- หน้าแรก
- ไหงท่านอาจารย์จักรพรรดินีก็เกิดใหม่มาด้วยล่ะเนี่ย
- บทที่ 15 การตลบหลังอันไร้เทียมทาน!
บทที่ 15 การตลบหลังอันไร้เทียมทาน!
บทที่ 15 การตลบหลังอันไร้เทียมทาน!
บทที่ 15 การตลบหลังอันไร้เทียมทาน!
คนอื่นอีกห้าคนในห้องลับสุสานศาสตราเมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ต่างพากันหวาดกลัวจนถอยร่นไปเบียดเสียดกันอยู่ที่มุมห้อง
พวกเขาอยากจะหนี แต่โชคร้ายที่ร่างของหวังเฉินยืนขวางปากทางเข้าอุโมงค์สุสานศาสตราอยู่ ทำให้หมดหนทางหลบหนี
"รีบมาช่วยข้าเร็วเข้า! เจ้านี่มันบ้าไปแล้ว ไม่อย่างนั้นพวกเราโดนฟันตายหมดแน่!"
หวังเฉินตะโกนเสียงดังใส่ทั้งห้าคนที่ขดตัวอยู่ที่มุมห้อง เจตนาหลักคือต้องการออมแรงของตนเองไว้เมื่อการต่อสู้ปะทุขึ้น
"จะสู้ยังไงไหว? ผู้อาวุโสของพวกเราอยู่ข้างนอกกันหมด คนที่วรยุทธ์สูงที่สุดในที่นี้คือข้า ซึ่งอยู่แค่ขอบเขตก่อจิตขั้นที่สองเองนะ"
"แต่เจ้านั่นมันขอบเขตก่อจิตขั้นที่สามเชียวนะ!"
ชายหนุ่มที่ก่อนหน้านี้ทำหน้าตาถมึงทึงใส่หวังเฉิน บัดนี้กลับหวาดกลัวจนหัวหดรวมกลุ่มกับอีกสี่คน ด้วยเกรงว่าจะโดนลูกหลงไปด้วย
หวังเฉินเห็นวิญญาณจอมมารที่สิงร่างฉินเย่ฟานพุ่งไปคว้าด้ามกระบี่ยาวบนผนังอย่างดุดัน จากนั้นก็ดึงมันออกมาโดยไม่สนว่าตัวกระบี่จะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แล้วสะบัดกระบี่เตรียมโจมตี
"ตกลงพวกเจ้าจะให้มันฟันพวกเจ้าก่อน หรือจะชิงลงมือช่วยกันจับกุมมันไว้!?"
เมื่อเห็นท่าทีนั้น หวังเฉินจึงตะโกนลั่นอีกครั้ง พร้อมทำท่าทางราวกับจะวิ่งเข้าใส่ทั้งห้าคน
ทั้งห้าคนที่ซ่อนตัวอยู่มุมห้องสบตากันด้วยความตระหนก สุดท้ายก็หลับตากลั้นใจกัดฟันหยิบอาวุธประจำกายออกมา
"งั้นพวกเราร่วมมือกันจับกุมมัน!"
ชายหนุ่มขอบเขตก่อจิตขั้นที่สองชูดาบในมือขึ้น ชี้ปลายดาบไปที่ฉินเย่ฟานพร้อมตะโกนปลุกใจ
เมื่อเห็นทั้งห้าคนพุ่งเข้าใส่ฉินเย่ฟานพร้อมกัน หวังเฉินก็เผยรอยยิ้มปลื้มปริ่มราวกับบิดามองดูบุตรหลานที่เติบโต
จากนั้น เขาก็รีบเก็บกระบี่หักสีทองและหอกเงินลงทันที แล้วหันหลังวิ่งพุ่งออกไปข้างนอกอย่างไม่คิดชีวิต
ในเมื่อฉกฉวยวาสนามาได้แล้ว การต่อสู้ก็ไร้ความหมาย หนีได้ก็ต้องรีบหนีสิ
"พวกเจ้าต้านไว้ก่อน ข้าจะไปตามคนมาช่วย!"
