เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 29: บังคับซื้อขาย

บทที่ 29: บังคับซื้อขาย

บทที่ 29: บังคับซื้อขาย


บทที่ 29: บังคับซื้อขาย

"ผู้จัดการหวัง..."

หวูคังเห็นหวังฉีก้าวลงจากรถ ก็ละอายใจจนไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมอง

เขาเองก็ไม่อยากมาบากหน้าหาหวังฉี แต่เขาหมดหนทางแล้วจริงๆ พอเพื่อนฝูงรู้ข่าวว่าเขาไปล่วงเกินคนของ 'หวงเจวี๋ย' เข้า ต่างก็พากันตัดหางปล่อยวัด อย่าว่าแต่จะให้ยืมเงินเลย แค่หน้ายังไม่อยากจะมอง

หัวหน้าแก๊งนักเลงที่คุมตัวหวูคังมา ย้อมผมสีแดงเพลิง เมื่อจับคู่กับเสื้อเชิ้ตลายพร้อยและกางเกงยีนส์ที่ประดับด้วยซิปยั้วเยี้ย ดูยังไงก็ไม่ใช่คนดีแน่ๆ

ทันทีที่เห็นหวังฉีก้าวลงจากรถ ดวงตาของเขาก็ลุกวาวขึ้นมาทันที แม้แต่พวกสมุนที่คุมตัวหวูคังอยู่ยังผิวปากแซวหวังฉีอย่างคึกคะนอง

เจ้าผมแดงเดินถือท่อนเหล็กตรงดิ่งเข้ามาหาหวังฉี สายตาโลมเลียกวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า

"โอ้โห นึกไม่ถึงเลยว่าผู้จัดการหวังที่ตาแก่หวูพูดถึง จะเป็นสาวน้อยพริ้มเพราขนาดนี้ เป็นไงจ๊ะ สนใจไปเที่ยวเป็นเพื่... โอ๊ย!"

ยังไม่ทันที่มือของเจ้าผมแดงจะแตะโดนตัวหวังฉี หลิวต้าก็กระโดดถีบมันกระเด็นออกไปทันที

"ไอ้เวรเอ๊ย เดี๋ยวพ่อก็ฆ่าให้ตายซะหรอก..."

เสียงก่นด่าของเหล่าสมุนยังไม่ทันขาดคำ พลันก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักๆ ดังกระหึ่มอย่างพร้อมเพรียงจนพื้นสะเทือน พวกมันหันขวับไปมองโดยสัญชาตญาณ เห็นชายฉกรรจ์รูปร่างกำยำสี่แถวยืนเรียงหน้ากระดานอยู่ที่หน้าประตูโรงงานเย็บผ้าอย่างเป็นระเบียบ ราวกับผุดขึ้นมาจากดิน

พวกเขาสวมเสื้อเชิ้ตสไตล์ย้อนยุคสีน้ำเงินเข้มกับกางเกงทำงานขายาวสีดำ ร่างกายที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามดูแข็งแกร่ง ราวกับว่าคนเพียงคนเดียวก็สามารถจัดการพวกนักเลงได้ถึงสี่คนพร้อมกัน

ยังไม่ทันที่พวกมันจะเข้าไปพยุงลูกพี่ให้ลุกขึ้น กลุ่มชายฉกรรจ์เหล่านั้นก็เคลื่อนพลเข้ามาล้อมกรอบพวกมันไว้จนหมดสิ้น

ฝ่ายหนึ่งมือเปล่า อีกฝ่ายถืออาวุธครบมือ ทว่าแรงกดดันอันมหาศาลจากฝ่ายมือเปล่ากลับข่มขวัญจนพวกมันไม่กล้าปริปากแม้แต่คำเดียว

"ขออภัยครับผู้จัดการหวัง พวกเรามาช้าไป" เหยาจื้อเจียงและทีมงานเพิ่งจะช่วยกันขนย้ายสินค้าอยู่ภายในโรงงาน พอได้รับแจ้งเหตุและรีบวิ่งออกมา ก็พบว่าพวกนักเลงประจันหน้ากับหวังฉีเสียแล้ว

เคราะห์ดีที่หวังฉีไม่ได้รับอันตรายใดๆ มิเช่นนั้นหากเจ้านายถูกลวนลามหรือทำร้ายในถิ่นของตัวเอง พวกเขาคงไม่มีหน้าจะมีชีวิตอยู่ต่อแน่!

ในที่สุดหวังฉีก็เอ่ยปากประโยคแรกหลังจากลงจากรถ "หน้าประตูต้องมีคนเฝ้ายามตลอดเวลา และต้องมีเวรยามเดินตรวจตราภายในโรงงานเสมอ ถ้าเห็นพวกทำตัวลับๆ ล่อๆ ไม่น่าไว้ใจ ให้จับโยนออกไปทันที อย่าให้มาขวางทางทำมาหากินของฉัน"

"ครับ!"

