- หน้าแรก
- บัณฑิตปราบปีศาจระห่ำสะท้านภพ
- ตอนที่ 13 หอจันทร์กระจ่าง
ตอนที่ 13 หอจันทร์กระจ่าง
ตอนที่ 13 หอจันทร์กระจ่าง
ตอนที่ 13 หอจันทร์กระจ่าง
ลู่เจิ้งนั่งอยู่ริมโต๊ะ ตั้งใจวาดแผนที่อำเภอไคหยางแบบย่อ
ออกเดินทางไม่มีจีพีเอสนำทาง ถ้าไม่จำเส้นทางไว้ อย่าว่าแต่ไปหาปีศาจเลย เดินๆ ไปคงหลงป่าตาย
หลี่หยวนที่ยืนดูอยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้น "หลานชาย เจ้าไปดูแค่ตามหมู่บ้านตำบลก็พอนะ อย่าเข้าไปในที่รกร้างที่มีปีศาจชุกชุมล่ะ"
ลู่เจิ้งไม่ได้รับปาก แต่ตอบว่า "ผู้น้อยยังรักชีวิต ไม่ทำอะไรบุ่มบ่ามแน่นอน"
หลี่หยวนเสนอ "เอาอย่างนี้ อาจะจัดองครักษ์ให้คนหนึ่ง เป็นนักสู้ขั้น 2 ของตระกูลหลี่ ฝีมือไม่เลว..."
ลู่เจิ้งรีบปฏิเสธ "ผู้น้อยไปแสวงหาความรู้ จะพาองครักษ์ไปได้ยังไง"
หลี่หยวนแย้ง "พูดเป็นเล่น สมัยปราชญ์ออกท่องแคว้น ยังมีลูกศิษย์ลูกหาติดตามเป็นขบวน เจ้าพาองครักษ์ไปสักคนจะเป็นไรไป?"
"แบบนั้นมันไปเที่ยว ไม่ใช่ไปเรียนรู้แล้วขอรับ" ลู่เจิ้งยิ้มเจื่อน
ปฏิเสธอยู่นาน หลี่หยวนถึงยอมล้มเลิกความคิด
หลี่หยวนมองไปที่มุมห้องหนังสือ เดินไปหยิบกระบี่ยาวสามสิบหกนิ้วเล่มหนึ่งลงมาจากชั้นวาง
พอดึงออกจากฝัก ประกายความเย็นเยียบก็วาบผ่าน แฝงด้วยปราณกระบี่คมกริบ
หลี่หยวนยื่นกระบี่ให้ลู่เจิ้ง "วิญญูชนพกกระบี่ เพื่อแสดงคุณธรรม กระบี่เล่มนี้อาพกติดตัวสมัยหนุ่มๆ เคยใช้ฟันปีศาจมาแล้ว มีความศักดิ์สิทธิ์อยู่บ้าง เจ้าเอาติดตัวไว้ป้องกันตัวเถอะ"
ลู่เจิ้งดูออกว่าเป็นของดี รีบปฏิเสธ
หลี่หยวนแกล้งทำหน้าดุ "ท่านอาจารย์ใหญ่เซียวให้หยกเจ้าได้ อาจะให้กระบี่เจ้าบ้างไม่ได้รึไง?"
ลู่เจิ้งจนปัญญาจะปฏิเสธ จึงคารวะขอบคุณแล้วรับกระบี่วางไว้ข้างโต๊ะ
เขาคิดในใจว่าตัวเองใช้วิชากระบี่ไม่เป็น ถ้าจะฝึกคงเสียเวลา ตอนนี้คงทำได้แค่พกไว้เท่ๆ เป็นเครื่องประดับไปก่อน
ลู่เจิ้งใช้เวลาอีกพักใหญ่ วาดแผนที่และทำเครื่องหมายจุดสำคัญเสร็จ
จังหวะนั้นเอง หลี่เจาก็เดินเข้ามาในห้อง
"ท่านพ่อ พี่ลู่!" หลี่เจาทักทายอย่างร่าเริง
หลี่หยวนเลิกคิ้ว "ไหนว่าไปเรียนหนังสือ กลับมาทำไม?"