หวังเฉินตะโกนบอกว่าจะไปตามกำลังเสริม พลางวิ่งไปทางปากอุโมงค์มืดมิดด้วยความเร็วปานสายฟ้า
ฟุ่บ!
ท่ามกลางสายตางุนงงของคนทั้งหก รวมถึงฉินเย่ฟาน หวังเฉินได้พุ่งตัวออกจากปากทางห้องลับสุสานศาสตราไปแล้ว
"ไอ้เจ้าเล่ห์!!"
หวังเฉินที่วิ่งพ้นออกมาแล้ว ได้ยินเพียงเสียงสบถด่าด้วยความโกรธแค้นไล่หลังมา
เคร้ง เคร้ง เคร้ง!
ปัง ปัง ปัง!!
เสียงการต่อสู้ดังสนั่นหวั่นไหวภายในห้องลับสุสานศาสตรา ตามด้วยเสียงวัตถุกระแทกผนังหนักๆ หลายครั้ง
หลังจากซัดทั้งห้าคนกระเด็น ฉินเย่ฟานก็กระทืบเท้าจนพื้นยุบตัวลง แล้วพุ่งทะยานไล่ตามไปทางปากอุโมงค์มืดอย่างรวดเร็ว
กายาเทพเก้าสุริยัน! หากตัวข้าผู้นี้ได้ดูดกลืนวิญญาณของมัน พลังของข้าต้องฟื้นคืนกลับมาหนึ่งในสามส่วนเป็นแน่
เศษเสี้ยววิญญาณจอมมารที่ควบคุมร่างฉินเย่ฟานมีแววตาเต็มไปด้วยความโลภ แทบอยากจะพุ่งไปกัดกินเลือดเนื้อของหวังเฉินเสียเดี๋ยวนี้
ในยามนี้ คู่ต่อสู้ของหวังเฉินไม่ใช่ฉินเย่ฟานคนเดิม แต่เป็นวิญญาณจอมมารที่ตายไปแล้วนับหมื่นปี!
ตึก ตึก ตึก!!
เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ พุ่งออกจากห้องลับสุสานศาสตรามาทางทางออก หวังเฉินจึงรีบพลิกตัวหลบเข้ามุมซ้ายของปากทาง
ทันใดนั้น เขาเรียกหอกเงินออกมาจากแหวนมิติอย่างรวดเร็ว เผยรอยยิ้มชั่วร้ายพร้อมลมหายใจที่ถี่กระชั้น
หวังเฉินกระชับหอกเงินในมือเตรียมพร้อม รวบรวมพลังรอจังหวะ แค่คิดถึงสิ่งที่กำลังจะทำ เขาก็แทบจะกลั้นขำไม่อยู่
ตึก ตึก ตึก!!
เสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้จนถึงระยะประชิด รอยยิ้มของหวังเฉินกว้างขึ้นก่อนจะกระโจนพรวดออกไป!
"ฮึ่ม! เจ้าปีศาจร้าย! รับหอกของท่านปู่หวังไปซะ!"
หวังเฉินที่ซุ่มอยู่มุมซ้ายเห็นฉินเย่ฟานโผล่ออกมา ก็เงื้อหอกเงินฟาดลงไปเต็มแรงทันที!
เคร้ง!!
ทว่ากลับมีเพียงเสียงโลหะกระทบกันดังกังวานที่ศีรษะของฉินเย่ฟาน... เข... เขา... เขา...
มันรับการโจมตีนี้ได้ด้วยศีรษะงั้นรึ!!??
หวังเฉินยืนถือหอกเงินตาค้าง นี่มันไม่ถูกต้องตามบท! ถูกผีสิงก็เรื่องหนึ่ง แต่ทำไมความถึกทนถึงเพิ่มขึ้นด้วยเล่า!?