เสียงขานรับดังกึกก้องกัมปนาทจนกลุ่มนักเลงที่หน้าประตูถึงกับตัวสั่นงันงก

เวลานี้ เจ้าผมแดงตะเกียกตะกายลุกขึ้นยืนได้แล้ว มันมองชายร่างยักษ์ที่ยืนตระหง่านอยู่ด้านหลังหวังฉีด้วยความหวาดระแวง ดูจากท่าทางแล้ว คนพวกนี้ต้องผ่านการฝึกฝนมาอย่างดีแน่ๆ! หรือจะเป็นพวกทหารปลดประจำการ?

เวรเอ๊ย วันนี้ดันมาเตะตอเข้าให้แล้ว

เจ้าผมแดงไม่กล้าพูดจาสามหาวกับหวังฉีอีก มันทำได้เพียงกระชากคอเสื้อหวูคัง กดให้คุกเข่าลง แล้วจิกหัวเขาขึ้นมา เผยให้เห็นใบหน้าที่บวมช้ำจนจำเค้าเดิมแทบไม่ได้ "วันนี้พวกเราไม่ได้ตั้งใจจะมาหาเรื่องนะ แค่ได้ยินมันบอกว่าคุณจะจ้างงานมัน"

หวังฉีพยักหน้าให้เจ้าผมแดง

"งั้นคุณก็ยินดีจะใช้หนี้แทนมันด้วยสินะ!"

หวูคังหลับตาลงอย่างสิ้นหวัง ในยามเข้าตาจน เขาได้ตัดสินใจผิดพลาดอย่างมหันต์ จนเป็นการไล่คนที่มีโอกาสจะช่วยให้เขาฟื้นตัวได้มากที่สุดออกไป

ไม่มีใครหน้าไหนยอมรับคนที่มีพวกนักเลงอันธพาลตามรังควานแบบนี้หรอก ครั้งนี้เขาจบสิ้นแล้วจริงๆ

"ลองเล่ามาซิ"

สิ้นเสียงของหวังฉี จ้าวเหลียงก็โผล่มาจากไหนไม่ทราบ พร้อมยกเก้าอี้มาวางให้หวังฉี

เธอเอ่ยขอบคุณเสียงเบา ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งอย่างผ่าเผยท่ามกลางวงล้อมและการเผชิญหน้าของคนสองกลุ่ม

ทว่าหลังจากหวังฉีนั่งลง เจ้าผมแดงที่มองเห็นชายฉกรรจ์ร่างยักษ์ด้านหลังเธอก็ได้แต่โกรธจนหน้าดำหน้าแดงแต่ไม่กล้าปริปาก ภาพเหตุการณ์ตอนนี้ทำให้มันรู้สึกราวกับเป็นลูกน้องที่กำลังยืนรายงานตัวต่อหน้าเจ้านายก็ไม่ปาน

"ไม่ได้ยินที่เจ้านายเราถามหรือไง!" สายตาที่เหยาจื้อเจียงมองเจ้าผมแดงในยามนี้ ดุดันราวกับอยากจะฉีกร่างมันเป็นชิ้นๆ แล้วโยนทิ้งไปเสีย!

เจ้าผมแดงสะดุ้งโหยงเมื่อเจอสายตาข่มขวัญ รีบกระแอมไอแก้เก้อแล้วรายงานอย่างว่าง่าย "คือเรื่องมันเป็นอย่างนี้... เมื่อช่วงก่อน หวูคัง..."

"ขอละเอียดกว่านี้"

เจ้าผมแดงสำลักน้ำลาย กำหมัดแน่น ก่อนจะเล่าต่อด้วยความรู้สึกเสียหน้านิดๆ "เมื่อวันที่ 14 เมษา หวูคังไปใช้บริการที่ 'หวงเจวี๋ยคลับเฮาส์' ของเรา แล้วขอซื้อหวงเจวี๋ยคลับเฮาส์ต่อในราคาเก้าล้าน เอ้ย สองล้าน เขาเพิ่งจะคืนเงินต้นมาเมื่อไม่นานนี้ แต่เรายังมีดอกเบี้ย ดอกเบี้ยวันละห้าหมื่น นับตั้งแต่วันที่เขาซื้อจนถึงตอนนี้ เจ้านายเราลดราคาให้แบบมิตรภาพแล้ว เขาต้องจ่ายเพิ่มอีกแค่ห้าแสนเท่านั้น แต่ตอนนี้มันหามาจ่ายไม่ได้ เจ้านายเราเลยสั่งว่าถ้าวันนี้หวูคังยังไม่มีเงินมาคืน ก็คงต้องใช้มาตรการพิเศษ"

หวูคังที่ถูกเรื่องนี้ทรมานจนแทบเสียสติ ตะโกนฟ้องหวังฉีเสียงหลง "ผู้จัดการหวังครับ! สัญญานั่นผมไม่ได้เต็มใจเซ็นเลยสักนิด พวกมันเห็นว่าหวงเจวี๋ยกำลังจะเจ๊ง เลยอยากหาแพะรับบาปมารับช่วงต่อ พวกมันมอมเหล้าผมแล้วหลอกให้ผมเซ็นสัญญา และตอนนั้นก็ไม่มีการพูดถึงดอกเบี้ยสักคำ พวกมันแค่อยากโก่งราคาหลอกต้มผมชัดๆ!"