หลี่เจายิ้มแป้น "อาจารย์ใหญ่สอนจบไปบทหนึ่ง แล้วก็ปล่อยนักเรียนให้หยุดสามวัน แต่ก็สั่งการบ้านให้เขียนบทความ..."
"อ้อ" หลี่หยวนไม่ถามต่อ "เที่ยงพอดี ไปกินข้าวกันเถอะ"
หลี่เจาบอก "ท่านพ่อ ตอนบ่ายข้านัดกับเพื่อนร่วมรุ่นไว้ พวกเขาอยากรู้จักพี่ลู่ ข้าเลยอยากพาพี่ลู่ออกไปข้างนอก ขอท่านพ่ออนุญาตด้วย"
หลี่หยวนพยักหน้า "เป็นเรื่องดี พวกเจ้าคนหนุ่มสาวควรคบหากันไว้ บ่ายนี้ก็พาพี่ลู่เขาไปเถอะ อย่าให้เสียน้ำใจเพื่อน... หลานชายว่าไง?"
ลู่เจิ้งคิดว่ายังไงก็ต้องเจอสังคมบัณฑิตพวกนี้อยู่แล้ว เลยตอบ "ได้ขอรับ"
มื้อเที่ยง ลู่เจิ้งกินข้าวที่จวนสกุลหลี่
หลี่หยวนสั่งทำอาหารเลิศรสมาต้อนรับ
ลู่เจิ้งกินจนอิ่มแปล้ อาหารโลกนี้ปรุงง่ายๆ แต่พ่อครัวจวนสกุลหลี่ฝีมือดี วัตถุดิบเยี่ยม รสชาติเลยถูกปาก
หลังกินข้าว ลู่เจิ้งงีบพักในห้องรับรองครู่หนึ่ง แล้วค่อยออกไปกับหลี่เจา
ทั้งสองนั่งรถม้า มุ่งหน้าสู่สถานที่นัดหมาย
"พวกเราจะไปที่ไหนกัน?" ลู่เจิ้งถาม
หลี่เจายิ้มกริ่ม "หอจันทร์กระจ่าง จองโต๊ะไว้แล้ว"
ลู่เจิ้งนึกภาพไม่ออก คิดว่าเป็นภัตตาคารหรู
เพราะเจ้าของร่างเดิมจนกรอบ ไม่เคยไปสถานที่ฟุ่มเฟือย
หลี่เจาเสริม "พี่ลู่ ไปถึงต้องมีคนมาประลองปัญญากับท่านแน่ ท่านห้ามแพ้นะ"
ลู่เจิ้งนึกในใจ นั่นไง ว่าแล้ว งานเลี้ยงแบบนี้มันไม่เคยง่าย
ประลองปัญญา? เขาจะเอาอะไรไปสู้ เรื่องกลอนกวีเขาไม่ได้เรื่อง ถ้าจะแข่งหกวิชาบัณฑิต เขาคงชนะแค่คณิตศาสตร์อย่างเดียว
แต่พวกนั้นคงไม่มานั่งแข่งคิดเลขกับเขาแน่
ลู่เจิ้งพูดเสียงอ่อย "ปราณอักษรข้า สู้พวกเจ้าที่เป็นซิ่วไฉมาหลายปีไม่ได้หรอก แพ้ก็เรื่องปกติ"
ยังไม่ทันรบก็ยอมแพ้ซะแล้ว หลี่เจาร้อนรน "พี่ลู่อย่าถ่อมตัวสิ ท่านเป็นซิ่วไฉฟ้าประทาน มีปราณสีเขียว จะไปแพ้พวกนั้นได้ไง..."