มิน่าเล่า แม้ทั้งห้าคนในสุสานศาสตราจะร่วมมือกัน ก็ยังต้านทานฉินเย่ฟานที่ถูกสิงร่างไม่ได้
กร๊อบ... กร๊อบ... กร๊อบ!
ฉินเย่ฟานค่อยๆ บิดคอที่เอียงกะเท่เร่จากการถูกหอกฟาด ให้กลับมาตั้งตรง แล้วจ้องมองหวังเฉินด้วยสายตาหิวกระหาย
"กายาเทพเก้าสุริยัน... หึ หึ หึ!"
สิ้นเสียง ฉินเย่ฟานก็ยกกระบี่ยาวระดับเหลืองขั้นสูงที่ดึงมาจากห้องลับด้วยมือขวา แล้วแทงเข้าใส่หวังเฉินเต็มแรง
"ไสหัวไปนะ! ไอ้โรคจิต!"
หวังเฉินตัวสั่นสะท้านเมื่อเห็นภาพนั้น รีบใช้ด้ามหอกปัดป้องและอาศัยแรงกระแทกดีดตัวถอยหลังพลางด่าทอ
จากนั้น หวังเฉินก็รีบเก็บหอกเงิน แล้วเริ่มตะโกนร้องเรียกศิษย์คนอื่นๆ ที่เดินขวักไขว่อยู่รอบบริเวณ!
"ช่วยด้วย! ฆ่าคน! มีคนจะฆ่ากันตายแล้ว!!"
หวังเฉินวิ่งพลางตะโกนพลาง มุ่งหน้าสู่โถงสุสานศาสตราภายนอก
มือก็คอยดึงอาวุธจากผนังขว้างใส่ด้านหลังเพื่อสกัดกั้นการไล่ล่าของฉินเย่ฟาน แต่ในขณะที่ขว้างอาวุธ เขาก็ไม่ลืมที่จะกวาดอาวุธยัดใส่แหวนมิติอย่างบ้าคลั่ง
นี่มันแต้มคะแนนทั้งนั้น!
ทันใดนั้น กระบี่หักสีทองในแหวนมิติของหวังเฉินก็สั่นไหวรุนแรง
[เอาข้าออกไป ผู้เฒ่าคนนี้จะช่วยเจ้าเอง!]
หวังเฉินสัมผัสได้ถึงเสียงโบราณจากกระบี่หักสีทองในแหวนมิติที่ดังเข้ามาในจิตใจ
เมื่อรับรู้ถึงจิตสังหารที่ไล่จี้หลังมา หวังเฉินไม่มีเวลามาไตร่ตรอง รีบเรียกกระบี่หักสีทองออกมาทันที
เคร้ง!!
เสียงอาวุธปะทะกันดังสนั่นหวั่นไหวจากด้านหลังของหวังเฉิน
"แม่เจ้าโว้ย! ท่าตลบหลังไร้เทียมทาน!!"
หวังเฉินมองไปข้างหน้าด้วยความตกตะลึง ในขณะที่มือขวาถือกระบี่หักสีทองไขว้หลัง รับคมกระบี่ที่ฟาดฟันเข้ามาได้อย่างพอดิบพอดี!