หวูคังร้องไห้โฮพลางผุดลุกขึ้นจากพื้น "พวกแกอยากได้ชีวิตฉันนักไม่ใช่เหรอ? เอาสิ! เอาชีวิตหมาๆ ของฉันไปเลย!"

แม้เจ้าผมแดงจะไม่กล้าขึ้นเสียงกับหวังฉี แต่มันไม่ยี่หระกับหวูคังที่มันข่มเหงมาตลอดช่วงนี้อยู่แล้ว "ชีวิตหมาๆ ของแกจะดับดิ้นก็ช่างหัวมันปะไร แต่หัดคิดถึงลูกชายแกบ้าง ดูท่าแกคงอยากให้พวกเราบุกไปอาละวาดที่โรงเรียนลูกชายแกสินะ ให้เพื่อนทั้งโรงเรียนรู้กันไปเลยว่าพ่อมันเป็นคนยังไง!"

หวูคังได้ยินดังนั้นก็ทรุดฮวบลงกับพื้นด้วยความสิ้นหวัง "ได้โปรดปล่อยผมไปเถอะ ผมขายทุกอย่างที่ขายได้ไปหมดแล้ว ผมไม่มีเงินเหลือจะจ่ายแล้วจริงๆ!"

เจ้าผมแดงเตะเสยหวูคังจนกลิ้ง ก้มมองด้วยสายตาเหยียดหยาม "ไม่ต้องมาบอกกู มึงไม่ได้เซ็นสัญญากับกู มึงเซ็นกับผู้จัดการหลิวของพวกกู มีปัญหาอะไรก็ไปเคลียร์กับเขาเอง กูมีหน้าที่แค่มาทวงเงิน!"

หวูคังนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่บนพื้น ดูแก่ลงไปถนัดตาถึงสิบปี

"ได้ข่าวว่าที่บ้านเกิดมึงยังมีบ้านกับที่นาอีกหลายสิบไร่นี่ รีบกลับไปขายซะ ก่อนที่ดอกเบี้ยจะพุ่งไปมากกว่านี้!"

เจ้าผมแดงตบมือแปะๆ พลางแอบชำเลืองมองหวังฉีที่นั่งหน้านิ่งไร้อารมณ์อยู่ฝั่งตรงข้าม วันนี้มันประเมินสถานการณ์ผิดพลาด ดูท่าคงรีดไถเงินจากผู้หญิงคนนี้ไม่ได้แน่

"ไม่ได้! นั่นมันสมบัติไว้ให้พ่อแม่ฉันใช้ยามแก่เฒ่า ห้ามแตะต้องเด็ดขาด ห้ามแตะนะ!"

หวังฉีมองดูหวูคังที่คุกเข่าอยู่บนพื้นในสภาพใกล้จะสติแตก ในที่สุดก็เอ่ยปากถามขึ้น "คุณมีสัญญาไหม?"

หวูคังหันขวับมามองหวังฉีอย่างงุนงง

"สัญญาที่คุณเซ็นที่คลับเฮาส์นั่นน่ะ อยู่ที่คุณหรือเปล่า?"

หวูคังพยักหน้ารัวๆ เขาพกมันติดตัวไว้ตลอดไม่กล้าทิ้งไว้ที่บ้าน พอเห็นหวังฉีขอดู แสงแห่งความหวังก็จุดประกายขึ้นในใจ เขารีบล้วงสัญญาฉบับยับยู่ยี่ที่ผ่านการเปิดอ่านมานับครั้งไม่ถ้วนออกมาจากอกเสื้อ

หวังฉีกวักมือเรียกเจียงซือเฉิงที่อยู่ด้านหลัง

"ผู้จัดการหวัง" เจียงซือเฉิงรู้ว่าถึงเวลาที่เขาต้องออกโรงแล้ว

"ไปเอามาดูซิ"

"ครับ"

เจียงซือเฉิงเดินเข้าไปหาหวูคังท่ามกลางสายตาของทุกคน หวูคังมองเจียงซือเฉิงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง เขารู้จักชายหนุ่มคนนี้ นี่คือทนายความประจำตัวของผู้จัดการหวัง

เจียงซือเฉิงรับสัญญามาแล้วเดินกลับมายืนข้างกายหวังฉี ขณะที่เขาพลิกเปิดสัญญาดูทีละหน้า เจ้าผมแดงกับพวกสมุนที่อยู่ฝั่งตรงข้ามต่างก็จ้องมองเขาเขม็ง

ไอ้หมอนี่เป็นใครกัน? สัญญามันก็คือสัญญา จะไปหาช่องโหว่อะไรจากกระดาษแผ่นนั้นได้รึไง?

หลังจากเจียงซือเฉิงอ่านรายละเอียดจนครบถ้วน แววตาของเขาก็ฉายแววเข้าใจทะลุปรุโปร่ง เขาโน้มตัวลงกระซิบกับหวังฉีว่า "สัญญานี้มีปัญหาจริงๆ ครับ"

จบบทที่ บทที่ 29: บังคับซื้อขาย

คัดลอกลิงก์แล้ว