ในชั้นเรียนก็มีการแบ่งก๊กแบ่งเหล่า
หลี่เจาอยู่ฝั่งเดียวกับลู่เจิ้ง ย่อมไม่อยากเสียหน้า
ลู่เจิ้งเห็นท่าทางหลี่เจา ก็ได้แต่รับปาก "ข้าจะพยายามก็แล้วกัน"
หลี่เจาเปลี่ยนมายิ้ม "ข้าเชื่อใจพี่ลู่! ไปคราวนี้ต้องไปหักหน้าพวกขี้คุยสักหน่อย"
ลู่เจิ้งคิดในใจ ข้าไม่ได้เรียนที่เป่ยซานสักหน่อย ทำไมต้องไปร่วมวงดราม่ากับพวกเจ้าด้วย
หลี่เจาลดเสียงกระซิบ "พี่ลู่ไม่รู้อะไร ในชั้นมีหลายคนเคยเป็นเพื่อนเก่าพี่ พวกนั้นดูถูกพี่จะตาย พี่ต้องกู้หน้าคืนมานะ"
อ๋อ อย่างนี้นี่เอง... ลู่เจิ้งเข้าใจแจ่มแจ้ง
แข่งวิชาการคงไม่ไหว เพราะไม่ใช่ทางถนัด
ลู่เจิ้งเริ่มคิดหาทางหนีทีไล่ จะได้รับมือได้ทันท่วงที ไม่ขายขี้หน้า
ไม่นาน รถม้าก็มาจอดหน้าตึกทรงสวยงาม
ลู่เจิ้งลงรถ มองตึกที่ประดับประดาด้วยผ้าแพรสีสันสดใส ได้ยินเสียงหัวร่อต่อกระซิกของหญิงสาวลอยออกมา
"นี่มันหอนางโลมใช่ไหม?" ลู่เจิ้งหันขวับไปมองหลี่เจา
หลี่เจาพยักหน้ายิ้ม "ใช่แล้ว นี่หอนางโลมเปิดใหม่ สาวงามที่นี่ไม่แพ้ในเมืองหลวงเลยนะ"
ดูจากคำพูด หลี่เจาคงเป็นลูกค้าประจำ
ลู่เจิ้งหน้าตึง นึกว่า 'หอจันทร์กระจ่าง' เป็นร้านน้ำชาหรือร้านเหล้า ที่ไหนได้เป็นซ่อง
ดูเอาเถอะ พวกบัณฑิตเจ้าสำราญ กลางวันแสกๆ ก็ชวนกันมาเที่ยวซ่อง
ลู่เจิ้งทำหน้าขึงขัง "น้องหลี่ ถ้ารู้แต่แรกว่าเป็นที่แบบนี้ ข้าไม่มาหรอก"
หลี่เจาเห็นลู่เจิ้งจะกลับ รีบคว้าแขนไว้ "พี่ลู่อย่าเพิ่งไป พวกเราเข้าไปคุยแต่เรื่องวิชาการ ไม่ทำเรื่องอย่างว่า... มีท่านพ่อคุมอยู่ ข้าไม่กล้าพาพี่มาค้างที่นี่หรอก"
โลกนี้ บัณฑิตเที่ยวหอนางโลมเป็นเรื่องปกติ มีแค่ส่วนน้อยที่เคร่งครัดประเพณีถึงจะมองว่าไม่เหมาะสม
หลี่เจาคิดว่าลู่เจิ้งบ้านจนคงไม่เคยมาที่แบบนี้ และคงอ่านแต่ตำรา เลยตื่นตระหนก ก็พอเข้าใจได้
จังหวะนั้น เพื่อนๆ ของหลี่เจาก็มาถึง
พอเข้ามาทักทายกันอย่างกระตือรือร้น ลู่เจิ้งก็จำใจต้องตามน้ำ เดินเข้าหอจันทร์กระจ่างไปกับหลี่เจา
พอก้าวเข้าไป ลู่เจิ้งก็สงบจิตสงบใจได้ เขามีไอธรรมเที่ยงแท้คุ้มกาย ป่าช้ายังไปนอนมาแล้ว แค่หอนางโลมจะกลัวอะไร?
แค่รักษาใจให้มั่น ไม่ทำตัวเหลวไหล ก็ถือว่าเป็นการฝึกตนอย่างหนึ่ง