ฉินเย่ฟานที่ถูกสิงร่างก็จ้องมองกระบี่หักสีทองด้วยความตื่นตะลึงเช่นกัน เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าจะถูกสกัดกั้นการโจมตีได้
ฉับพลัน! หวังเฉินรู้สึกเหมือนถูกกระบี่หักดึงแขนขวาให้แทงสวนกลับไปด้านหลังอย่างดุดัน
เขาทำได้เพียงหมุนตัวกลับไปตามจังหวะการชักนำของกระบี่หักในมือ ร่ายรำเพลงกระบี่ที่ไม่คุ้นเคยหลากหลายกระบวนท่าออกมาอย่างต่อเนื่อง
รอบกายของหวังเฉินและฉินเย่ฟาน บัดนี้มีเหล่าศิษย์มารุมล้อมดูเหตุการณ์ แต่กลับทำเพียงยืนมองดูเรื่องสนุก
เมื่อเห็นทั้งสองต่อสู้กันอย่างดุเดือด เหล่าศิษย์ต่างไม่กล้ายื่นมือเข้ามาสอด เพราะกลัวโดนลูกหลง
พวกเขาไม่กังวลว่าจะมีใครตาย เพราะในสุสานศาสตรามีผู้อาวุโสเฝ้าอยู่มากมาย อีกเดี๋ยวคงมาห้ามทัพ
และต่อให้มีใครตาย ก็ไม่ใช่ชีวิตของพวกเขาอยู่ดี
ในเวลาเพียงสิบกว่าวินาที หวังเฉินที่ถือกระบี่หักได้ปะทะฝีมือกับฉินเย่ฟานไปแล้วนับร้อยเพลงกระบี่
ทั้งสองสู้กันจนแสงบนตัวกระบี่หักสีทองเริ่มหม่นแสงลง และหวังเฉินรู้สึกว่าแรงดึงที่มือกำลังค่อยๆ จางหายไป
[ไอ้หนู เจ้าเล่นไปก่อนนะ ผู้เฒ่าคนนี้เหนื่อยแล้ว ของีบสักแป๊บ!]
ทันใดนั้น แรงดึงที่มือทั้งหมดก็หายวูบไป ส่งผลให้จังหวะการต่อสู้ที่ลื่นไหลของหวังเฉินสะดุดลงอย่างเห็นได้ชัด
ฉึก!
สถานการณ์ที่กำลังได้เปรียบกลับพลิกผันเพราะเหตุนี้ และด้วยความประมาทเพียงชั่ววูบ เลือดสดๆ ก็สาดกระเซ็นออกมา
หวังเฉินเจ็บแปลบที่แขนขวาข้างที่ถือกระบี่หัก จนกระบี่สีทองหลุดออกจากมือปลิวออกไป
แทบจะในเวลาเดียวกัน ไอเย็นยะเยือกแผ่พุ่งขึ้นรอบบริเวณ ผนังและพื้นจับตัวเป็นน้ำแข็งอย่างรวดเร็ว
เพียงพริบตา ร่างของฉินเย่ฟานก็ถูกไอเย็นยกตัวลอยค้างอยู่กลางอากาศ ใบหน้าแดงก่ำ ลำคอปูดโป่ง
เศษเสี้ยววิญญาณจอมมารสัมผัสได้ถึงอันตราย จึงรีบคืนการควบคุมร่างให้ฉินเย่ฟาน แล้วมุดกลับเข้าไปซ่อนในจิตวิญญาณทันที
สุขสบายข้ารับไว้ ความซวยเจ้าเอาไป
หวังเฉินจำไอเย็นที่คุ้นเคยนี้ได้แม่น เขากุมแขนที่เลือดไหลอาบ หัวใจที่เต้นระทึกค่อยสงบลง
"บัดซบ กระบี่ผุๆ พังๆ แก่แล้วก็ไม่ได้เรื่องจริงๆ บทจะหลับก็หลับเฉยเลย!"
หวังเฉินทนความเจ็บปวดที่แขนขวา ย่อตัวลงเก็บกระบี่หักที่ตกอยู่บนพื้น พลางสบถด่าอย่างหัวเสีย
ขณะที่หวังเฉินเก็บกระบี่หักสีทองที่แสงมอดลงกลับเข้าแหวนมิติ เขาก้มลงมองแขนขวาที่มีแผลฉกรรจ์
ทว่าเมื่อเห็นกลุ่มควันสีดำกำลังชอนไชเข้าไปในปากแผล หัวใจของหวังเฉินก็กระตุกวูบด้วยความตระหนก