบบตั้งแต่อายุสิบหก?" จอมยุทธ์เคราดกสะดุ้งตกใจ
"นั่นมันสัตว์ประหลาดชัดๆ! การขัดเกลาทักษะยุทธ์ไม่มีทางลัด ต้องฝึกฝนกระบวนท่าทีละท่าอย่างเชื่องช้า หากไม่ใช้เวลาสักยี่สิบปี จะบรรลุระดับสมบูรณ์แบบได้อย่างไร?"
"นั่นแหละถึงเรียกว่าอัจฉริยะระดับเมืองมณฑล" จอมยุทธ์หัวโล้นถอนหายใจ
"หนึ่งมณฑลปกครองเจ็ดสิบสองเมือง ทรัพยากรในเมืองมณฑลย่อมมากมายมหาศาลเกินกว่าที่เราจะจินตนาการได้ ในปีที่ผ่านๆ มา ผู้ที่สามารถเข้าสู่ค่ายเติงเทียนได้ล้วนเป็นอัจฉริยะจากเมืองมณฑลหรือไม่ก็เมืองหลวงทั้งนั้น เมืองเล็กๆ อย่างพวกเราก็แค่ส่งคนไปให้ครบตามจำนวนเท่านั้นแหละ..."
"จริงของเจ้า ทรัพยากรของเมืองใหญ่เกินกว่าเราจะจินตนาการได้จริงๆ" จอมยุทธ์เคราดกถอนหายใจตาม "ข้าหวังจริงๆ ว่าจะมีอัจฉริยะกำเนิดขึ้นในเมืองเล็กๆ ของเราบ้าง..."
"เลิกฝันกลางวันได้แล้ว" จอมยุทธ์หัวโล้นเบ้ปาก ก่อนจะชะงักกึก
"เป็นอะไรไป?" เมื่อสังเกตเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไป จอมยุทธ์เคราดกจึงถามด้วยความสงสัย "เจ้าเห็นอะไรงั้นรึ?"
"ดูนี่สิ" จอมยุทธ์หัวโล้นดึงแฟ้มเอกสารที่มีชื่อและประวัติโดยละเอียดของหลินเฟิงออกมา "นี่คือจอมยุทธ์ที่มาลงชื่อวันนี้"
"หลินเฟิง?" จอมยุทธ์เคราดกรับไปดู สีหน้าพลันเปลี่ยนไปทันที
"นี่มัน... นี่มันลูกชายของพี่ใหญ่หลิน! ลูกชายของพี่ใหญ่หลินนี่นา!"
"ใช่! ลูกชายของพี่ใหญ่หลินจริงๆ" จอมยุทธ์หัวโล้นพยักหน้า ขอบตาเริ่มแดงระเรื่อ "ตอนแรกข้าก็นึกว่าตาฝาด แต่พอดูดีๆ ไม่ผิดแน่... เป็นลูกหลานของพี่ใหญ่หลิน!"
เขาไม่มีวันลืมว่ายามที่เผชิญหน้ากับเผ่าปีศาจ หากพี่ใหญ่หลินไม่สละชีวิตตนเอง เขาคงตายไปนานแล้ว พี่ใหญ่หลินคือผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเขา
"ข้าจำได้ว่าหลินเฟิงเพิ่งอายุสิบห้า แถมไม่มีพรสวรรค์ในการฝึกตนจึงหันไปเอาดีด้านการเรียน เมื่อไม่กี่วันก่อนข้ายังเจอเขาแล้วอวยพรให้สอบผ่านอยู่เลย... ไฉนผ่านไปไม่กี่วัน ถึงมาลงชื่อคัดเลือกเข้าค่ายเติงเทียนได้?"
"เจ้าถามข้า แล้วข้าจะไปรู้เรอะ?" จอมยุทธ์หัวโล้นบ่นอุบ ก่อนจะตั้งใจอ่านแฟ้มประวัติของหลินเฟิง "ลองดูซิว่ามีบันทึกไว้ไหม"
"อา ได้" จอมยุทธ์เคราดกเองก็ก้มลงอ่านเช่นกัน
ผ่านไปครู่ใหญ่ ทั้งสองต่างเงยหน้าขึ้นสบตากันด้วยความตื้นตัน
ดอกสามสีเสวียนเทียนบวกกับการทะลวงด่านระหว่างหมดสติงั้นรึ? นี่มัน... "ไอ้หนูนี่ดวงดีชะมัด!" ทั้งคู่สบถออกมาพร้อมกันเบาๆ
จากนั้นจอมยุทธ์เคราดกก็เคาะนิ้วลงบนเอกสารของหลินเฟิง "ข้าคิดว่าเป็นลิขิตสวรรค์! ในอดีตพี่ใหญ่หลินต่อสู้กับเผ่าปีศาจจนตัวตายเพื่อปกป้องเมืองหลีหัว สวรรค์คงรับรู้และตอบแทนกุศลผลบุญนั้นแก่ลูกชายของเขา!"
"อืม" จอมยุทธ์หัวโล้นพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง
"พี่ใหญ่หลินสละชีพเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์ สมควรแล้วที่ลูกชายเขาจะได้รับโอกาสนี้ แต่ทว่า... ฝีมือของเด็กคนนี้แข็งแกร่งแค่ไหนกัน?"
มาถึงตรงนี้ จอมยุทธ์หัวโล้นก็อดกังวลไม่ได้
"การเข้าร่วมประเมินค่ายเติงเทียนไม่ใช่แค่บรรลุขอบเขตเซียนเทียน แต่ยังต้องวัดกันที่ทักษะยุทธ์ พวกอัจฉริยะระดับสมบูรณ์แบบน่ะน่ากลัวจะตาย! พอได้จับอาวุธ พลังฝีมือจะพุ่งทะยานไปอีกสามสี่เท่า! หลินเฟิงเอาแต่อ่านตำรามาทั้งชีวิต... จะใช้อาวุธเป็นหรือเปล่ายังไม่รู้เลย"
"นั่นสิ" จอมยุทธ์เคราดกก็กังวลเช่นกัน "หลินเฟิงเป็นทายาทเพียงคนเดียวของพี่ใหญ่หลิน หากเกิดอะไรขึ้นกับเขา พวกเราคงไม่มีหน้าไปพบพี่ใหญ่หลินในปรโลกแน่"
"ข้าคิดวิธีออกแล้ว" จอมยุทธ์หัวโล้นหัวเราะหึๆ พลางกระซิบกับจอมยุทธ์เคราดก
"อีกไม่กี่วันที่จะมีการประลองคัดเลือกตัวแทน พวกเราสองคนเป็นกรรมการนี่นา... การต่อสู้เป็นแบบแพ้คัดออกบนเวทีประลอง เราจะให้หลินเฟิงจับฉลากได้ชนะผ่านทุกรอบไปเลย ส่วนรอบชิงชนะเลิศก็ไม่ต้องให้สู้บนเวที ให้เด็กนั่นแสดงกระบวนท่าจากระยะไกลก็พอ หากพลังอ่อนด้อยเกินไป เราค่อยตัดสิทธิ์!"
"คู่ชิงน่าจะเป็นเด็กตระกูลฉี หากหลินเฟิงมีฝีมือจริง เราค่อยเขี่ยเด็กตระกูลฉีทิ้ง แล้วมอบโควตาให้หลินเฟิง!"
"หือ? แบบนั้น... จะดีรึ? หากคนของจวนเจ้าเมืองตรวจสอบขึ้นมาล่ะ?" จอมยุทธ์เคราดกแสดงท่าทีลังเล